Tags Posts tagged with "nutrition"

nutrition

 

แม้ในบางมุม…เบอร์เกอร์จะถูกมองว่าหนึ่งในอาหารขยะที่ให้ปริมาณแคลอรี่เกินอัตรา แต่เมื่อมองอีกด้าน หากจัดการกับโภชนาการได้ลงตัวมากขึ้น เบอร์เกอร์ก็เป็นอาหารที่ให้ประโยชน์ต่อสุขภาพเช่นกัน วันนี้เราจึงขอคัดสรรค์เมนูเบอร์เกอร์จาก 8 เจ้าดังของอเมริกามาประชันกันเรื่องโภชนาการกัน เมนูเบอร์เกอร์เพื่อสุขภาพเจ้าใดจะครองแชม์ในครั้งนี้ จิม ไวท์ นักกำหนดอาหารวิชาชีพจาก Jim White Fitness & Nutrition Studios จะเป็นกรรมการตัดสิน และหาผู้ชนะเลิศมาให้เรา !

 

 

ยกที่ 1
(จับคู่หมัดต่อหมัด)

1. FIVE GUYS แฮมเบอร์เกอร์ VS ELEVATION BURGER

เริ่มต้นกันที่การดวนกันของเบอร์เกอร์ Five Guys กับ ELEVATION BURGER ซึ่งผู้คว้าชัยชนะในคู่นี้ไปก็คือ ELEVATION BURGER จากการที่มีปริมาณโปรตีนสูงกว่าและมีปริมาณน้ำตาลที่ต่ำกว่า ทำให้ FIVE GUYS ต้องพ่ายแพ้ไป

2. WENDY’S เดฟส์ซิงเกิล VS SHAKE SHACK แช็คเบอร์เกอร์

ต่อกันคู่ที่ 2 ในการประชันของ WENDY’S กับเบอร์เกอร์แบบธรรมดาของ SHAKE SHACK ด้วยรสชาติที่ดีและใช้ส่วนผสมที่มีคุณภาพกว่า รวมถึงใส่สารกันเสียน้อยกว่า ทำให้ SHAKE SHACK คว้าชัยชนะในยกนี้ไปอีกราย แม้จะมีปริมาณแคลอรีสูงกว่า WENDY’S ก็ตาม

3. MCDONALD’S ควอร์เตอร์พาวน์เดอร์ VS BERGER KING วอปเปอร์

มาที่คู่ที่ 3 ซึ่งถือเป็นศึกช้างชนช้างเลยทีเดียว! ถึงแม้คุณภาพของส่วนผสมที่ใช้จะสูสีกัน แต่เบอร์เกอร์ของ MCDONALD’S กลับมีปริมาณแคลอรีต่ำกว่าเบอร์เกอร์ของ BERGER KING ถึง 200 แคลอรี นั่นจึงเป็นเหตุผลที่เพียงพอที่จะให้ MCDONALD’S ได้ไปต่อในสังเวียนเบอร์เกอร์เพื่อสุขภาพของเรา

4. WHATABURGER ออริจินัล VS FATBURGER (ขนาดกลาง)

ถึงแม้คู่สุดท้ายในยกนี้ จะดูมีปริมาณแคลอรีสูงถึง 590 ไม่ต่างกัน แต่เบอร์เกอร์ของ WHATABURGER ก็ต้องพ่ายแพ้ต่อ FATBURGER ไป จากการที่มีปริมาณน้ำตาลสูงกว่าและมีปริมาณโปรตีนต่ำกว่านั่นเอง

 

ยกที่ 2
(การประชันของผู้ชนะ)

1. ELEVATION BURGER VS SHAKE SHACK

มาต่อกันที่การประชันกันของผู้ชนะสายแดงและเหลือง ซึ่งผู้ชนะในคู่นี้ ก็คือ เบอร์เกอร์ของ ELEVATION BURGER จากการที่มีปริมาณน้ำตาลแค่ครึ่งเดียว อีกทั้งมีแคลอรีต่ำกว่า และมีปริมาณโปรตีนสูงกว่าถึง 13 กรัม เบอร์เกอร์ของ SHAKE SHACK จึงต้องตกรอบนี้

2. MCDONALD’S VS FATBURGER

มากันที่คู่สุดท้ายของยกนี้ ซึ่งผู้ที่คว้าชัยชนะไปก็คือ MCDONALD’S อีกเช่นเคย จากการที่เบอร์เกอร์ของ FATBURGER มีปริมาณแคลอรีสูงกว่าถึง 160 แคลอรี ถึงแม้จะมีปริมาณโปรตีนสูงกว่าก็ตาม ด้วยเล็งเห็นถึงคุณค่าโภชนาการที่ดีต่อสุขภาพ FATBURGER จึงต้องโบกมือลาไปอีกเจ้า

 

ยกที่ 3
(คำตัดสิน)

ELEVATION BURGER VS MCDONALD’S

และแล้วก็ถือช่วงเวลาสำคัญกับการตัดสินหาสุดยอดเบอร์เกอร์เพื่อสุขภาพพของเรา หลังจากประชันกันมาหลายยก ซึ่งผู้ที่คว้าแชม์เบอร์เกอร์เพื่อสุขภาพไปก็คือ ELEVATION BURGER จากการที่มีส่วนผสมน้อยอย่างมาก อีกทั้งทำจากเนื้อออร์แกนิกจากวัวที่เลี้ยงด้วยหญ้าและมีปริมาณโปรตีนสูงถึง 41 กรัม เมื่อเทียบกับเบอร์เกอร์จาก MCDONALD’S ที่มีโปรตีนเพียง 26 กรัม จึงทำให้ ELEVATION BURGER ได้ตำแหน่งแชมป์มาครอง

แม้จะไม่ใช่เบอร์เกอร์ทุกเจ้าที่มีเปิดขายในบ้านเรา แต่ก็พอจะทำให้เรารู้จักเหล่าเบอร์เกอร์เจ้าคุ้นเคยมากขึ้นนะครับ นอกจากเรื่องปากเรื่องท้อง เรื่องโภชนาการก็เป็นสิ่งที่เราต้องคำนึงถึงเหมือนกัน หากกินแต่พอดีและมีวินัยในการดูแลสุขภาพ เบอร์เกอร์เป็นอีกอาหารที่ให้คุณค่าต่อร่างกายไม่ต่างจากอาหารอื่นๆ ครับ 😉

 

ที่มา นิตยสาร Men’s Health ฉบับเดือนเมษายน 2017

ติดตาม Men’sHealth Thailand ได้ที่นี่ …
Website : www.mhthailand.com/
Instagram : www.instagram.com/mhthailand/
Facebook : www.facebook.com/MensHealthThai/
Youtube : www.youtube.com/user/Menshealththailand/

 

 

0 6751

 

การฝึกเดินแบบโหลดน้ำหนักจะเพิ่มความสามารถในการทำงานของกล้ามเนื้อให้กับคุณ ดังนั้นจึงทำให้คุณสามารถฝึกในห้องยิมได้มากขึ้นและดีขึ้น แน่นอนว่ามีวิธีมากมายที่จะสร้างความสามารถในการทำงานของกล้ามเนื้อ แต่จะมีสักกี่วิธีที่ปลอดภัย และไม่ก่อให้เกิดการบาดเจ็บ

วิธีถือที่ถูก!

Walk1

1. ไหล่แน่น
ไม่ว่าคุณจะถือน้ำหนักไว้ที่ข้างลำตัว เหนือศีรษะหรือตรงไหนก็ตาม ต้องเกร็งกล้ามเนื้อไหล่ให้แน่นที่สุดเท่าที่จะทำได้เพื่อเสริมความมั่นคงให้กับข้อต่อ

2. กดคาง
อย่าเงยคอขึ้นลง! ใบหู หัวไหล่และสะโพกอยู่ในแนวดิ่งเดียวกัน นี่จะทำให้แนวสันหลังของคุณตรงและห่างไกลจากการบาดเจ็บ

3. ชายโครงตั้งราบ
ชายโครงที่กางออกจะทำให้เกิดแรงกดส่วนเกินบริเวณหลัง ให้คุณหายใจเข้าทางจมูกและหายใจออกแรงๆ ทางปาก ซึ่งเป็นการช่วยกดชายโครงลงและกระตุ้นการออกแรงจากกล้ามเนื้อแกนกลาง

4. หลังตรง
เปรียบการฝึกท่านี้ให้เหมือนกับการฝึก Walking Plank คุณจะต้องให้หลังส่วนล่างและเชิงกรานอยู่ในแนวเดียวกันตลอดช่วงการฝึก

5. จับให้แน่น
การหยิบจับที่แน่นจะช่วยเพิ่มแรงกดให้กล้ามเนื้อแกนกลาง

6. จัดให้หนัก
การเดินโหลดน้ำหนักเป็นการฝึกที่ใช้ขีดจำกัดของคุณเองเป็นหลัก นั่นหมายถึงน้ำหนักขนาดใดก็ได้ที่คุณสามารถเดินถือไปได้ตามระยะทางหรือเวลาที่กำหนดอย่างปลอดภัย

7. ค่อยๆ ก้าว
ก้าวย่างที่สั้นลง (ระยะห่างของเท้าน้อยกว่า 12 นิ้ว) ช่วยให้เกิดฐานรองรับที่แข็งแรงขึ้น

ท่าที่ใช่!

หลังจากรู้วิธีถือเวตที่ถูกต้อง เพื่อเป็นการป้องกันการบาดเจ็บของตัวเองไปแล้ว ทีนี้ก็มาต่อกันที่รูปแบบการหิ้วน้ำหนักทั้ง 4 แบบ ซึ่งแต่ละแบบล้วนท้าทายการทำงานของกล้ามเนื้อต่างกันไป ตามคำกล่าวของ ดร.แพท เดวิดสัน นักสรีรศาสตร์และนักกีฬาสตรองแมน เราจึงอยากให้คุณลองฝึกท่าทางด้านล่างนี้ทั้ง 7 ท่า โดยฝึก 1 ท่าในทุกๆ เซสชั่นการเวิร์กเอาต์ปกติ และเลือกฝึกให้ครบทั้ง 4 แบบหลังผ่านไป 4 เวิร์กเอาต์

1. ระหว่างหัวเข่า

การถือเวตหนักๆ ไว้ระหว่างขาจะกระตุ้นการทำงานของกล้ามเนื้อบั้นท้ายได้มากขึ้น

walk-

Duck Walk ถือเคตเทิลเบลไว้ข้างละอันแล้วเหยียดพักไว้ที่หว่างขา หรือหรือใช้มือทั้งสองข้างจับประกบดัมบ์เบลไว้ในแนวดิ่งแล้วเหยียดไว้หว่างขาให้ได้ความสูงระดับเข่า

2. โหลดด้านข้าง

เพราะว่าคุณเลือกใช้น้ำหนักที่มากได้กับรูปแบบนี้ จึงสามารถสร้างความแกร่งทั่วร่างได้อย่างสะใจ

walk-2

1. Farmer’s Walk ถือดัมบ์เบล เคตเทิลเบลหรือบาร์เบลเหยียดพักไว้ข้างลำตัว จับให้แน่นกระชับมือ (สำหรับการใช้น้ำหนักที่มากกว่า 200 ปอนด์ แนะนำให้คุณใช้แทร็ปบาร์กับแผ่นน้ำหนัก)

2. Suitcase Carry ใช้มือข้างหนึ่งถือน้ำหนัก (ดัมบ์เบล เคตเทิลเบล หรือแม้แต่กระเป๋าใส่สัมภาระ) เหยียดไว้ข้างลำตัว เดินเป็นระยะทาง (หรือใช้เวลา) ที่เท่ากันเมื่อเปลี่ยนสลับข้าง

3. โหลดด้านหน้า

รูปแบบนี้ถือว่าจัดหนักเป็นพิเศษกับกล้ามเนื้อต้นขาด้านหลังและไบเซ็ปส์

walk-3
1. Zercher Walk ยกบาร์เบลขึ้นมาพาดไว้ที่ข้อพับโดยให้ชิดหน้าอก เกร็งกล้ามเนื้อแกนกลางให้แน่นและตั้งหลังให้ตรงไว้ตลอดการฝึก

2. Bear Hug ใช้แขนกอดถุงทราย แผ่นน้ำหนักหรือก้อนหินขนาดใหญ่ รวมถึงการใช้ดัมบ์เบลหรือเคตเทิลเบลแบบในท่า Goblet Squat

4. เหนือศีรษะ

การถือน้ำหนักไว้เหนือศีรษะจะตรงเข้าท้าทายกล้ามเนื้อแกนกลางและสร้างสมดุลให้กับไหล่

walk-4
1. Overhead Walk ถือดัมบ์เบลหรือเคตเทิลเบลหนึ่งถึงสองอัน (สามารถใช้ถุงทราย บาร์เบล หรือแม้แต่สาวๆ ที่ไว้ใจคุณมากพอ) แล้วเหยียดขึ้นตรงๆ เหนือหัวไหล่

2. Bottoms up ถือเคตเทิลเบลคว่ำหัวลง ตั้งต้นแขนให้ขนานไปกับพื้นและศอกตั้งทำมุม 90 องศา กำมือจับให้แน่

ติดตาม Men’sHealth Thailand ได้ที่นี่ …
Website : www.mhthailand.com/
Instagram : www.instagram.com/mhthailand/
Facebook : www.facebook.com/MensHealthThai/
Youtube : www.youtube.com/user/Menshealththailand/

 

 

0 1205

 

ความจริงที่แสนจะแข็งทื่อและเย็นชาก็คือ ปลาเกือบทุกชนิดที่วางขายในสหรัฐฯ หรือแม้แต่ในบ้านเราหลายๆ แห่งเป็นปลาที่ผ่านการแช่แข็งมาแล้วทั้งนั้น ชาวประมงที่จับปลาเพื่อการค้าจะนำปลาที่จับได้มาผ่านกระบวนการแช่แข็งซึ่งเรียกว่า Flash Freeze ขั้นตอนนี้มักทำกันบนเรือประมงก่อนที่จะส่งปลาไปยังผู้จัดจำหน่าย จากนั้นผู้จัดจำหน่ายจะตัดสินใจว่าควรแช่แข็งไว้ขายเป็นปลาแช่แข็ง หรือละลายน้ำแข็งเพื่อให้ร้านค้าขายเป็น “ปลาสด”

ในแง่ของคุณค่าทางโภชนาการปลาทั้งสองประเภทจึงไม่แตกต่างกันมากนัก ส่วนในแง่ของรสชาติข้อมูลจากงานวิจัยของญี่ปุ่นระบุว่า คนส่วนใหญ่ชอบรสชาติของปลาแช่แข็งมากกว่า บ้างก็ไม่อาจบอกได้เลยว่าปลาสดและปลาแช่แข็งมีรสชาติต่างกันอย่างไร (อย่างไรก็ดีการแช่แข็งและละลายน้ำแข็งซ้ำไปซ้ำมาจะทำลายเนื้อสัมผัสและรสชาติของปลา)

สรุปได้ว่าคุณจะซื้อปลาสดหรือปลาแช่แข็งก็เหมือนกัน แต่สิ่งสำคัญคือคุณควรจะหมั่นกินปลาเป็นประจำ ข้อมูลจากวารสาร Nutrition Journal ระบุว่าปัจจุบันผู้ชายเรากินปลาที่อุดมไปด้วยกรดไขมันโอเมกา 3 ประมาณ ¼ ออนซ์ต่อสัปดาห์ ซึ่งนับว่ายังห่างไกลมากจากปริมาณ 7 ออนซ์ต่อสัปดาห์ ตามที่สมาคมโรคหัวใจของสหรัฐฯ แนะนำ

ที่มา นิตยสาร Men’s Health ฉบับเดือนกุมภาพันธ์ 2017

ติดตาม Men’sHealth Thailand ได้ที่นี่ …
Website : www.mhthailand.com/
Instagram : www.instagram.com/mhthailand/
Facebook : www.facebook.com/MensHealthThai/
Youtube : www.youtube.com/user/Menshealththailand/

 

 

0 7914

 

เพราะผลลัพท์ของการสร้างพละกำลัง เพื่อขจัดความไม่สมดุลของมัดกล้ามและเสริมความคล่องแคล่วว่องไว คือรูปร่างแบบนักกีฬา และหากคุณปรารถนาจะมีรูปร่างในฝันแบบนี้ เรามี 4 ท่าฝึกมาแนะนำคุณ…

วิธีฝึก เริ่มด้วยการวิ่งวอร์มอัพ 5-10 นาที ตามด้วยการทำท่า Hip Swings 20 ครั้ง (เหวี่ยงขาจากด้านหนึ่งไปยังอีกด้านหนึ่งสลับไปมาข้างละ 10 ครั้ง) จากนั้นให้คุณเริ่มฝึกตั้งแต่ช่วงเร่งการเผาผลาญไปจนถึงช่วงเสริมความ แข็งแกร่ง ฝึกไล่เรียงกันไปโดยไม่ต้องหยุดพักระหว่างท่า โดยในแต่ละเซตให้ฝึกเซตละ 12 ครั้ง ฝึกให้ครบ 3 รอบ

1. ช่วงเร่งการเผาผลาญ

finenathkita mh-thailand GIF
Medicine Ball Elevated Pushup

ตั้งท่าวิดพื้นโดยให้คุณวางเท้าบนม้านอนหรือแท่นสเต็ปที่มีความสูงประมาณ 12 นิ้ว วางมือไว้บนลูกเมดิซีนบอลขนาดกลางข้างละลูก ลำตัวของคุณตั้งแต่ช่วงศีรษะไปจนถึงข้อเท้าควรเป็นเส้นตรง (A) เกร็งช่วงแกนกลางให้แน่นก่อนเริ่มฝึกด้วยการลดตัวลงจนหน้าอกเลื่อนลงมาอยู่ในระดับเดียวกับลูกบอล (B) เสร็จแล้วดันตัวกลับขึ้นสู่ท่าเริ่มต้นแล้วฝึกซ้ำ ฝึกจนครบ 10 ครั้ง และเพิ่มจำนวนครั้งให้มากขึ้นอีกสัปดาห์ละ 2 ครั้ง

finenathkita mh-thailand GIFInverted Towel Row

ปรับบาร์ให้อยู่ที่ระดับเอว พาดผ้าขนหนูสองผืนกับบาร์ให้ได้ระยะห่างประมาณความกว้างช่วงไหล่ จากนั้นให้คุณจับส่วนบนของผ้าและโหนตัวจนสุดแขนให้แนวของมือและหัวไหล่ตรงกัน ส่วนการวางเท้านั้นให้ชันเข่าขึ้นและวางฝ่าเท้าราบไปกับพื้น (A) เริ่มฝึกด้วยการออกแรงดึงตัวขึ้นให้หน้าอกเลื่อนเข้าหาบาร์ พร้อมกับบีบปลายไหล่ด้านหลังเข้าหากัน (B) ฝึกจนครบ 10 ครั้ง และเพิ่มจำนวนครั้งให้มากขึ้นอีกสัปดาห์ละ 5 ครั้ง

finenathkita mh-thailand GIFJump Rope

จับปลายเชือกกระโดด และปล่อยแขนไว้ข้างลำตัว โดยให้เชือกอยู่กับพื้นด้านหลัง เริ่มฝึกด้วยการเหวี่ยงเชือกเป็นแนวโค้งข้ามผ่านศีรษะ (A) ต่อเนื่องด้วยการตวัดเชือกกลับลงไปที่ปลายเท้าแล้วกระโดดด้วยการออกแรงถีบจากส่วนหนาของปลายเท้า (B) ตกลงสู่พื้นอย่างนุ่มนวลแล้วฝึกอย่างต่อเนื่องโดยไม่ให้ส้นเท้าของคุณแตะพื้น ฝึกจนครบ 50 ครั้ง และพยายามเพิ่มจำนวนครั้งอีกสัปดาห์ละ 25 ครั้ง

2. ช่วงเสริมความแข็งแกร่ง

finenathkita mh-thailand GIFDumbbell Alternating Incline Bench Press

ปรับระดับม้านอนไว้ที่ความสูง 45 องศา นอนหงายและเหยียดดัมบ์เบลขึ้นให้อยู่ในระดับเดียวกับช่วงไหล่ (A) เริ่มฝึกด้วยการลดดัมบ์เบลในมือซ้ายลงมาที่ข้างอก (B) จากนั้นดันกลับขึ้นสู่ท่าเริ่มต้นก่อนฝึกซ้ำด้วยมือขวา ฝึกสลับไปมาแบบนี้จนครบตามจำนวนครั้ง ฝึกให้ครบ 4 เซ็ต เซ็ตละ 8 ครั้งต่อข้าง โดยหยุดพักระหว่างเซ็ตนาน 1-2 นาที และเพิ่มน้ำหนักของดัมบ์เบลแต่ละข้างให้มากขึ้นอีกสัปดาห์ละ 5 ปอนด์

 

ติดตาม Men’sHealth Thailand ได้ที่นี่ …
Website : www.mhthailand.com/
Instagram : www.instagram.com/mhthailand/
Facebook : www.facebook.com/MensHealthThai/
Youtube : www.youtube.com/user/Menshealththailand/

 

 

 

คุณเชื่อหรือไม่ว่า “รูปลักษณ์” ของอาหารก็สามารถทำให้คุณอ้วนได้เหมือนกัน ไม่เชื่อก็ลองเปิด Facebook ขึ้นมาแล้วเลื่อนกันดู ถ้าคุณไม่น้ำลายสอเพราะภาพอาหารที่เพื่อนแชร์มาก็ให้รู้ไป (แน่นอนว่าจะอ้วนไม่อ้วนก็คงต้องขึ้นอยู่กับพฤติกรรมต่อไปของคุณด้วย) ทั้งนี้ นอกจากตัวอย่างง่ายๆ ที่เราหยิบยกมาแล้ว หากลองมองให้ลึกเข้าไปอีก เราจะพบความสัมพันธ์ระหว่าง “รูปลักษณ์อาหาร” กับ “รสชาติ” ที่สมองจินตนาการถึง

ข้อมูลจากงานวิจัยในสาขาวิชา Gastrophysics ซึ่งว่าด้วยศาสตร์แห่งการสื่อสารระหว่างสมองกับท้อง ของ ดร.ชาร์ลส สเปนซ์ ผอ. ประจำหน่วยงานทดลองและวิจัยของมหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ด เผยว่า มีความจริงอยู่ในคำกล่าวที่ว่า “เราต่างกินอาหารด้วยตา” เพราะเมื่ออาหารของเราขาดสีสัน สมองของเราก็เหมือนสูญสียบริบทในการทานอาหารไปด้วย ดังนั้น เพื่อไม่ให้เราถูกล่อลวงด้วยรูปลักษณ์ภายนอกของอาหาร 3 วิธีต่อไปนี้ จะช่วยให้คุณรอดพ้นไปได้ !!

1. อย่าลุ่มหลงในสีสัน

ดร.สเปนซ์ ชี้ให้เห็นว่า ผู้คนจะถูก “สี” บงการความคิด จนกระทั่งพวกเขาหลอกตัวเองให้รับรู้รสชาติตามที่ตามองเห็น ตัวอย่างเช่น ในการทดลองครั้งหนึ่ง ดร.สเปนซ์พบว่าผู้ที่เข้าร่วมการทดลองหลายคนบอกว่าน้ำอัดลมรสเชอร์รีมีรสชาติเหมือนส้ม เพราะน้ำอัดลมที่นำมาให้ชิมนั้นเป็นสีส้มสด ดังนั้นคุณควรจะหลีกเลี่ยงอาหารแปรรูปซึ่งใส่สีที่ไม่มีในธรรมชาติ แล้วคุณก็จะสามารถลดการบริโภคอาหารขยะที่ไม่มีคุณค่าทางโภชนาการอย่างเช่น ซีเรียลที่เต็มไปด้วยน้ำตาล และมักกะโรนีอบชีสแบบสำเร็จรูป

2. ระวังโดนบรรจุภัณฑ์หลอก

ดร.สเปนซ์ บอกว่า คนส่วนใหญ่เชื่อว่าผลิตภัณฑ์ซึ่งอยู่ในบรรจุภัณฑ์ที่เป็นวัสดุผิวด้านจะดีต่อสุขภาพมากกว่าผลิตภัณฑ์ในหีบห่อที่เป็นวัสดุผิวมันวาว จริงๆ แล้วหัวใจสำคัญในการเลือกผลิตภัณฑ์อาหารอยู่ที่ข้อมูลทางโภชนาการต่างหาก ดังนั้นคุณจึงควรอ่านข้อมูลนี้ให้ละเอียดเวลาเลือกซื้ออาหาร

3. เปลี่ยนชามให้เล็กลง

ลองเปลี่ยนมากินอาหารในชามขนาดเล็กแทนจานใบใหญ่ ดร.สเปนซ์ อธิบายว่า ขอบของจานอาหารอาจหลอกให้คุณเข้าใจผิดว่าอาหารในจานน้อยกว่าปริมาณจริง ชามที่มีอาหารใส่มาจนถึงขอบด้านบนมักให้ความรู้สึกถึงปริมาณที่มากมายเหลือเฟือ จึงมีโอกาสที่จะชวนให้คุณทานอาหารน้อยลงได้
 
ที่มา นิตยสาร Men’s Health ฉบับเดือนเมษายน 2017

ติดตาม Men’sHealth Thailand ได้ที่นี่ …
Website : www.mhthailand.com/
Instagram : www.instagram.com/mhthailand/
Facebook : www.facebook.com/MensHealthThai/
Youtube : www.youtube.com/user/Menshealththailand/

 

 

 

เอาจริงๆ ไม่ต้องเลยไปถึงวัย 30 แค่หลักเลข 2 สำหรับหลายๆ คนก็เริ่มกังวลกับความจำตัวเองกันแล้ว ซึ่งหากใครที่กำลังอยากหันมาใส่ใจดูแลความทรงจำตัวเอง ไม่ว่าจะเพื่อวันนี้หรือวันข้างหน้า โดยการพึ่งยาดีๆ ไม่ว่าจะแผนปัจจุบันหรือยาสมุนไพรเพื่อป้องกันอัลไซเมอร์ วันนี้เรามีตัวยาดีๆ ที่อยากแนะนำมาให้ทุกคนได้รู้จัก นอกเหนือจากเหล่าตัวยาที่หลายคนรู้จักตามท้องตลาด อย่างเช่นพวกใบแปะก้วย, สารสกัดจากเซนเทลลาเอเซียติกา, เลซิทิน (Lecithin), อะโปอีควอริน (Apoaequorin) หรืออะไรเทือกนั้น

ทั้งนี้ เราไม่ได้กำลังหมายความว่าเหล่าสมุนไพร สารสกัดหรือผลิตภัณฑ์เสริมอาหารนั้นจะไม่มีอะไรดีเลย เพียงแต่ต้องการแนะนำทางเลือกใหม่ๆ แก่ผู้บริโภคมากขึ้น ตัวอย่างพืชสมุนไพรที่ดี ที่เราอยากแนะนำก็คือ พืชสมุนไพรนามว่า พรมมิ ที่มีทั้งบันทึกในตำราอายุรเวท รวมถึงงานวิจัยมีทั้งของอินเดียและไทย รวมถึงพืชไทยๆ ที่คุ้นชื่ออีกชนิดอย่าง บัวบก ก็ช่วยบำรุงเรื่องความจำเข้าที

พรมมิ

นอกจากพืชทั้งสองแล้ว ในด้านฝั่งตะวันตกก็มีคนวิจัย บลูเบอร์รี หรือ องุ่น ที่ดีต่อการบำรุงสมองเช่นกัน แม้จะยังไม่มีผลสรุปฟันธงว่าดีเลิศก็ตาม เช่นเดียวกับพืชตัวยาอื่นๆ ที่มีทุนวิจัยจากสปอนเซอร์จากบริษัทอาหารเสริมบ้าง หรือไม่มีบ้าง จึงทำให้ยังไม่มีหลักฐานหรืองานวิจัยที่เชื่อถือได้ 100%

บลูเบอร์รี

ในส่วนของด้านยาแผนปัจจุบันนั้น มีพูดถึงกันหลายตัวเลยทีเดียว เช่น Modafinil, Amphetamine, Piracetam โดยสองตัวแรก เราคงไม่กล้าแนะนำให้ใช้ เนื่องจากไม่มีข้อบ่งใช้และอันตรายพอตัว อีกอย่างก็เพราะหากคุณไม่ได้เป็นโรคสมาธิสั้นหรือโรคลมหลับ (Narcolepsy) ที่หลับได้ทุกที่ทุกเวลา ตัวยา Modafinil และ Amphetamine จึงไม่มีความจำเป็นที่คุณต้องเอาชีวิตตัวเองเข้าไปเสี่ยง

อย่างไรก็ตาม ตัวยาทั้ง 3 นั้นมีข้อบ่งใช้เรื่องบำรุงความคิดและการทำงานของสมองในผู้ป่วยที่ระบบประสาทหรือการเคลื่อนไหวมีปัญหา แต่มีคนหัวใสหยิบไปรับประทานก่อนสอบ โดยคงลืมไปว่ายาทุกตัวล้วนมีอาการข้างเคียง แล้วคุณจะเสี่ยงไปทำไม โดยเหตุผลง่ายที่สุดข้อหนึ่งที่คุณไม่ควรรับประทานยาคือ อาจจะเป็นผลของยาหลอกก็ได้ และเหตุผลที่สองคือ ยังมีอะไรที่ดีกว่า ชัวร์กว่า และไม่ต้องเสียตังค์…

ข้อมูลที่น่าเชื่อถือได้ต่างบ่งชี้ไปแนวทางเดียวกันว่าวิธีป้องกันและบำรุงประสิทธิภาพสมองได้ดีที่สุดคือ การออกกำลังกายสม่ำเสมอให้เลือดไหลเวียนเลี้ยงสมอง โดยเฉพาะกิจกรรมที่ต้องใช้มือ เท้า ตา ทำงานร่วมกัน และได้เหงื่อตามสมควร รวมไปถึงโภชนาการที่ดี การเข้าสังคม การลับสมองเรียนรู้อยู่เสมอ เพื่อให้สมองได้ทำงาน เซลล์ประสาทแตกหน่อ เพิ่มการเชื่อมต่อ ลับคมสมองให้กริบยาวนาน

แต่ในกรณีของคนอายุเพิ่ง 30 นิดๆ ที่มักขี้หลงขี้ลืมบ่อยๆ เราคิดว่าบางทีอาจไม่ใช่อาการของโรคอัลไซเมอร์ก็ได้ เพียงแต่บางครั้งคุณอาจจะลนเกินไป งานล้นมือ หรือวิตกเกินเหตุ ดังนั้นควรตั้งสติ หรือลองหาความสงัดใส่ในใจ หยิบความสงบลงในสมองสักนิด เดี๋ยวพอสติมาปัญญาก็เกิดครับ !!

 

ติดตาม Men’sHealth Thailand ได้ที่นี่ …
Website : www.mhthailand.com/
Instagram : www.instagram.com/mhthailand/
Facebook : www.facebook.com/MensHealthThai/
Youtube : www.youtube.com/user/Menshealththailand/

 

 

 

นอกจากเรื่องรสชาติแล้ว อุณหภูมิของเครื่องดื่มแต่ละประเภทก็ดูเป็นอีกสิ่งที่เราๆ ให้ความสำคัญเหมือนกัน ไม่ว่าจะผกผันตามปัจจัยสิ่งแวดล้อมหรือแค่คำนึกถึงแค่ความชอบส่วนตัวล้วนๆ ก็ตาม ทั้งนี้ สำหรับเครื่องดื่มจำพวก “ชาเพื่อสุขภาพ” แล้ว หลายคนอาจสงสัยว่า ชาเย็นกับชาร้อน จะให้คุณประโยชน์ที่ดีต่อสุขภาพเหมือนกันหรือไม่ วันนี้เรามีคำตอบสำหรับคำถามนี้แล้ว!!

“ชาเย็น VS ชาร้อน” ดีต่อสุขภาพเหมือนกันหรือไม่ ?

ดร.เจฟฟรีย์ บลัมเบิร์ก จากห้องทดลอง Antioxidants Research Lab ของมหาวิทยาลัยทัฟต์ส กล่าวว่า ชาเย็นและชาร้อนดีต่อสุขภาพไม่เหมือนกันเสียทีเดียว ด้วยเหตุผลที่ว่า ชามีประโยชน์ต่อสุขภาพเพราะมีสารฟลาโวนอยด์ ซึ่งชาที่ชงใหม่ๆ ร้อนๆ จะมีสารธรรมชาติดังกล่าวมากกว่าชาเย็นที่ใส่น้ำแข็ง เพราะชาเย็นมักจะชงอ่อนๆ แถมยังเจือจางลงด้วยการใส่น้ำแข็งเพิ่มขึ้น ดังนั้น หากคุณอยากได้สารฟลาโวนอยด์จากชาเย็นมากขึ้น ลองชงชาเย็นให้มีความเข้มข้นขึ้นสองเท่า

ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ เครื่องดื่ม
source : healthfullyeverafter.co

หรือเวลาอยากกินไอศครีมสักลูก ให้ลองเลือกรสชาเขียว เพราะข้อมูลจากงานวิจัยของอิตาลีระบุว่า คนที่กินไอศกรีมซึ่งมี “สารต้านอนุมูลอิสระจากธรรมชาติ” (ไอศกรีมที่ใช้ในงานวิจัยชิ้นนี้ผสมผงโกโก้ สารสกัดจากฮาเซลนัต และสารสกัดจากชาเขียว) การทำงานของหลอดเลือดจะดีขึ้นในภายหลัง เมื่อเทียบกับคนที่กินรสช็อกโกแลตนมซึ่งไม่ใส่น้ำตาล

หายสงสัยกันเลยสิท่า!! ดังนั้น สำหรับใครที่อาจคำนึงถึงคุณประโยชน์ต่อสุขภาพนำหน้าความชอบส่วนตัว ลองเลือกดื่มชาร้อนๆ คุณเองก็จะสามารถซึมซับคุณประโยชน์จากสารฟลาโวนอยด์ได้เต็มที่แบบที่ต้องการแล้วล่ะ 

 

ติดตาม Men’sHealth Thailand ได้ที่นี่ …
Website : www.mhthailand.com/
Instagram : www.instagram.com/mhthailand/
Facebook : www.facebook.com/MensHealthThai/
Youtube : www.youtube.com/user/Menshealththailand/

 

 

 

เพราะอาหารที่เราซื้อหาบริโภคกันเป็นประจำอย่างเช่น เนื้อวัว เนื้อไก่ ขนมหวานเคลือบน้ำตาล หรือแอลกอฮอล์ ล้วนจัดอยู่ในหมวดหมู่อาหารให้พลังงานอันดับต้นๆ จนอาจพาลให้เรามีไขมันส่วนเกินได้ ดังนั้น เพื่อเป็นการตัดวงจร (อุบาท) ที่มีปลายทางคือการนอนบนเตียงรอให้แพทย์รักษาโรคหัวใจและหลอดเลือด หากเปลี่ยนเมนูอาหารที่บริโภคเป็นประจำตั้งแต่วันนี้ สุขภาพที่ดีก็คงรอเราอยู่ใกล้กว่าเดิม และนี่ก็คือ 6 อาหารจากคำแนะนำของเหล่าผู้เชี่ยวชาญด้านอาหาร ที่เราได้สอบถามเพื่อเป็นแนวทางให้คุณเลือกบริโภคตามและช่วยให้ระบบร่างกายของคุณทำงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพไม่ต่างกัน จะมีอะไรบ้างนั้น มาดูกันเลย…

1. อะไรก็ได้ที่มีสีน้ำเงินหรือม่วง

เราไม่ได้เหมารวม M&Ms สีฟ้า แต่กำลังหมายถึงผลผลิตจากธรรมชาติ เช่น บลูเบอร์รี องุ่น มะเขือม่วง และกะหล่ำปลีม่วง สีในอาหารเป็นสัญญาณว่ามีสารแอนโทไซยานิน ซึ่งเป็นสารต้านอนุมูลอิสระกลุ่มหนึ่งที่ต่อสู้กับการอักเสบ เมื่อคุณบริโภคอาหารเหล่านี้ก็จะลดความเสี่ยงของการป่วยด้วยโรคที่เกี่ยวข้องกับการอักเสบ เช่น โรคหัวใจ เบาหวาน และมะเร็ง

ลองแบบนี้ ใส่บลูเบอร์รีหนึ่งกำมือ เกลือเล็กน้อย และใบโหระพา ในชามขนาดกลางแล้วบี้ให้แหลก เติมน้ำส้มสายชูบัลซามิกเล็กน้อย (อาจใส่พริกสดสับละเอียดด้วยก็ได้) ใช้เป็นซอสราดแซลมอนหรือไก่อบ

2. ไข่

เรากำลังพูดถึงไข่ทั้งใบ ไม่ใช่แค่ไข่ขาว เพราะไข่แดงมีสารประกอบที่ช่วยให้ดวงตา สมอง และกระดูกของคุณแข็งแรง งานวิจัยในปัจจุบันได้ยืนยันแล้วว่า ไข่ไม่ได้ทำให้คอเลสเตอรอลของคุณสูงขึ้น แต่มีคุณค่าทางชีวภาพสูงสุดในบรรดาแหล่งโปรตีนทุกชนิดต่างหาก พูดง่ายๆ ก็คือ ร่างกายดูดซึมโปรตีนจากไข่เพื่อเพิ่มกล้ามเนื้อได้มากกว่าโปรตีนชนิดอื่นๆ นั่นเอง

ลองแบบนี้ แพ็คอาหารกลางวันสูตรนี้ไปกินที่ทำงาน “สลัดไข่ผงกะหรี่กับผักใบเขียว” โดยผสมไข่ต้มสุก 8 ฟอง (หั่นเป็นชิ้นๆ) กับโยเกิร์ตกรีก 1 ช้อนโต๊ะ ผงกะหรี่ ½ ช้อนโต๊ะ ใบพาสลีย์สับเล็กน้อย และเกลือสำหรับปรุงรสตามชอบ

3. น้ำมันมะกอก

ไขมันหลักที่คุณบริโภคควรมาจากน้ำมันมะกอก เพราะนักวิจัยพบว่าสารโพลีฟีนอล ที่มีชื่อว่า “โอลีโอแคนทัล” มีสมรรถภาพสูงในการต่อสู้กับทุกอย่างตั้งแต่อัลไซเมอร์ไปจนถึงมะเร็งบางชนิด ที่สำคัญอีกอย่างก็คือควรเลือกซื้อน้ำมันมะกอกที่ไม่ถูกเก็บไว้นาน เพราะอาจทำให้สูญเสียคุณค่าทางอาหารไป

ลองแบบนี้ น้ำมันมะกอกเอ็กซ์ตราเวอร์จินใช้ได้ดีที่สุดในการปรุงอาหารที่ใช้อุณหภูมิต่ำ เพราะเมื่ออยู่ในอุณหภูมิสูง สารประกอบที่มีประโยชน์จะแตกตัวและทำให้รสชาติอาหารแย่ ดังนั้นควรใช้ในการผัดอาหารเล็กน้อยๆ หรือใส่ในซุปและสลัดหลังปรุงเสร็จ

4. ข้าวโอ๊ต

ธัญพืชไม่ขัดสีทุกชนิดล้วนดีทั้งนั้น แต่ข้าวโอ๊ตจะใส่ในอาหารต่างๆ ได้ง่ายที่สุดเพราะปรุงไม่ยาก โดยข้าวโอ๊ต 2 ถ้วยมีใยอาหารถึง 8 กรัม หรือเท่ากับใยอาหารโดยเฉลี่ยที่คนทั่วไปบริโภคต่อวันนั่นเอง ทั้งนี้ ยังเทียบไม่ได้กับการบริโภค 38 กรัม ที่จะช่วยคุณลดความเสี่ยงของโรคหัวใจ ไขมันอุดตันในเส้นเลือด ความดันโลหิตสูง และเบาหวานได้ ดังนั้น คุณจึงควรอย่าลืมบริโภคใยอาหารจากผักผลไม้อื่นๆ ร่วมด้วย

ลองแบบนี้ คุณไม่จำเป็นต้องรับประทานข้าวโอ๊ตแบบหวานเสมอไป เพราะเนื้อหนักๆ ของข้าวโอ๊ตเข้ากันได้ดีกับรสเค็ม เติมแซลมอนและอะโวคาโด หรือใส่เห็ดและผักใบเขียวที่ผัดกับกระเทียมลงไปด้วยก็ยังได้

5. ถั่ว

มี 2 อย่างในชีวิตนี้ที่จะหักอกคุณได้แน่นอน คือคนที่คุณแอบปิ๊งสมัยมัธยมปลายและการไม่รับประทานถั่ว การศึกษาในปี 2014 พบว่าคนที่รับประทานผัก เช่น ถั่วลันเตา ถั่วอื่นๆ และเลนทิล วันละ 2/3 ถ้วย สามารถลดคอเลสเตอรอล LDL (ไม่ดี) ลงได้ 5% ดังนั้นควรบริโภคถั่วครึ่งถ้วยอย่างน้อย 3-4 ครั้งต่อสัปดาห์ จะเป็นถั่วดำ ถั่วขาว ถั่วแดง หรือถั่วปินโตก็ได้

ลองแบบนี้ เปิดถั่วชิกพีกระป๋อง ล้างแล้วคลุกกับน้ำมันมะกอก กระเทียมผง ปาปริการมควัน และเกลือ อบที่อุณหภูมิ 400 องศาฟาเรนไฮต์ นาน 30-40 นาที คนสักครั้งเมื่ออบไปครึ่งทางเพื่อให้สุกทั่ว คุณจะได้อาหารว่างทั้งกรุบกรอบและหอมกลิ่นควัน

6. วอลนัต

ถั่วเปลือกแข็งทุกชนิดมีไขมันที่ดีต่อสุขภาพหัวใจของคุณ แต่ผู้เชี่ยวชาญ 3 คนของเราลงความเห็นและยกให้วอลนัตเป็นแชมป์ในด้านคุณค่าทางอาหาร ถั่วเปลือกแข็งทั้งหลายอุดมไปด้วยกรดไขมันโอเมกา-3 ซึ่งอาจจะช่วยให้อสุจิของคุณแข็งแรงด้วย ผลการศึกษาจาก Biology of Reproduction พบว่านักว่ายน้ำชายที่รับประทานวอลนัต 2/3 ถ้วยต่อวัน แสดงให้เห็นว่ามีการเคลื่อนไหว กำลังกาย และรูปร่างที่ดีขึ้น

ลองแบบนี้ ลดรสชาติของถั่วด้วยการใส่วอลนัตในสมูทตี้ ในซุป หรือโรยในสลัด หรืออาจบดแล้วใส่ปนกับขนมปังสำหรับเคลือบปลาหรือไก่ก่อนจะนำไปทอด

7. หอยนางรม

อาหารชุ่มฉ่ำจากทะเลชนิดนี้เหนือกว่าอาหารอื่นๆ ทั้งหมด เมื่อวัดกันที่แร่ธาตุสังกะสี ซึ่งมีบทบาทในการผลิตเอนไซม์และสังเคราะห์โปรตีน และเป็นแร่ธาตุที่สำคัญต่อระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย นอกจากนี้การศึกษายังแสดงให้เห็นความเชื่อมโยงระหว่างการขาดธาตุสังกะสีกับภาวะเทสทอสเทอโรนลดลงด้วย หอยนางรมยังอุดมไปด้วยธาตุเหล็กและวิตามินบี 12 ซึ่งช่วยเรื่องการไหลเวียนโลหิตและเผาผลาญพลังงานด้วย

ลองแบบนี้ ถ้าคุณสามารถหาหอยนางรมสดได้ล่ะก็ ให้แกะฝาแล้วซู้ดเข้าปากเลย หรืออาจซื้อแบบกระป๋อง รมควัน แบบโรยเบคอน รับประทานกับแครกเกอร์และชีสนมแพะ

 

เรื่อง Brittany Risher / Men’s Health US
แปลและเรียบเรียง limeiya

ที่มา นิตยสาร Men’s Health Thailand ฉบับเดือนมีนาคม 2017

ติดตาม Men’sHealth Thailand ได้ที่นี่ …
Website : www.mhthailand.com/
Instagram : www.instagram.com/mhthailand/
Facebook : www.facebook.com/MensHealthThai/
Youtube : www.youtube.com/user/Menshealththailand/

 

 

 

แม้การบริโภคโปรตีนทางเลือกสายพันธ์ุ์ใหม่ อย่างเช่น โปรตีนจากจิ้งหรีด หรือโปรตีนจากถั่วทอง ฯลฯ อาจฟังดูแปลกและให้คุณภาพโปรตีนที่ครบถ้วนได้ไม่สมบูรณ์เท่าโปรตีนจากเนื้อสัตว์ที่มีกรดอะมิโนจำเป็นครบทุกตัว อีกทั้งอาจมีข้อเสียตรงไม่ต่างจากพวกโปรตีนในรูปอาหารเสริม ซึ่งแม้จะสกัดมาจากอาหารธรรมชาติ แต่ด้วยกระบวนการสกัดที่ต้องใช้สารเคมีและสารละลาย ก็อาจทำให้คุณค่าโภชนาการลดลง หรืออาจถึงขั้นเป็นพิษ แต่ถึงอย่างนั้น ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าการบริโภคโปรตีนทางเลือก ไม่ว่าจะเป็นสายพันธุ์ใหม่หรือสายพันธุ์เก่า (อย่างเช่น อาหารมังสวิรัติ พวกเต้าหู้หรือข้าวกล้อง) ก็มีอันตรายน้อยกว่าโปรตีนจากพวกเนื้อสัตว์ที่ปัจจุบันมีการปนเปื้อนเยอะ

ดังนั้น เพื่อเป็นอีกทางเลือกสำหรับผู้บริโภค วันนี้เรามาทำความรู้จักโปรตีนทางเลือกสายพันธุ์ใหม่จากอาหารธรรมชาติกันดีกว่าครับ…

1. สาหร่าย

พืชชนิดนี้คือฐานของห่วงโซ่อาหารในโลกแห่งท้องทะเล ผู้ผลิตบางเจ้าจะนำเซลล์สาหร่ายไปหมักและทำให้แห้ง จากนั้นบริษัทต่างๆ จะใช้ผงโปรตีนที่ได้จากสาหร่ายนี้เป็นส่วนผสมในโปรตีนเชค ขนมปัง โปรตีนแท่ง พาสต้า ฯลฯ

หาได้จาก TerraVia (terravia.com) จะเพาะสาหร่ายขายตามความต้องการ ผงโปรตีนที่ได้จากสาหร่ายยังเป็นส่วนผสมหลักในไข่เจ (VeganEgg) ยี่ห้อ Follow Your Heart ด้วย
รสชาติ คล้ายสาหร่าย

2. กัญชง

ผงโปรตีนที่ได้จากกัญชงสกัดจากกัญชงเต็มเมล็ด จึงมีปริมาณของใยอาหารและวิตามินในระดับที่สูงพอควร และถึงจะชื่อคล้ายๆ กันกับกัญชา แต่ผงโปรตีนที่ได้จากกัญชงจะไม่ทำให้คุณมีอาการเมายาอย่างแน่นอน

หาได้จาก ร้านขายอาหารเพื่อสุขภาพและอาหารเสริมมักจะมีผงโปรตีนที่ได้จากกัญชงจำหน่าย และผงโปรตีนคุณภาพดีจะต้องสกัดจากเมล็ดกัญชงดิบโดยใช้กระบวนการแบบเย็น
รสชาติ มีส่วนคล้ายพืชผักเล็กน้อย

3. แมลง

ผู้ผลิตจะเลี้ยงจิ้งหรีดในฟาร์ม จากนั้นมักจะนำมาแช่แข็ง ทำให้แห้ง และบดเป็นผงแป้ง โดยแป้งที่ได้จากจิ้งหรีดจะมีปริมาณโปรตีนสูงพอๆ กับเนื้อไก่ และยังมีกรดไขมันแถมให้อีก

หาได้จาก ผลิตภัณฑ์เด่นๆ คือแครกเกอร์กรอบมันอย่าง Crickers, Classic Sea Salt (crickersfoods.com) และโปรตีนแท่งของ Exo (exoprotein.com)
รสชาติ บอกยากว่าได้จากแมลง

4. ไมโคโปรตีน

ผู้ผลิตจะนำเชื้อราขนาดจิ๋วไปหมักในถังเหมือนเวลาหมักเบียร์ จากนั้นนำมาทำให้แห้ง ปรุงรสและปั่นเป็นก้อนแบนๆ, เบอร์เกอร์, ไส้กรอก และผลิตภัณฑ์อื่นๆ

หาได้จาก หาซื้อผลิตภัณฑ์ของ Quorn ได้ตามซูเปอร์มาร์เก็ตขนาดใหญ่ แม้จะเป็นผลิตภัณฑ์ที่ผ่านการรับรองโดยองค์การอาหารและยาของสหรัฐฯ แต่บางคนก็มีปัญหาเรื่องค่าดัชนีน้ำตาลหลังกิน
รสชาติ ค่อนข้างคล้ายเนื้อสัตว์

5. ถั่วทอง

ผงโปรตีนที่ได้จากถั่วทองจะย่อยง่าย แต่อาจจะมีปริมาณกรดอะมิโนจำเป็นอย่างไลซีน ไม่สูงเท่าเนื้อสัตว์

หาได้จาก อาจจะใช้เป็นส่วนผสมของมายองเนส ชีส ซีเรียล เบอร์เกอร์ และโปรตีนเชคเจ หรืออาจจะอยู่ในรูปของผลิตภัณฑ์อาหารเสริม
รสชาติ ต้องหาทางกลบรสชาติ

 

ติดตาม Men’sHealth Thailand ได้ที่นี่ …
Website : www.mhthailand.com/
Instagram : www.instagram.com/mhthailand/
Facebook : www.facebook.com/MensHealthThai/
Youtube : www.youtube.com/user/Menshealththailand/

 

 

0 851

 

หลังจากเมื่อไม่นานนี้ เกิดกรณีบุคคลนำทรัพย์สินของผู้อื่นมาไว้กับตัวและถูกแจ้งจับในข้อหาลักทรัพย์ จนทำให้เรื่องโรคเคลปโตแมเนีย (Kleptomania) หรือโรค “อยากขโมย” กลายเป็นประเด็นร้อนแรงในสังคมไทย ดังนั้นวันนี้เราจึงถือโอกาสมาเล่ารายละเอียดของโรคเคลปโตแมเนียเพื่อความเข้าใจที่ถูกต้องสำหรับผู้อ่านในการประกอบวิจารณญาณในการรับข่าวสารและดูแลสุขภาพจิตของทั้งตนเองและคนใกล้ตัว

โรคอยากขโมย (Kleptomania)

เป็นหนึ่งในความผิดปกติด้านจิตใจ (Mental Disorder) ที่อยู่ในกลุ่มของความผิดปกติในการควบคุมตนเอง (Impulse Control Disorders) ซึ่งผู้ป่วยกลุ่มนี้จะไม่สามารถควบคุมความอยากหรือความต้องการที่พลุ่งพล่านขึ้นมาอย่างทันทีทันใดได้ และมักเกิดขึ้นกับพฤติกรรมเฉพาะอย่างเท่านั้น เช่น การหยิบฉวยข้าวของของผู้อื่น การรับประทานอาหารแบบไม่ยั้ง การจับจ่ายซื้อของ (ช็อปปิ้ง) อย่างไม่เหมาะสม การกัดเล็บ ดึงผม หรือการจุดไฟ/เล่นไฟ ทั้งนี้หลายๆ การศึกษาวิจัยพบว่าโรคในกลุ่มนี้มีความเกี่ยวข้องกับการเสพติดพฤติกรรมในรูปแบบต่างๆ อีกด้วย ไม่ว่าจะเป็นการติดอินเทอร์เน็ต ติดเกม ติดการพนัน ติดเซ็กซ์ หรือการเสพติดพฤติกรรมอื่นๆ

โรคอยากขโมยเริ่มระบาดอย่างหนักในเมืองไทยในยุคที่ศูนย์การค้าเติบโตขึ้นมาอย่างมากมายราวกับดอกเห็ด จนกลายเป็นปัจจัยด้านสิ่งแวดล้อมที่เปรียบเสมือนปุ๋ยที่เร่งให้อาการของโรคนี้กำเริบและมีการขยายตัวของโรคนี้อย่างกว้างขวางทั่วโลก จนเรียกได้ว่าเป็นโรคหนึ่งที่พ่วงมากับ “สังคมนิยมบริโภค” เลยก็ว่าได้

โรคเคลปโตแมเนียมักจะเกิดขึ้นกับผู้ที่มีความเปราะบางทางด้านพันธุกรรมอยู่แล้ว เมื่อผนวกกับความเครียดหรือความกดดันจากเหตุการณ์ต่างๆ และอยู่ในบริบทที่มีวัตถุที่ต้องการหรือน่าสนใจล่อตาล่อใจ จะยิ่งทำให้เกิดความเครียดและความว้าวุ่นใจมากขึ้นเรื่อยๆ จนกระทั่งเมื่อหยิบวัตถุนั้นมาครอบครองได้โดยที่ไม่ถูกจับได้จึงจะเข้าสู่สภาวะผ่อนคลายอีกครั้ง แต่อาจจะเกิดความรู้สึกผิด เสียใจตามมาหรือเครียดมากขึ้น(อีกครั้ง) จากพฤติกรรมการขโมยของที่ตนเองไม่สามารถยับยั้งได้

วัตถุหรือสิ่งของที่ถูกขโมยโดยผู้ป่วยที่เป็นโรคนี้อาจเป็นสิ่งที่ดูธรรมดา ไม่มีราคาหรือไร้คุณค่าในสายตาของคนอื่น หรืออาจเป็นสิ่งมีค่ามีราคาก็ได้ ซึ่งราคาของสิ่งของไม่ใช่ประเด็นหลักในการตัดสินใจหยิบฉวยวัตถุชิ้นนั้นมาครอบครองของผู้ป่วยโรคนี้ โดยจากการวิจัยพบว่าเกือบ 100% ของผู้ป่วยมีกำลังทรัพย์มากพอที่จะซื้อหาวัตถุที่หยิบฉวยไปได้อย่างสบาย

การหยิบฉวยวัตถุของผู้ป่วยโรคนี้ มีลักษณะที่แตกต่างจากการลักขโมยโดยทั่วไปอยู่ 4 ประการ

1. การขโมยหรือหยิบฉวยวัตถุนั้นเกิดขึ้นแบบทันทีทันใด ไม่ได้ผ่านการวางแผนหรือไตร่ตรองมาก่อน

2. วัตถุหรือสินค้านั้นไม่ได้ให้ประโยชน์ใดๆ ทางการเงินกับผู้ขโมยหรือหยิบฉวยมา

3. กระบวนการขโมยหรือการหยิบฉวยนั้นไม่ได้มีความเกี่ยวข้องกับบุคคลอื่นหรือทำกันเป็นขบวนการ

4. วัตถุหรือทรัพย์สินนั้นไม่ได้ตอบโจทย์ระยะยาวอะไรกับผู้ขโมยเลย แต่พฤติกรรมการหยิบฉวยหรือลักขโมยต่างหากที่สามารถตอบโจทย์ในการลดความตึงเครียดหรือความกดดันที่มีอยู่ภายในใจของผู้ป่วยรายนั้นได้เป็นอย่างดี

จากการศึกษาระบาดวิทยาของโรคนี้ พบผู้ป่วยด้วยโรคเคลปโตแมเนียประมาณ 0.6% ในประชากรทั่วไป นั่นหมายถึงในประชากรทุกๆ 1,000 คน สามารถพบผู้ป่วยโรคนี้ได้สูงถึง 6 คน และพบในผู้หญิงมากกว่าผู้ชายในสัดส่วน 3:1 มักพบอาการครั้งแรกได้ตั้งแต่วัยเด็กหรือวัยรุ่นตอนต้น (มีรายงานว่าส่วนใหญ่เริ่มต้นด้วยการขโมยเงินของผู้ปกครองไปเก็บไว้) โดยมักถูกกระตุ้นให้เกิดอาการครั้งแรกได้จากเหตุการณ์สูญเสียหรือความผิดหวังครั้งสำคัญ และโดยประมาณ 1 ใน 4 ของผู้ป่วยกลุ่มนี้จะถูกจับกุมในข้อหาลักทรัพย์และถูกดำเนินคดีตามกฎหมาย

สาเหตุของโรค

สำหรับสาเหตุของการเกิดโรคเคลปโตแมเนีย เชื่อว่าเกิดได้จากทั้งสาเหตุทางชีวภาพ (Biological Causes) และทางด้านจิตใจสังคม (Psychosocial Causes) ผสมกัน ปัจจัยทางชีวภาพเชื่อว่าผู้ที่มีระดับสติปัญญาต่ำกว่าปกติหรือมีระดับสารเซโรโทนินในสมองต่ำกว่าปกติจะส่งผลให้เกิดปัญหาการยับยั้งชั่งใจในการหยิบฉวยหรือขโมยของดังกล่าวนี้ได้ สำหรับปัจจัยด้านจิตใจและสังคม พบว่าผู้ป่วยกลุ่มนี้มักมีปัญหาสัมพันธภาพในครอบครัวตั้งแต่วัยเด็ก อาจได้รับความอบอุ่นจากผู้ดูแลที่ไม่มากเพียงพอ ทำให้ในใจลึกๆ แล้วผู้ป่วยไม่มีความมั่นใจในตนเอง และด้วยความซับซ้อนของจิตใจอีกหลายอย่างทำให้ผู้ป่วยเลือกที่จะใช้พฤติกรรมหยิบฉวยหรือขโมยของเป็นช่องทางสำหรับตนเองในการปลดปล่อยความตึงเครียดหรือความกดดันในจิตใจออกมา

วิธีป้องกันควบคุม

โรคนี้สามารถป้องกันได้ โดยในผู้ที่มีความเสี่ยงในการเป็นโรคนี้อยู่ก่อนแล้ว ต้องหมั่นฝึกฝนการควบคุมตนเอง หากเมื่อมีความอยากหยิบฉวยเกิดขึ้น (ซึ่งเป็นผลลัพธ์จากความเครียดที่สะสมในจิตใจ ผสมกับความว้าวุ่นใจอย่างมากในสถานการณ์ที่มีความอยากเกิดขึ้น) จำเป็นต้องตั้งสติให้ดีและข่มใจไม่ให้เกิดพฤติกรรมนั้น เนื่องจากหากข่มใจได้สำเร็จบ่อยๆ จะสามารถตัดวงจรความสุขจาก Brain Reward System ในสมองได้ ทำให้มีความว้าวุ่นใจในครั้งต่อๆ ไปน้อยลงเรื่อยๆ ในทางตรงกันข้ามหากไม่สามารถข่มใจได้สำเร็จ มีพฤติกรรมหยิบฉวยเกิดขึ้น ก็จะไปกระตุ้นความสุขในสมองเกิดเป็นการเสพติดพฤติกรรมหยิบฉวยนี้ซ้ำๆ นำมาซึ่งโอกาสในการถูกจับกุม เกิดความทุกข์ เสื่อมเสียชื่อเสียงและภาวะซึมเศร้าตามมาได้

วิธีการรักษา

หากไม่สามารถข่มใจกับพฤติกรรมหยิบฉวยได้สำเร็จด้วยตนเอง ในทางการแพทย์มีทางเลือกในการรักษาหลักอยู่สองอย่างคือ การรักษาทางชีวภาพ ได้แก่ การใช้ยาเพื่อเพิ่มระดับสารเซโรโทนินในสมองโดยเฉพาะ อาจพิจารณายาในกลุ่ม SSRIs (Selective Serotonin Reuptake Inhibitors) เช่น Fluoxetine, Fluvoxamine ควบคู่ไปกับการรักษาทางจิตใจและสังคม ไม่ว่าจะเป็น….

การฝึกทักษะการจัดการความเครียดให้ถูกวิธี เช่น การออกกำลังกายในลักษณะที่ใช้แรงกระแทกหรือการขว้าง การเลือกฟังเพลงเพื่อความผ่อนคลาย การมีเซ็กซ์ที่มีคุณภาพ เล่นโยคะหรือนั่งสมาธิ เพื่อระบายความกดดันออกจากจิตใจ ก่อนที่จะนำพฤติกรรมหยิบฉวยมาใช้ในการจัดการความเครียดแทน

พฤติกรรมบำบัด โดยใช้การแทรกความคิดด้านลบระหว่างที่มีความว้าวุ่นใจหรือมีความอยากหยิบฉวยเกิดขึ้นเพื่อยับยั้งพฤติกรรมนั้น เช่น ให้นึกภาพตนเองอยู่ในเรือนจำหลังถูกจับกุมได้ หรือการฝึกพฤติกรรมแบบลดการตอบสนอง (Desensitization Behavior Therapy) กล่าวคือให้ผู้ป่วยอยู่ในภาวะกดดันและบริบทที่เอื้อต่อการหยิบฉวย ในรูปแบบที่แตกต่างกันจากขั้นตอนที่ควบคุมตนเองได้ง่ายไปถึงขั้นตอนที่ควบคุมตนเองได้ยากมากขึ้นเรื่อยๆ ภายใต้การดูแลควบคุมบริบทและความกังวลของผู้ป่วยโดยจิตแพทย์หรือนักบำบัด หรือแม้แต่การทำจิตบำบัดเชิงวิเคราะห์ (Psychoanalytic Psychotherapy) เพื่อวิเคราะห์หาสาเหตุรากของความเครียดและความกดดันในจิตใจที่ทำให้เกิดพฤติกรรมหยิบฉวยและทำการแก้ไขต่อไป

เคลปโตแมเนียเป็นโรคที่พบได้ไม่น้อยในประชากรทั่วไป การมีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับธรรมชาติของโรค จะทำให้สามารถดูแลสุขภาพจิตของตนเองและคนใกล้ตัวได้ดียิ่งขึ้น พฤติกรรมการหยิบฉวยหรือขโมยของเป็นพฤติกรรมที่ไม่ได้รับการยอมรับในสังคม ทั้งยังเป็นพฤติกรรมผิดกฎหมายอีกด้วย ความตระหนักรู้ในตัวโรคและนำตนเองเข้าสู่ระบบการดูแลรักษาที่ถูกต้องเหมาะสมจะสามารถรักษาการเสพติดพฤติกรรมนี้ได้ ก่อนที่พฤติกรรมนี้จะสร้างผลกระทบเชิงลบให้กับชีวิตของเรา ไม่ว่าจะเป็นการถูกจับกุมและดำเนินคดีตามกฎหมาย เสื่อมเสียชื่อเสียง ความทุกข์ใจ ความเครียดทั้งของตัวผู้ป่วยเองและครอบครัว

 

เรื่อง นพ.ธิติพันธ์ ธานีรัตน์

ติดตาม Men’sHealth Thailand ได้ที่นี่ …
Website : www.mhthailand.com/
Instagram : www.instagram.com/mhthailand/
Facebook : www.facebook.com/MensHealthThai/
Youtube : www.youtube.com/user/Menshealththailand/

 

 

Top Five Articles