Tags Posts tagged with "nutrition"

nutrition

 

เนื่องจากโครงการวิจัยสตรอว์เบอร์รีเป็นอีกหนึ่งโครงการหลวงเนื่องจากพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 เพื่อหาพืชมาทดแทนการปลูกฝิ่น และได้เริ่มดำเนินการมาระหว่างปี พ.ศ. 2517-2522 โดยได้รับทุนวิจัยจากทางฝ่ายงานวิจัยกระทรวงเกษตร ประเทศสหรัฐอเมริกา (Agricultural Research ของ USDA) ให้นำสตรอว์เบอร์รีพันธุ์ต่างๆ เข้ามามากมาย เพื่อทดลองปลูกตามสถานีทดลองเกษตร ในระดับความสูงที่ต่างกัน รวมทั้งศึกษาเรื่องของโรคพืช แมลง การจัดการภายหลังเก็บเกี่ยว การบรรจุหีบห่อ ตลอดจนทางด้านการตลาด และส่งเสริมสู่เกษตรกรในจังหวัดเชียงใหม่และเชียงราย

ซึ่งนับตั้งแต่เริ่มนำพันธุ์สตรอว์เบอร์รีจากต่างประเทศเข้ามาทดลองปลูก ปรากฏว่าพันธุ์ที่สามารถปรับตัวเข้ากับสภาพแวดล้อมในจังหวัดเชียงใหม่และเชียงรายได้มากกว่าพันธุ์อื่นๆ ได้แก่ พันธุ์พระราชทาน 13 (Cambridge Favorite) พันธุ์พระราชทาน 16 (Tioga) ซึ่งสามารถปรับตัวได้ดีทั้งพื้นที่ปลูกบนภูเขาสูงระดับ 1,200 เมตร และพื้นที่ราบของทั้งสองจังหวัด รวมถึงพันธุ์พระราชทาน 20 (Sequoia) โดยในปัจจุบันพันธุ์สตรอว์เบอร์รีที่ปลูกเพื่อเป็นการค้าส่วนใหญ่ของประเทศ ได้แก่ พันธุ์พระราชทาน 16, 50, 70, 72 รวมถึง 80 และนี่คือเหล่าสายพันธุ์สตรอว์เบอร์รี่พระราชทานและสายพันธุ์อื่นๆ ที่ยังเป็นที่นิยมในไทยตอนนี้ จะมีอะไรบ้างนั้น มาทำความรู้จักกันเลย…

1. พันธุ์พระราชทาน 16

ชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Fragaria ananassa Duch. เป็นพันธุ์ค่อนข้างเบา ผสมพันธุ์ที่สหรัฐอเมริกา และใช้เป็นพันธุ์การค้าระหว่างปี พ.ศ. 2507-2527 พันธุ์นี้แม้จะปรับตัวได้ดีในสภาพแวดล้อมเกือบทั่วโลก แต่จะให้ผลผลิตในช่วงที่สั้นมาก ผลมีขนาดใหญ่ แต่ก็ผันแปรไปตามสภาพอากาศ เนื้อผลสีแดงจางถึงแดง เมล็ดสีเหลือง รสชาติออกเปรี้ยว ขั้วของผลหลุดง่าย และค่อนข้างแข็ง จึงหมาะสำหรับการผลิตเพื่ออุตสาหกรรมแปรรูปมากกว่าการกินผลสด

พันธุ์พระราชทาน 16
2. พันธุ์พระราชทาน 50

ชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Fragaria ananassa Duch. เป็นพันธุ์ที่เกิดจากการผสมในสหรัฐอเมริกา แล้วนำเข้ามาคัดเลือกพันธุ์โดยการผสมตัวเองตั้งแต่ปี พ.ศ. 2536 เป็นพันธุ์ที่ชอบอากาศเย็นไม่มากนัก (15-28 องศาเซลเซียส) ผลมีคุณภาพดี โดยเฉพาะใกล้สุกเต็มที่ ขนาดผลปานกลางถึงใหญ่ ผิวสีแดงถึงแดงเข้ม เนื้อสีแดงถึงแดงเข้ม แกนแน่นถึงกลวง รสชาติหวานและมีกลิ่นหอม ผลค่อนข้างแข็ง ชื่อพันธุ์นี้ได้รับพระราชทานเมื่อปี พ.ศ. 2539 ซึ่งเป็นปีฉลองสิริราชสมบัติครบ 50 ปี ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9

พันธุ์พระราชทาน 50
3. พันธุ์พระราชทาน 70

ชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Fragaria ananassa Duch. เป็นพันธุ์จากประเทศญี่ปุ่นชื่อ Toyonoka นำมาทดลองปลูกที่สถานีวิจัยโครงการหลวงอินทนนท์ ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2529 เป็นพันธุ์เบาและให้ผลผลิตค่อนข้างสูง ผลมีขนาดใหญ่ รูปร่างเป็นทรงกลมหรือทรงกรวย สีแดงสดแต่ไม่สม่ำเสมอ มีกลิ่นหอม ฉ่ำ และรสชาติหวาน เนื้อและผิวแข็ง สะดวกต่อการขนส่งและเก็บรักษา เป็นพันธุ์พระราชทานตรงกับปี พ.ศ. 2540 ครั้งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 ทรงมีพระชนมพรรษาครบ 70 พรรษา

พันธุ์พระราชทาน 70
4. พันธุ์พระราชทาน 72

ชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Fragaria ananassa Duch. เป็นพันธุ์จากประเทศญี่ปุ่นชื่อ Tochiotome นำมาปลูกทดสอบครั้งแรกในแปลงทดลองของสถานีวิจัยดอยปุย (มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์) จังหวัดเชียงใหม่ และต่อมาได้ทดลองปลูกที่สถานีเกษตรหลวงอ่างขาง อำเภอฝาง จังหวัดเชียงใหม่ ในปี พ.ศ. 2543-2544 ผลมีขนาดค่อนข้างใหญ่ถึงใหญ่มาก ผลหนึ่งมีน้ำหนักเฉลี่ยเกือบ 14 กรัม เนื้อผลภายในมีสีขาว เมื่อสุกเต็มที่ผิวจะมีสีแดงถึงสีแดงจัด ลักษณะของเนื้อแน่นกว่าพันธุ์พระราชทาน 70 แต่หวานน้อยกว่า และมีกลิ่นหอม เป็นพันธุ์พระราชทานปี พ.ศ. 2542 ครั้งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 ทรงมีพระชนมพรรษาครบ 72 พรรษา

พันธุ์ Tochiotome
5. พันธุ์พระราชทาน 60

ชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Fragaria ananassa Duch. เป็นสตรอว์เบอร์รีลูกผสมสายพันธุ์แรกที่เกิดขึ้นในประเทศไทยอย่างเป็นทางการ โดยทางกรมวิชาการเกษตรได้ออกหนังสือรับรองพันธุ์พืชขึ้นทะเบียนตามพระราชบัญญัติพันธุ์พืช พ.ศ. 2518 (ร.พ. 2) เลขที่ 276/2549 ลงวันที่ 16 กันยายน พ.ศ. 2549 ผลมีขนาดใหญ่ รูปทรงกรวยคล้ายหัวใจ (Conic) ถึงทรงกลมปลายแหลม (Globose Conic) น้ำหนักผลเฉลี่ย 10-15 กรัม รสชาติหวาน เนื้อในผลสีแดงสด ผิวแดงจัดเป็นเงามัน กลิ่นหอม ให้ผลผลิตต่อต้นค่อนข้างสูง เป็นพันธุ์พระราชทานในวโรกาสที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชทรงครองสิริราชสมบัติครบ 60 ปี เมื่อวันที่ 9 มิถุนายน 2549

พันธุ์พระราชทาน 60
6. พันธุ์พระราชทาน 80

ชื่อวิทยาศาสตร์ Fragaria ananassa Duch. พันธุ์นี้ได้รับการคัดเลือกครั้งแรกในฤดูกาลผลิตปี พ.ศ. 2545 โดยการนำเมล็ดพันธุ์ลูกผสมจากประเทศญี่ปุ่นเข้ามาเพาะและปลูกทดสอบที่แปลงทดลองของสถานีวิจัยดอยปุย อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ และได้ปลูกทดสอบในพื้นที่แปลงทดลองของสถานีเกษตรหลวงอ่างขาง อำเภอฝาง จังหวัดเชียงใหม่ ในปี พ.ศ. 2547 ถือเป็นพันธุ์ที่ได้รับความสนใจมาก เนื่องจากเป็นสตรอว์เบอร์รีสายพันธุ์ใหม่ที่ทีมวิจัยเพิ่งประสบผลสำเร็จ และได้ส่งเสริมให้เกษตรกรปลูกในปี พ.ศ. 2550 หลังจากใช้เวลาทำการวิจัยมายาวนานถึงหกปีเต็ม

จุดเด่นอยู่ที่ลำต้นใหญ่ แข็งแรง ให้ผลดก มีขนาดใหญ่ น้ำหนักผลเฉลี่ย 30-35 กรัม รูปร่างของผลสวยงาม (Berry Shape) เนื้อผลสีแดงสดใส รสชาติดีมาก หวานและมีกลิ่นหอม ส่วนที่มาของชื่อพันธุ์นี้ก็เพื่อเป็นการเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 เนื่องในโอกาสทรงเจริญพระชนมพรรษา 80 พรรษา

พันธุ์พระราชทาน 80
7. สายพันธุ์ใหม่ “พันธุ์พระราชทาน 88”   

ล่าสุดมูลนิธิโครงการหลวงพร้อมส่งสตรอว์เบอร์รีสายพันธุ์ใหม่ “พันธุ์พระราชทาน 88” โดยสตรอว์เบอร์รีพันธุ์นี้เป็นลูกผสมระหว่างพันธุ์พระราชทาน 80 กับพันธุ์พระราชทาน 60 ซึ่งวิจัยและพัฒนาสายพันธุ์กันมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2550 และได้รับพระราชทานนามจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 เพื่อเฉลิมพระเกียรติในโอกาสเฉลิมพระชนมพรรษา 88 พรรษา

ปัจจุบันอยู่ระหว่างขอขึ้นทะเบียนกับกรมวิชาการเกษตร จุดเด่นของพันธุ์พระราชทาน 88 อยู่ที่ขนาดของผลค่อนข้างสม่ำเสมอ สีส้มแดงถึงแดงสด เนื้อละเอียดแน่น สีแดงสลับขาว หวานกว่าสายพันธุ์อื่น แทบไม่มีรสเปรี้ยวติดเลย แถมยังกลิ่นหอมโดดเด่นกว่าทุกสายพันธุ์ สัมผัสแรกหลังลิ้มรสคือเนื้อสตรอว์เบอร์รีแทบละลายในปากกันเลย งานนี้หวังส่งมาตีตลาดพรีเมียม เข้าท้าชิงกับสตรอว์เบอร์รีเกาหลีลูกโตราคาแพงที่กำลังฮิตอยู่ตอนนี้

พันธุ์พระราชทาน 88 (ที่มาภาพ – www.thairath.co.th)
8. พันธุ์ 329

เป็นพันธุ์ที่กรมส่งเสริมการเกษตรโดยนายปราโมทย์ รักษาราษฎร์ อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร ได้นำเข้าจากอิสราเอล มาปลูกทดสอบที่ตำบลโป่งแยง อำเภอแม่ริม จังหวัดเชียงใหม่ ในปี 2540 ผิวผลมีสีแดงสดมัน ลักษณะค่อนข้างกรอบ มีกลิ่นหอม รสชาติค่อนข้างหวานเมื่อสุกแก่เต็มที่ สามารถเก็บไว้ได้นาน เหมาะแก่การขนส่ง

พันธุ์ 329
9. สตรอว์เบอร์รีดอย

ชื่อสามัญคือ Wild Strawberry, Mountain Strawberry, Hillside Strawberry ชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Fragaria Vesca จัดอยู่ในประเภท The Wood Strawberry หรืออัลไพน์สตรอว์เบอร์รี ให้ผลผลิตค่อนข้างสูง ผลมีขนาดค่อนข้างเล็ก มีกลิ่นหอมมาก รูปทรงกรวยยาว น้ำหนักต่อผลเฉลี่ย 2-3 กรัม ในปริมาณ 100 กรัม มีจำนวนผล 94 ผล

สตรอว์เบอร์รีดอย
10. พันธุ์ Mara Des Bois

พันธุ์นี้เกิดขึ้นที่ฝรั่งเศสตั้งแต่ศตวรรษที่ 18 แต่มาเป็นที่นิยมกันอย่างมากในปี พ.ศ. 2533 ให้ผลผลิตเร็ว ผลมีขนาดเล็กถึงปานกลาง สีแดง-ส้ม รสชาติหวาน และมีกลิ่นหอม

พันธุ์ Mara Des Bois

 

 

ติดตาม Men’sHealth Thailand ได้ที่นี่ …
Website : http://www.mhthailand.com/
Instagram : https://www.instagram.com/mhthailand/
Facebook : https://www.facebook.com/MensHealthThai/
Youtube : https://www.youtube.com/user/Menshealththailand/

 

 

0 634

 

ถึงแม้ว่าคุณจะไม่ได้นั่งแช่อยู่ที่โต๊ะทำงานทั้งวัน บรรยากาศในออฟฟิศของคุณก็อาจจะเป็นอุปสรรคที่ขัดขวางแผนการลดหุ่นให้ดูดีของคุณ โดยเฉพาะเพื่อนร่วมงานร่างพลุ้ยข้างๆ คุณ เมื่อการศึกษาของ PLoS One พบว่า การมีเพื่อนร่วมงานอ้วนทำให้คุณมีความเสี่ยงที่จะพอกพูนไขมันตามไปด้วย

ข้อมูลจากงานวิจัยระบุว่า ยิ่งคุณต้องทำงานกับเพื่อนร่วมงานที่น้ำหนักเกินมากเท่าไร คุณก็ยิ่งมีความเสี่ยงที่จะน้ำหนักเกินมากเท่านั้น ดร.เอลิซาเบธ รูลา ผู้จัดทำงานวิจัยนี้ บอกว่านอกจากเราจะติดนิสัยบางอย่างมาจากคนในครอบครัวหรือเพื่อนสนิทแล้ว เรายังมีโอกาสที่จะติดนิสัยจากเพื่อนร่วมงานจนส่งผลต่อน้ำหนักตัวของเราได้

ทั้งนี้ทั้งนั้นไม่ได้หมายความว่าเราห้ามคุณคบเพื่อนร่วมงานที่อวบระยะสุดท้ายหรอกนะ แต่คุณต้องหาทางควบคุมพฤติกรรมของตนเองให้ได้ใช้พลังงานบ่อยๆ เช่น หาโต๊ะทำงานแบบยืนทำงานมาใช้ หรือไม่ก็จัดประชุมระดมความคิดแบบที่ให้ทุกคนต้องเดินแทนการนั่ง เพราะอย่างน้อยๆ หากคุณได้ซึมซับนิสัยการกินแบบเพื่อนร่างใหญ่ข้าง มาแล้ว แต่คุณก็จะได้ออกกำลังและลดความเสี่ยงจะมีร่างอวบอิ่มเช่นเพื่อนของคุณ

 

 

ติดตาม Men’sHealth Thailand ได้ที่นี่ …
Website : http://www.mhthailand.com/
Instagram : https://www.instagram.com/mhthailand/
Facebook : https://www.facebook.com/MensHealthThai/
Youtube : https://www.youtube.com/user/Menshealththailand/

 

 

0 2425

 

หลังจากเป็นที่รู้จักในบ้านเรามาได้พักใหญ่ และฝ่าฟันพิสูจน์ตัวเองจนพ้นคำครหาผิดๆ ในที่สุด “หญ้าหวาน” ก็เริ่มเป็นที่นิยมของคนรักสุขภาพ จนเกิดเป็นกระแสสำหรับผู้ต้องการหลุดพ้นจากยุคน้ำตาลเทียมเสียที เพราะไม่ว่าจะขัณฑสกร (แซคคาริน) แอสปาร์เทม ซูคราโลส อะซีซัลเฟมเค ซอร์บิทอล ไซลิทอล อิริทริออล เรื่อยมาจนมาถึงสารแทนความหวานทั้งหลายที่ลงท้ายด้วย “…ออล” ก็ล้วนเป็นสารสังเคราะห์ที่คนรักสุขภาพเริ่มหลีกเลี่ยง (โดยเฉพาะ 3 ชนิดแรก)

อย่างไรก็ตาม แม้ “หญ้าหวาน” จะเป็นที่รู้จักในไทยมาได้หลายปีแล้ว แต่สำหรับบางคนก็ยังถือเป็นเรื่องใหม่ดังนั้น วันนี้เราจะมาทำความรู้จักสารแทนความหวานจากธรรมชาติชนิดนี้กัน….

หญ้าหวาน คืออะไร?

หญ้าหวาน (Stevia rebaudiana Bertoni) เป็นพืชในตระกูลทานตะวันหรือดาวเรือง แต่ลักษณะใบคล้ายสะระแหน่และต้นละม้ายแมงลักมากกว่า โดยประเทศที่ใช้สมุนไพรตัวนี้นำร่องมาหลายร้อยปีแล้ว คือ ปารากวัยและบราซิล ซึ่งเป็นถิ่นกำเนิดของต้นไม้ชนิดนี้ ต่อมาก็มีหลายประเทศเริ่มนำไปปลูกใช้เอง สกัดเอง ขายเองบ้าง โดยเฉพาะญี่ปุ่นที่นิยมใช้หญ้าหวานเป็นสารทดแทนความหวานมา 40 ปีได้ อเมริกาเริ่มใช้จริงจังมา 10 กว่าปีได้แล้ว ส่วนทางยุโรปนั้น ด้วยความเคร่งครัดเรื่องการควบคุมอาหารและยา รวมทั้งการคุ้มครองผู้บริโภค จึงเพิ่งเริ่มใช้กันอย่างเป็นทางการได้สัก 5-6 ปีที่ผ่านมา ทั้งที่รู้จักกันมานานมากแล้ว

หญ้าหวานใน “ไทย”

โดยสำหรับในบ้านเรานั้น รู้จักพืชนี้กันมาสักพักใหญ่แล้ว แต่ด้วยเพราะไม่ค่อยตื่นตัว บวกกับหาซื้อตามตลาดได้ยาก จึงทำให้หญ้าหวานยังไม่เป็นที่นิยมกัน จนกระทั่งเมื่อเร็วๆ นี้ได้มีการนำมาเป็นส่วนผสมในเครื่องดื่มหลายชนิด เทรนด์สุขภาพใหม่จึงบังเกิดขึ้นในบ้านเรานั่นเอง

ทั้งนี้ แม้หญ้าหวานจะมีหลายรูปแบบ ทั้งแบบเป็นใบๆ ให้เราต้มกินเอง หรือแบบผงพร้อมกินหรือนำไปผสมกับสารให้ความหวานแบบอื่นๆ แต่การจะกินหญ้าหวานก็ควรพิจารณาสารให้ความหวานหรือสารอื่นที่นำมาเจือจางหญ้าหวานให้หวานพอดี เพื่อไม่ให้ปริมาณน้ำตาลที่เข้าสู่กระแสเลือดพุ่งสูงเกินไปด้วย

ข้อดี

1. ให้ความหวานได้อย่างเข้มข้น
2. ทนกรดทนด่าง ทนความร้อนสูงถึง 200 องศาเซลเซียส จึงนำไปใช้ปรุงอาหารได้
3. ไม่ก่อมะเร็ง ปลอดภัยในการรับประทานต่อเนื่องตามปริมาณที่แนะนำ (ไม่เกิน 4 มก.ต่อน้ำหนักตัว 1 กก. ต่อวัน)
4. รสชาติคล้ายน้ำตาลธรรมชาติ ต่างก็ตรงไม่หวานแหลมเหมือนน้ำตาล แต่จะค่อยๆ หวานติดลิ้น ซึ่งใช้เวลานานกว่า
5. เหมาะสำหรับผู้ต้องการควบคุมน้ำหนักและผู้ป่วยเบาหวาน

ข้อเสีย

1. ถ้าใส่ปริมาณเยอะเกินไป จะทำให้เข้มข้น จนทำให้รู้สึกขมได้
2. นำไปทำขนมจะไม่ค่อยฟู ทำให้ต้องใส่ผงฟูมากขึ้น และรสสัมผัสแตกต่างออกไป เนื่องจากไม่มีน้ำตาลเป็นสารตั้งต้น
3. ทำให้ความหอมของขนมที่ผสมหญ้าหวานไม่ฟูฟ่องมากนัก
4. อาหารหรือขนมที่หมักแป้งโดว์ด้วยยีสต์หรือแก๊ส ต้องใช้เวลาหมักนานกว่า

อย่างไรก็ตาม… แม้น้ำตาลเทียมหลายชนิด โดยเฉพาะกลุ่มโพลีออลจะเหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการควบคุมน้ำหนักและผู้ป่วยเบาหวานเช่นกัน เพราะสามารถลดปริมาณแคลอรีที่ร่างกายรับเข้าไปจากน้ำตาล รวมถึงผลข้างเคียงจากภาวะน้ำตาลในเลือดพุ่งสูงหลังมื้ออาหารที่ส่งผลเสียต่อการเผาผลาญ ระบบเส้นเลือด หัวใจและสมอง

แต่ผลงานวิจัยเมื่อเดือนกันยายน เมื่อปี 2014 ที่ผ่านมา ก็ตั้งคำถามถึงการบริโภคขัณฑสกร แอสปาร์เทมและซูคราโลส กับความเหมาะสมในผู้ป่วยเบาหวาน เนื่องจากน้ำตาลเทียม 3 ชนิดนี้ อาจเป็นบ่อเกิดของเบาหวานก็เป็นได้ ดังนั้นจึงต้องรอดูในอนาคตว่าความชัดเจนเรื่องความปลอดภัยของน้ำตาลเทียมทั้ง 3 ตัวนี้จะเป็นอย่างไร ระหว่างนี้คงต้องพึ่งพาการปรับนิสัยติดหวาน ทานสารสกัดหญ้าหวานหรือสารให้ความหวานกลุ่มโพลีออลไปพลางก่อน แต่วงเล็บไว้นิดหนึ่งว่าอย่าได้ใจรับประทานมากเกินไปล่ะครับ ท้องเดินขึ้นมาจะหาว่าโพลีออลไม่เตือนนะครับ!

 

ติดตาม Men’sHealth Thailand ได้ที่นี่ …
Website : http://www.mhthailand.com/
Instagram : https://www.instagram.com/mhthailand/
Facebook : https://www.facebook.com/MensHealthThai/
Youtube : https://www.youtube.com/user/Menshealththailand/

 

 

0 1523

 

ถึงแม้การทำงานตอนพักเที่ยงจะทำให้ดูเหมือนพนักงานที่ดี แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าจะทำให้การใช้ชีวิตของคุณดีตามไปด้วย ตรงกันข้าม ยังจะนำมาซึ่งความเครียดและความอ่อนเพลียอีกต่างหาก ดังนั้นเพื่อเป็นการหลีกเลี่ยงความผิดพลาดนี้ เลิกและปรับเปลี่ยนพฤติกรรมตอนพักกลางวัน ต่อไปนี้เถอะ!!
1. กินอาหารที่โต๊ะทำงาน

เพราะการนั่งทั้งวันมีส่วนเกี่ยวโยงกับการเป็นโรคหัวใจ โรคเบาหวาน และเสียชีวิตก่อนวัยอันควร คุณจึงควรทำกิจกรรมที่ใช้แรงระดับปานกลางไม่ต่ำกว่า 30 นาที สัปดาห์ละ 5 วัน และตอนพักเที่ยงจึงเป็นช่วงที่เหมาะมาก!

คำแนะนำ ควรออกไปเดินเล่น เพราะผลวิจัยชี้ว่าจะช่วยให้คุณมีประสิทธิภาพในการทำงาน กระตือรือร้นและผ่อนคลายมากขึ้น แต่ถ้าต้องทำงานจริงๆ คุณควรจะนัดกันเดินประชุม ซึ่งผลวิจัยชี้ว่าจะช่วยกระตุ้นให้เกิดความคิดสร้างสรรค์มากขึ้น

2. กินอาหารไม่ค่อยมีประโยชน์/กินน้อยเกินไป

การกินอาหารกลางวันน้อยเกินไป จะทำให้คุณกินอาหารเย็นมากเกินไป ส่วนอาหารประเภทกินสะดวกที่ไม่ค่อยมีคุณค่าทางโภชนาการ ก็อาจทำให้คุณหมดพลังในเวลาต่อมา

คำแนะนำ ควรจะเพิ่มพลังด้วยการกินอาหารที่มีส่วนผสมของทั้งโปรตีน คาร์โบไฮเดรตและไขมัน ตัวอย่างเช่น แผ่นตอร์ติญาโฮลวีตห่อไก่อบที่เหลือจากมื้อก่อน และอะโวคาโด พริกหวาน แครอตหั่นแว่น และแอปเปิ้ล 1 ผล

3. ใช้เวลาตอนพักเที่ยงกับสิ่งที่ไม่ชอบ

ไม่ใช่แค่สำหรับกิจกรรมหรือสิ่งของเท่านั้น กับคนหรือเพื่อนร่วมงานที่ไม่ชอบก็เช่นกัน ผลวิจัยชี้ว่าถ้าคุณไม่ได้อยู่ในอารมณ์ที่จะไปกินอาหารกลางวันกับเพื่อนร่วมงาน การทำแบบนั้นจะทำให้คุณผ่อนคลายสู้ตอนไปพักเที่ยงตามคนเดียวไม่ได้ (และในทางกลับกันด้วย) แถมยังอาจจะทำให้อารมณ์คุณหม่นหมองและรู้สึกล้าอีกด้วย

คำแนะนำ เพื่อไม่ให้เป็นการฝืนมากเกินไป ถ้าไม่เป็นการลำบากนัก ลองพาตัวเองไปทำในสิ่งที่อยากทำก็ดีเหมือนกัน เพราะผลวิจัยเผยว่าจะช่วยลดความเครียดจากงานและเพิ่มความสุขให้ตัวคุณได้ ดังนั้น ถ้านั่นหมายความว่าคุณจะต้องฉายเดี่ยวไปทานข้าวคนเดียว ก็จงเสพความสบายใจจากการทานข้าวคนเดียวให้อิ่มไปเลย!

4. ไม่ได้ออกกำลังตอนพักเที่ยง

เพราะการอยู่เฉยๆ จะทำให้คุณไม่ได้รับประโยชน์ด้านการกระตุ้นสมองจากปริมาณการไหลเวียนเลือดที่เพิ่มขึ้น

คำแนะนำ ดังนั้น เพื่อเป็นทางออกที่ดี คุณควรลองออกกำลังแบบเซอร์กิตที่ใช้เวลาแค่ 15 นาที ซึ่งเป็นวิธีที่ได้ผลพอๆ กับการออกกำลังระดับความเข้มข้นปานกลางที่ใช้เวลานานกว่านั้น ลองเล่นท่า Prisoner-Style Reverse Lunge (ข้างละ 30 วินาที), Pause Pushup (ค้างไว้ที่จุดต่ำสุดและสูงสุด) 1 นาที, Side Plank (ข้างละ 30 วินาที) และพัก 1 นาที ทำทั้งหมด 4 รอบ

เปลี่ยนแปลงพฤติกรรมช่วงพักเที่ยงเพียง 4 ข้อนี้ ชีวิตการทำงานและชีวิตในช่วงเวลาอื่นๆ ของคุณก็จะดีขึ้น จะมัวอยู่แต่โต๊ะทำงานเเพื่อแสดงถึงการเป็นพนังงานที่มีประสิทธิภาพจอมปลอมไปทำไม ลุกขึ้นมาใช้ช่วงเวลาพักให้คุ้มค่า เพื่อเป็นมนุษย์ที่มีชีวิตที่ดีอย่างแท้จริงเถอะ!! 

 

ติดตาม Men’sHealth Thailand ได้ที่นี่ …
Website : http://www.mhthailand.com/
Instagram : https://www.instagram.com/mhthailand/
Facebook : https://www.facebook.com/MensHealthThai/
Youtube : https://www.youtube.com/user/Menshealththailand/

 

 

0 9199
onnit.com

 

เคล็ดลับการฝึกด้วยน้ำหนักตัวที่เราจะเปิดเผยต่อไปนี้นอกจากช่วยเพิ่มขนาดและความแข็งแรงให้กล้ามเนื้อแล้ว ยังทำให้คุณมีกำลังมากขึ้น เคลื่อนไหวและทรงตัวได้ดีขึ้นด้วย แทนที่จะเทรนให้ตัวล่ำสันบึกบึนเหมือนคิงคองซึ่งผู้ชายส่วนใหญ่กำลังทำกันโดยไม่รู้ตัว เราน่าจะเทรนเพื่อให้ฟิตเฟิร์มน่ามองเหมือนนักยิมนาสติก หรือพวกนักสู้ MMA ซึ่งคนพวกนี้มีกล้ามคมชัดสวยงามทั้งๆ ที่ไม่เคยยกเวตเลยและที่สำคัญคือคุณทำได้โดยไม่ต้องไปเหยียบยิมเลย

เคล็ดลับข้อ 1 ปรับแผนการกิน

Muscular man with empty plate

การฝึกโดยใช้น้ำหนักตัวนั้นต้องการรูปร่างที่ต่างจากการยกเวตโดยสิ้นเชิง ถ้าจะยกเวต คุณก็ควรมีน้ำหนักตัวเยอะเพราะจะทำให้คุณยกได้มากขึ้น นั่นไม่ใช่เพราะคุณมีกล้ามเนื้อมากขึ้นนะครับ แต่กล้ามเนื้อขนาดใหญ่ทำให้คุณมีแรงงัดและแรงส่งมากขึ้น ดังนั้นคุณจึงไม่จำเป็นต้องขังตัวเองอยู่กับนิสัยการกินแบบอดๆ อยากๆ ส่วนการฝึกด้วยน้ำหนักตัวจะเป็นตรงกันข้าม กล้ามเนื้อยิ่งเยอะจะยิ่งเป็นอุปสรรคต่อสมรรถภาพร่างกายและความสามารถในเชิงกีฬา การแบกน้ำหนักตัวเพิ่มอีก 20 ปอนด์ก็เหมือนคุณใส่เข็มขัดถ่วงน้ำหนักล่ะครับ ดังนั้นถ้าจะให้ดีก็ควรรีดน้ำหนักออกให้เร็วที่สุด ซึ่งการออกกำลังอย่างเดียวยังไม่พอ คุณต้องปรับเรื่องอาหารการกินด้วย เริ่มจากงดอาหารที่เติมน้ำตาลโดยเฉพาะพวกเครื่องดื่มที่ไม่มีคุณค่าทางโภชนาการ จากนั้นหันมาเพิ่มผักผลไม้และโปรตีน ปริมาณโปรตีนที่ควรบริโภคต่อวันสำหรับผู้ชายโดยเฉลี่ยอยู่ที่ 56 กรัม ซึ่งคุณควรกินให้ได้อย่างน้อยสองเท่า ผลวิจัยของ USDA ล่าสุดระบุว่า ผู้ชายที่กินโปรตีนมากเป็นสองเท่าของปริมาณที่แนะนำต่อวันจะกำจัดไขมันได้มากกว่าและรักษากล้ามเนื้อไว้ได้มากกว่าคนที่กินน้อยกว่านี้ ส่วนแป้งให้ทำตรงกันข้ามครับ พยายามลดแป้งให้เหลือไม่เกิน 100 กรัมต่อวัน และให้กินคาร์โบไฮเดรตที่ไม่ได้อยู่ในรูปผักผลไม้หลังออกกำลังเท่านั้น

เคล็ดลับข้อ 2 คิดใหม่ทำใหม่

เทคนิคเพิ่มกล้าม ไม่ต้องเข้ายิม (11)

คนทั่วไปมักเข้าใจผิดว่าต้องยกเวตหนักๆ ถึงจะแพ็คกล้ามได้จริงจัง แต่ที่จริงกล้ามเนื้อของคุณไม่รู้ความแตกต่างระหว่างน้ำหนักตัวคุณกับบาร์เบลหรอก กล้ามเนื้อรู้แต่เวลาที่ใช้และการหดเกร็งเท่านั้น ตราบใดที่คุณออกกำลังโดยใช้งานกล้ามเนื้ออย่างหนักและยากมากพอ คุณก็ไม่จำเป็นต้องเพิ่มน้ำหนักเพื่อกระตุ้นให้มันโตเลยครับ ลองนึกถึงครั้งต่อไปที่คุณวิดพื้น 20 ครั้งหรือสควอตด้วยน้ำหนักตัวสัก 50 ครั้งดูสิ ถ้าเป้าหมายคุณคือเพิ่มขนาดและความแข็งแรง การฝึกด้วยน้ำหนักตัวโดยทำแค่เซ็ตละ 5-10 ครั้งก็เอาอยู่แล้วครับลองดู 4 วิธีเพิ่มความยากให้กับท่าฝึกที่ใช้น้ำหนักตัวในด้านขวานะครับ

เคล็ดลับข้อ 3 เน้นไปที่ท่า

Young man performing abdominal crunches on bar in gym

ทุกครั้งที่ฝึกท่าที่ใช้น้ำหนักตัว คุณต้องใช้กล้ามเนื้อมากกว่า แถมยังฝึกแกนกลางลำตัวได้ดีกว่า และกระตุ้นระบบประสาทได้มากกว่าท่าที่ใช้เวต ด้วยเหตุนี้เทคนิคจึงสำคัญมากขึ้น คุณต้องจัดท่าตัวเองให้อยู่ในตำแหน่งที่ทำให้การฝึกได้ผลลัพธ์ดีที่สุด และพยายามให้ร่างกายบอบช้ำน้อยที่สุดท่าแต่ละอย่างมีเทคนิคเฉพาะตัว แต่หลายๆ ท่าก็มีจุดสำคัญร่วมกันอยู่ไม่กี่อย่าง ท่องประโยคนี้ไว้ให้แม่นครับ ท่าฝึกช่วงล่างหน้าแข้งต้องตั้งฉาก ส่วนท่าฝึกช่วงบนแขนท่อนล่างต้องตั้งฉาก เมื่อหน้าแข้งตั้งฉากก็จะถ่ายน้ำหนักไปไว้ที่สะโพกและต้นขาด้านหลังมากขึ้น ทำให้เข่ารับแรงกดน้อยลง ส่วนการทำแขนท่อนล่างตั้งฉากจะถ่ายน้ำหนักไปที่กล้ามเนื้ออกและปีก (Lats) มากขึ้น ทำให้ศอกรับน้ำหนักน้อยลง ผลลัพธ์คือข้อต่อจะเสื่อมน้อยลงและได้ประโยชน์เร็วขึ้น

เคล็ดลับข้อ 4 ฝึกท่าน้อยๆ แต่ทำให้คล่อง

ใช้หัวร้อนให้เป็นประโยชน์ - 1

นอกจากขาดแรงจูงใจแล้ว อุปสรรคสำคัญของคนที่เริ่มโปรแกรมฝึกใหม่ๆ ก็คือ โรคสมาธิสั้นของคนออกกำลังกาย แกดเดอร์บอก คุณเปลี่ยนโปรแกรมไปเรื่อยๆ ไม่ได้ฝึกทักษะอะไรให้คล่องสักอย่างโดยเฉพาะสิ่งที่ทำให้คุณออกกำลังได้อย่างถูกต้องสมบูรณ์ นอกจากนี้คุณยังไม่เคยได้สัมผัสอย่างจริงจังว่าท่าฝึกพวกนี้ให้ผลเรื่องกำจัดไขมันและสร้างกล้ามได้ดีขนาดไหน แต่นั่นเป็นสิ่งที่คนส่วนใหญ่ได้ยินกันต่อๆ มาว่า การเปลี่ยนแปลงอย่างสม่ำเสมอคือกุญแจสำคัญในการหลีกเลี่ยงช่วงหยุดชะงักและกระตุ้นให้กล้ามเนื้อเติบโตต่อไป แต่คนส่วนใหญ่ที่ว่าจะได้ประโยชน์มากกว่านะครับถ้าใช้ท่าฝึกไม่ต้องเยอะแต่เอาให้ได้ประโยชน์ครบทุกเม็ดจริงๆ ก่อนเปลี่ยนไปท่าอื่น

เคล็ดลับข้อ 5 ใช้งานร่างกายทุกวัน
ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ men Squats
source : imgur.com

ส่วนใหญ่ท่าฝึกที่ใช้น้ำหนักตัวจะต้องใช้ทักษะมากกว่าการฝึกด้วยเครื่องและเวต ดังนั้นสมองและร่างกายต้องใช้เวลาเรียนรู้นานกว่าเพื่อให้ทำท่าได้อย่างมีประสิทธิภาพ แกดเดอร์กล่าว ซึ่งคุณสามารถร่นเวลาดังกล่าวได้ด้วยการหันไปฝึกท่าดัดแปลงที่ง่ายกว่า ฝึกท่าละเซ็ต เซ็ตละ 10 ครั้งก็พอครับ ทำท่าสควอตต่ำๆ วันละ 5-10 นาทีเวลาเดินไปไหนมาไหน หรือทำท่า Hip Thrust แล้วค้างไว้ในตำแหน่งสูงสุดสัก 20 วินาทีหลังจากนั่งโต๊ะทำงานครบทุก 20 นาที แค่นี้ก็ช่วยได้มากเรื่องการเคลื่อนไหวแล้ว คุณจะได้กระตุ้นกล้ามเนื้อก้น เปิดสะโพก และคลายความตึงที่หลังส่วนล่างด้วยครับ ขยับแข้งขาบ้างครับ แล้วกล้ามงามๆ จะตามมาเอง

✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦


ติดตาม Men’sHealth Thailand ได้ที่นี่ 

Website : http://www.mhthailand.com/
Instagram : https://www.instagram.com/mhthailand/
Facebook : https://www.facebook.com/MensHealthThai/
Youtube : https://www.youtube.com/user/Menshealththailand/

 

นอกจากจะช่วยดับกระหายแล้ว การดื่มเครื่องดื่มให้เหมาะสมกับแต่ละช่วงเวลายังมีส่วนทำให้คุณอารมณ์ดีได้ทั้งวันแบบไม่ต้องพึ่งแอลกอฮอล์ แต่จะมีสูตรการดื่มอย่างไรนั้น เราจะมาดูเคล็ดลับนี้กัน !
1. สมูทตี้แครนเบอร์รี (8 โมงเช้า)

เพราะระดับกลูโคสที่ลดต่ำจะทำให้สมองทำงานช้า การกระตุ้นด้วยแครนเบอร์รีที่อุดมด้วยกลูโคสและมีแมกนีเซียมจึงช่วยรักษาระดับน้ำตาลในกระแสเลือดได้ดีขึ้น ยิ่งเสริมด้วยโยเกิร์ตและเมล็ดฟักทองเข้าไปอีก การเริ่มต้นวันใหม่ของคุณจึงมีแววสดใสได้ไม่ยาก

เครื่องดื่มอารมณ์ดี (1) - cranberry smoothie

อารมณ์ดีรับอรุณ กับสมูทตี้แครนเบอร์รี”

 

2. น้ำบีตรูต (10 โมงเช้า)

เพราะการเดินทางมาทำงานอาจทำให้คุณหงอย แต่น้ำบีตรูตจะทำให้คุณกลับมามีชีวิตชีวาตามเดิม เพราะ ไนเตรทในบีตรูตจะช่วยขยายหลอดเลือด ซึ่งจะทำให้ร่างกายดูดซึมออกซิเจนได้ดีขึ้น และนั่นจะทำให้คุณมีชีวิตชีวามากขึ้นนั่นเอง

เครื่องดื่มอารมณ์ดี (2) - Beetroot

เพิ่มความมีชีวิตชีวาในยามสาย กับ น้ำบีตรูต”

 

3. ซูเปอร์กรีน (บ่ายโมง)

ถ้าย่อยอาหารได้ไม่ดี สารพิษก็จะแทรกซึมสู่สมองและส่งผลต่ออารมณ์ แต่โปรไบโอติกในซูเปอร์กรีนจะช่วยต้านสารพิษดังกล่าว ให้ละลายผงซูเปอร์กรีน (ProGreens) กับน้ำมะเขือเทศที่อุดมด้วยกรดโฟลิคและช่วยฟื้นฟูสภาพจิตใจได้อีกแรง

เครื่องดื่มอารมณ์ดี (3) -uper-green-juice

ฟื้นฟูสุขภาพจิตหลังมื้อเที่ยง กับ ซูเปอร์กรีน” (ส่วนผสมของพืชผักสีเขียว)

 

4. อาหารเสริมประเภทให้พลังงานชนิดผง (บ่าย 3 โมง)

พลังงานที่ลดฮวบในยามบ่ายจะทำให้จิตใจหดหู่ ลองละลายผง Potent-C ของ Nature’s Plus 1 ซองกับน้ำเปล่า แล้วดื่มให้หมดแก้ว เพราะอาหารเสริมตัวนี้มีวิตามินบีกับสาร CoQ10 ซึ่งช่วยเพิ่มระดับพลังงานทั้งคู่ รวมทั้งเคี้ยวอาหารว่างที่อุดมด้วยธาตุเหล็ก (อย่างแอปริคอตอบแห้ง) เพื่อช่วยให้ดูดซึมได้ดีขึ้น

เครื่องดื่มอารมณ์ดี (6) - water

ติดเครื่องรอบบ่าย กับ อาหารเสริมประเภทให้พลังงานชนิดผง”

 

5. น้ำมะพร้าว (1 ทุ่ม)

ภาวะขาดน้ำหลังเข้ายิมจะส่งผลเสียต่อสภาพจิตใจของคุณ และนั่นก็จะหักล้างผลของ Potent-C จนหมด น้ำมะพร้าวจึงช่วยแก้ปัญหานี้ให้หมดไป เพราะมีดุลอิเล็กทรอไลต์ใกล้เคียงกับสารน้ำในร่างกาย จึงดูดซึมได้ดีมาก ดังนั้นถ้าดื่มตอนนี้สักแก้ว รับรองคุณจะอารมณ์ดีไปทั้งคืน

Pinacolada in a coconut on old white table

ปรับสภาพจิตใจ กับ “น้ำมะพร้าว”

 

6. น้ำเชื่อมแบล็คเคอร์แรนต์ (5 ทุ่ม)

แบล็คเคอร์แรนต์อุดมด้วยสังกะสี ซึ่งช่วยเพิ่มระดับโดพามีนและควบคุมสภาพอารมณ์ ทั้งยังมีแมกนีเซียมที่ช่วยให้หลับง่ายขึ้นด้วย ให้ชงน้ำร้อนดื่ม เพราะการวิจัยพบว่าเครื่องดื่มอุ่นๆ จะทำให้คุณมีทัศนคติที่ดีขึ้นถึง 11%

เครื่องดื่มอารมณ์ดี (8) blackcurrant

นอนหลับฝันดี ด้วย “น้ำเชื่อมแบล็คเคอร์แรนต์”

และนี่ก็เหตุผลที่เราอยากให้คุณอารมณ์ดี ด้วยเครื่องดื่มจากวัตถุดิบจากธรรมชาติทั้ง 6 อย่างที่ว่ามา… รออะไรอยู่ รีบสั่งแม่ค้าเร็ว !!

 

เรื่อง Men’s Health UK แปลและเรียบเรียง Dragon Booster

ติดตาม Men’sHealth Thailand ได้ที่นี่ …
Website : http://www.mhthailand.com/
Instagram : https://www.instagram.com/mhthailand/
Facebook : https://www.facebook.com/MensHealthThai/
Youtube : https://www.youtube.com/user/Menshealththailand/

 

 

 

ปัจจัยสำคัญของการลดน้ำตาล อยู่ที่เรื่องของเวลา ทั้งกินตอนไหน และลดเร็ว-ช้าแค่ไหน เพราะเราต่างอยากกินของหวานๆ ตามกลไกของร่างกาย เนื่องจากของหวานมีพลังงานประเภทที่พร้อมให้เรานำไปใช้ได้ทันที 

ดร.โยนิ ฟรีดฮอฟฟ์ ผู้เขียน The Diet Fix กล่าวว่า การตอนหิวจัดๆ จะทำให้คุณอยากกินอาหารที่มีปริมาณแคลอรีสูง ซึ่งเป็นปฏิกิริยาตอบสนองทางสรีรวิทยาและจิตวิทยา ดังนั้น ถ้าไม่อยากลงเอยด้วยการกินของหวานแบบไม่ยั้ง คุณจะต้องกินให้รู้สึกหิวน้อยที่สุด

ทั้งนี้ การกินอาหารที่ดี หนึ่งวันคุณควรจะกินมื้อหลักที่ได้สัดส่วน 3 มื้อและอาหารว่าง 2 มื้อที่เน้นโปรตีนซึ่งช่วยให้อิ่มท้องได้ดีกว่าไขมันหรือคาร์โบไฮเดรต และคุณก็ควรจะพยายามลดของหวานๆ ทีละน้อย โดย ดร.ฟรีดฮอฟฟ์ กล่าวว่า การลดปริมาณการบริโภคน้ำตาลลงครึ่งหนึ่งทันที จะทำให้ประสาทรับรสปรับตัวไม่ทัน คุณจึงควรจะตั้งเป้าหมายในการลดน้ำตาลไว้ที่สัปดาห์ละ 10% เพราะใน 5 สัปดาห์คุณก็จะลดได้ครึ่งหนึ่งเช่นกัน และควรเริ่มที่เครื่องดื่มหวานๆ ซึ่งคุณอาจจะเริ่มจากการดื่มน้ำอัดลมแบบไดเอตแทนแบบธรรมดาก่อนก็ได้ แต่สุดท้ายก็ควรจะพยายามเปลี่ยนเป็นน้ำเปล่าหรือชาให้ได้ จากนั้นจึงค่อยต่อด้วยของหวานๆ ที่ชอบกิน โดยให้เปลี่ยนเป็นตัวเลือกที่มีน้ำตาลน้อยกว่าอย่างกินโปรตีนแท่งแทนช็อกโกแลตแท่งและกินโยเกิร์ตกรีกกับผลไม้สดหรือกล้วยแช่แข็งแทนไอศกรีม

ลดได้ตามเป้า ไม่ต้องเข้ายิม 4 กิโล ภายใน 4 สัปดาห์ (3)

ส่วนใหญ่แล้วปัญหามักไม่ได้อยู่ที่ตัวอาหาร แต่เป็นเพราะการกินจนติดเป็นนิสัยและความพึงพอใจที่ได้รับ ฉะนั้นคุณจะกินต่อไปก็ได้ แต่ต้องลดน้ำตาลลงก็เท่านั้น สำหรับใครที่กำลังเผชิญกับปัญหานี้ ลองนำไปปรับใช้กับตัวคุณเองกันดูครับ

 

ติดตาม Men’sHealth Thailand ได้ที่นี่ …
Website : http://www.mhthailand.com/
Instagram : https://www.instagram.com/mhthailand/
Facebook : https://www.facebook.com/MensHealthThai/
Youtube : https://www.youtube.com/user/Menshealththailand/

 

 

0 1729

 

สำหรับใครที่อยากดื่มเบียร์ แต่ก็เกรงใจผลข้างเคียงที่อาจทำร้ายหุ่นของคุณ เราขอแนะนำว่า คุณควรจะตัดสินใจเรื่องการดื่ม โดยคำนึงถึงปริมาณแคลอรีทั้งหมดที่บริโภคได้ในแต่ละวัน อย่างเช่น ถ้าคุณกำลังควบคุมน้ำหนักโดยบริโภควันละ 2,000 แคลอรี (เป้าหมายซึ่งเหมาะสำหรับผู้ชายที่ออกกำลังกายสัปดาห์ละ 3 วันและต้องการลดน้ำหนัก) คุณก็ควรจะดื่มวันละ 200-400 แคลอรี

ทั้งนี้ ผลวิจัยใน American Journal of Clinical Nutrition กลับชี้ว่า ในวันที่ดื่ม… คุณจะกินในปริมาณแคลอรีที่สูงขึ้นและกินอาหารที่ไม่ค่อยมีประโยชน์ การดื่มในปริมาณเพียงเล็กน้อยจึงยังจะทำให้คุณให้ความสำคัญกับความพึงพอใจที่จะได้รับอาหารในทันที มากกว่าเป้าหมายในการลดน้ำหนักระยะยาว

ดังนั้น คำแนะนำที่ดีที่สุดในการกินเบียร์ให้ไม่สะเทือนไปยังขนาดพุงของคุณ จึงควรมุ่งมาที่การกินอาหารว่างที่อุดมด้วยโปรตีนและไขมันที่มีประโยชน์อย่างถั่วก่อนที่จะเริ่มดื่ม เพื่อรักษาระดับน้ำตาลในกระแสเลือดให้คงที่และชะลอการดูดซึมแอลกอฮอล์ ซึ่งช่วยป้องกันไม่ให้คุณกินหลังดื่มแบบไม่ยั้ง

people drinking beer, shot from overhead

สรุปง่ายๆ ได้ว่าถ้าคุณไม่อยากมีปัญหา ก็อย่าดื่มเกินวันละ 4 แก้ว หรือสัปดาห์ละ 14 แก้วนั่นเองนาจา… 

 

ติดตาม Men’sHealth Thailand ได้ที่นี่ …
Website : http://www.mhthailand.com/
Instagram : https://www.instagram.com/mhthailand/
Facebook : https://www.facebook.com/MensHealthThai/
Youtube : https://www.youtube.com/user/Menshealththailand/

 

 

0 2145

 

ในเมื่อธรรมชาติสร้างสรรค์วิธีเยียวยาให้เรา เราก็ต้องกินฉลองศรัทธาให้เต็มคราบเสียหน่อย จะมัวแต่พึ่งยาปฏิชีวนะไปอยู่ไย ต้านโรคหัวใจด้วยอาหารทั้ง 5 อย่างต่อไปนี้ ดีกว่า…
บลูเบอร์รี

อาหารต้านโรคหัวใจ (1)

ดร.อดัม สโกลนิค แพทย์โรคหัวใจที่ NYU Langone Medical Center ชี้ว่าการอักเสบในผนังหลอดเลือดแดงอาจจะเพิ่มโอกาสในการเกิดภาวะหัวใจวายเฉียบพลัน “คุณสามารถต้านกระบวนการดังกล่าวได้ด้วยการกินบลูเบอร์รีไม่ต่ำกว่าวันละ 1 ถ้วย” เขาบอก เพราะบลูเบอร์รีอุดมด้วยสารต้านอนุมูลอิสระที่ช่วยลดการอักเสบ ถ้าหาซื้อแบบสดไม่ได้ บลูเบอร์รีแช่แข็งก็ช่วยได้เช่นกัน คุณจะใส่ในซีเรียลหรือโยเกิร์ตที่กินเป็นมื้อเช้าก็ได้

บีตรูต

Fresh beetroot with leaves isolated on white

ดร.สโกลนิคบอกว่าพืชหัวสีม่วงชนิดนี้จะปล่อยสารประกอบไนไตรท์สู่กระแสเลือด ซึ่งมันจะช่วยขยายหลอดเลือดและทำให้เลือดไหลเวียนได้ดีขึ้น โดยผลวิจัยในวารสาร Hypertension ระบุว่าผลดังกล่าวจะช่วยลดค่าความดันเลือดและภาวะหลอดเลือดแดงแข็งในคนที่มีภาวะความดันเลือดสูง คุณจึงควรจะลองนำบีตรูตไปต้ม ปอกเปลือก หั่นเป็นชิ้นเล็กๆ และใช้เป็นส่วนผสมในสลัดหรือน้ำผลไม้ปั่น

ถั่วเปลือกแข็ง

อาหารต้านโรคหัวใจ (3)

อัลมอนด์ วอลนัต และพีแคน ล้วนเป็นถั่วเปลือกแข็งที่มีประโยชน์ ผลวิจัยใน New England Journal of Medicine ชี้ว่าถ้าเทียบระหว่างคนที่กินถั่วเปลือกแข็งหนึ่งกำมือ สัปดาห์ละไม่ต่ำกว่า 5 ครั้ง กับคนที่ไม่กินเลย โอกาสที่คนกลุ่มแรกจะเสียชีวิตด้วยโรคหัวใจก็ต่ำกว่าถึง 29% เพราะถั่วเหล่านี้มีไขมันชนิดที่ดีต่อสุขภาพหัวใจ แถมมีโปรตีนและกากใยอาหารด้วย คุณจึงควรจะกินถั่วดิบแบบไม่ใส่เกลือ ถั่วรวมมิตรและเนยถั่วเป็นอาหารว่าง

ปลาไขมันสูง

red fish isolated on white background

แซลมอน ซาร์ดีน เฮอร์ริง และทูน่ากระป๋อง อุดมด้วยไขมันโอเมกา-3 ซึ่งจะช่วยเพิ่มสมรรถภาพของหัวใจขณะออกกำลังกาย เฮเทอร์ การ์ซา นักกำหนดอาหารวิชาชีพประจำคลินิก Stanford Preventive Cardiology จึงแนะนำให้กินปลาไขมันสูงที่มีขนาดพอๆ กับสมาร์ตโฟน สัปดาห์ละ 2 ครั้ง และสำหรับมื้อกลางวัน แนะนำให้กินแซลมอนหรือทูน่ากระป๋องแทนสลัดไก่

ถั่วเมล็ดแห้ง

อาหารต้านโรคหัวใจ (5)

ถั่วเมล็ดแห้ง (ทั้งเมล็ดรูปไต และเมล็ดแบนอย่างถั่วเลนทิล) อุดมไปด้วยใยอาหารชนิดละลายน้ำได้ เคต แพตตัน นักกำหนดอาหารวิชาชีพประจำคลินิกคลีฟแลนด์ บอกว่า ในลำไส้ของคนเราใยอาหารชนิดละลายน้ำได้เหล่านี้จะจับตัวกับกรดน้ำดีที่มีแต่คอเลสเตอรอลและขับมันออกไปจากร่างกาย คุณจึงควรบริโภคใยอาหารไม่ต่ำกว่าวันละ 5-10 กรัม ซึ่งถั่วเมล็ดแห้งเพียงแค่ 1 ถ้วย ก็มีใยอาหารประมาณ 2-6 กรัมแล้ว

ถ้าใบสีเขียวๆ ของบีตรูตจะอุดมด้วยโพแทสเซียมอย่างนี้ ก็อย่าเผลอทิ้งกันเชียวล่ะ! ยิ่งแซลมอนธรรมชาติ ซึ่งถือเป็นตัวเลือกที่มีคุณค่าทางโภชนาการมากกว่าแซลมอนเลี้ยง หรือกระทั่งอัลมอนด์ที่อุดมไปด้วยแมกนีเซียมด้วยแล้ว กินบำรุงสุขภาพหัวใจตั้งแต่วันนี้ จะได้ไม่มีคำว่าสายเกินไป !!

 

เรื่อง K. Aleisha Fetters / Men’s Health US แปลและเรียบเรียง Dragon Booster

 

ติดตาม Men’sHealth Thailand ได้ที่นี่ …
Website : http://www.mhthailand.com/
Instagram : https://www.instagram.com/mhthailand/
Facebook : https://www.facebook.com/MensHealthThai/
Youtube : https://www.youtube.com/user/Menshealththailand/

 

 

0 3461

 

1. ฟังหรือดูรายการที่น่าสนใจ

คุณควรจะฟังหรือดูรายการวิทยุ/โทรทัศน์ที่น่าสนใจพอที่จะทำให้ลืมปัญหาโดยไม่กระตุ้นสมองมากเกินไป (อย่างการแข่งขันเบสบอล ข่าวเศรษฐกิจหรือภาพยนตร์ที่นำมาฉายซ้ำ) จะได้ช่วยลดระดับฮอร์โมนความเครียดในร่างกาย แต่อย่าลืมตั้งเวลาปิดเครื่องด้วย เพราสถาบันการนอนหลับแห่งชาติชี้ว่าเสียงวิทยุ/โทรทัศน์ที่เปิดทิ้งไว้จะทำให้คุณตื่นนอนในตอนเช้าพร้อมกับความรู้สึกว่าหลับไม่เต็มอิ่ม

Smiling man watching interesting movie

2. ดื่มนมอุ่นๆ หนึ่งแก้ว

ขณะที่คุณดื่มความอุ่นของนมและสารประกอบในนม (อย่างทริปโตฟานหรือกรดอะมิโนที่ทำให้รู้สึกง่วง) จะกระตุ้นให้อุณหภูมิร่างกายเพิ่มขึ้นจนทำให้หลอดเลือดขยายตัวเพื่อระบายความร้อน และนั่นก็จะทำให้อุณหภูมิแกน (Core Temperature) ลดลง ซึ่งเป็นผลลัพธ์ที่ไม่ต่างจากสิ่งที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติหลังจากที่คุณหลับ กล่าวคืออุณหภูมิแกนจะลดลงเพื่อทำให้ร่างกายเข้าสู่ระยะหลับลึกได้ง่ายขึ้น

วิธีแก้ง่วง (7)

3. ดื่มชาคาโมมายล์หนึ่งถ้วย

ลดได้ตามเป้า ไม่ต้องเข้ายิม 4 กิโล ภายใน 4 สัปดาห์ (4)

ชาอุ่นๆ จะกระตุ้นให้เกิดปฏิกิริยาตอบสนองทางชีววิทยาซึ่งทำให้อุณหภูมิแกนลดลงเช่นเดียวกับนมอุ่นๆ แต่สารประกอบในดอกคาโมมายล์ยังกระตุ้นให้สมองสร้างไกลซีน ซึ่งเปรียบเสมือนยาคลายประสาทและยาระงับประสาทตามธรรมชาติ โดยผลวิจัยชี้ว่าถ้าเทียบกับการกินยาหลอก การกินสารสกัดจากดอกคาโมมายล์ทุกวัน เป็นระยะเวลา 8 สัปดาห์ ช่วยลดอาการวิตกกังวล (อย่างอาการนอนไม่หลับ) ได้มากทีเดียว

4. เซ็กซ์ช่ยเรื่องหลับ

ป้องกันน้องชายหักขณะมีเซ็กซ์ - 1

ขณะถึงจุดสุดยอด ต่อมใต้สมองจะหลั่งฮอร์โมนโปรแลคตินซึ่งทำให้รู้สึกง่วง (ไม่ใช่สิ่งที่เกิดขึ้นกับฝ่ายหญิง) แต่ถ้ามีเซ็กซ์บนเตียงในห้องมืดๆ คุณก็พร้อมที่จะหลับอยู่แล้ว แค่อย่าลืมจูบราตรีสวัสดิ์สาวข้างกายก่อนที่จะผล็อยหลับไปก็พอ เพราะถ้ารู้จักแสดงพฤติกรรมน่ารักๆ แบบนี้ คุณก็น่าจะได้หลับสบายอีกหลายคืนเลยล่ะ

5. ดื่มไวน์สองแก้ว

เทคนิคลดพุง - 13

เครื่องดื่มแอลกอฮอล์จะออกฤทธิ์กระตุ้นตัวรับชนิด GABAa (สารสื่อประสาทซึ่งมีหน้าที่ควบคุมความวิตกกังวล) เช่นเดียวกับ Ambien แต่เนื่องจากเครื่องดื่มแอลกอฮอล์จะออกฤทธิ์กระตุ้นตัวรับชนิดกาบาเกือบทุกกลุ่มย่อย (ไม่ใช่แค่กลุ่มเอซึ่งทำให้รู้สึกง่วง) จึงส่งผลต่อการทรงตัวและกล้ามเนื้อระบบทางเดินหายใจด้วย โดยอาจเพิ่มโอกาสที่คุณจะมีภาวะหยุดหายใจขณะหลับ และผลวิจัยเมื่อปี 2015 ของออสเตรเลียก็ชี้ว่าเครื่องดื่มแอลกอฮอล์จะทำให้ร่างกายเข้าสู่ระยะหลับลึกได้ยาก

 


ติดตาม Men’sHealth Thailand ได้ที่นี่ 

Website : http://www.mhthailand.com/
Instagram : https://www.instagram.com/mhthailand/
Facebook : https://www.facebook.com/MensHealthThai/
Youtube : https://www.youtube.com/user/Menshealththailand/

Top Five Articles

0 112252
เผยเทคนิกพิฆาตชั้นไขมันและปั้นซิกแพ็คสำหรับแข่งของโรนัลโด ด้วยโปรแกรมสร้างมัดกล้ามแบบเร่งด่วนใน 28 วัน จะต้องใช้ความถึกขนาดไหน มาดูกัน!!