Tags Posts tagged with "nutrition"

nutrition

0 5542

 

อย่าให้คำว่า “ลดน้ำหนัก” เป็นตัวขัดขวางคุณกับอาหารจานโปรด  ดังนั้นเพื่อเป็นการจัดการปัญหานี้ เรามีวิธีดีๆ จาก พญ. แคร์ณี รักซ์ตัน นักโภชนาการชื่อดังมาฝากทุกคนกัน แน่นอนว่ามันใช้ได้ผลเพียงครึ่งเดียว เพราะอีกครึ่งคงต้องอาศัยการออกกำลังกายของคุณเข้ามาเติมเต็ม…
1. กิน “ถั่ว” ให้อิ่ม

เพราะพืชตระกูลนี้ อุดมไปด้วยใยอาหารที่ละลายน้ำได้ จึงทำให้อิ่ม(รวมถึงผายลม)ได้ดี โดยผลการวิจัยจากสเปนฉบับหนึ่งรายงานว่า กลุ่มตัวอย่าง 200 คนที่มีน้ำหนักเกินสามารถลดน้ำหนักลงได้เฉลี่ย 5 กก. หลังจากประเภทนี้จำนวนมาก เป็นเวลา 4 ดือน

2. สลายไขมันด้วย “กรด”

อาหารประเภทเนยนม เนื้อวัว และเนื้อลูกแกะย่าง คือเป้าหมายของเราในครั้งนี้ เนื่องจากนักวิทยาศาสตร์พบว่า CLA ในอาหารที่เรากล่าวถึง มีสรรพคุณในการสลายไขมัน ซึ่งผลวิจัย British Journal of Nutrition ก็ยืนยันเช่นกันหลังจากพบว่าผู้ที่ได้รับสาร CLA เข้มข้นเป็นเวลา 6 เดือนมีไขมันลดลง 4% โดยเฉพาะที่ขา!

3. สยบหิวด้วย “ของเผ็ด”

ฟังดูเหมือนไม่เข้าท่า แต่งานวิจัยที่ตีพิมพ์ในวารสาร Clinical Nutrition ระบุว่ากลุ่มกลุ่มตัวอย่างชาวเดนมาร์กที่ได้กินสารแคปไซซิน ล้วนรู้สึกอยากอาหารน้อยลงทั้งสิ้น โดยพบว่า สามารถทำให้น้ำหนักส่วนเกินลดลงได้ถึง 2.2 กก./เดือน เพียงใส่พริก 1/4 ช้อนชาลงในทุกมื้ออาหารหลัก

4. อิ่มด้วย “ไข่”

ผลการศึกษาของสหรัฐฉบับหนึ่งที่ตีพิมพ์ใน Nutrition Research ได้เปรียบเทียบผลของการกินอาหารเช้าชนิดต่างๆ พบว่า โปรตีนสูงของไข่ช่วยทำให้อิ่มและลดการกินแคลอรีในแต่ละวันได้ดีกว่าพวกขนมเบเกอรี่ต่างๆ ซึ่งเป็นตัวการทำให้ระดับน้ำตาลในเลือกพุ่งสูง

5. ลดแคลอรีด้วย “สาหร่าย”

นักวิจัยจากมหาวิทยาลัยเชฟฟิลด์ฮาลแลมพบว่า กลุ่มตัวอย่างที่เพิ่มสาหร่ายในอาหารปกตินาน 1 สัปดาห์ ช่วยลดการกินแคลอรีได้ราว 7% ซึ่งคาดว่าน่าจะมาจากการที่สาหร่ายทำให้อาหารเดินทางผ่านระบบย่อยอาหารได้ช้าลง จนทำให้กินน้อยลงนั่นเอง

6. รักษากล้ามเนื้อด้วย “พาสต้า”

การลดน้ำหนักมักมาพร้อมข้อเสียที่ทำให้เราต้องสญเสียมวลกล้ามเนื้อไปด้วย แต่งานวิจัยหนึ่งพบว่า การกินอาหารที่ไม่ทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดพุ่งสูงช่วยเสริมการลดน้ำหนักและรักษากล้ามเนื้อไปด้วย พาสต้า ข้าวโอ๊ต ขนมปังเส้นใยสูง และผักประเภทหัวต่างๆ จึงเป็นคำตอบของข้อนี้

7. ปรับสมดุลด้วย “โปรไบโอติกส์”

นักวิทยาศาสตร์ชาวเยอรมันพบว่า สาเหตุหนึ่งที่ทำให้คนอ้วนเผาผลาญแคลอรีได้น้อยลงเป็นเพราะมีเเบคทีเรียในท้องที่ไม่สมดุล ขณะที่แบคทีเรียในคนผอมจะใช้แคลอรีสิ้นเปลืองมาก ดังนั้นคนอ้วนจึงควรเติมไบโอติกส์เพื่อปรับสมดุลให้ร่างกาย ทั้งนี้ กลุ่มตัวอย่างชาวญี่ปุ่นสามารถลดปริมาณไขมันหน้าท้องได้ถึง 5% มาแล้ว ด้วยการกินโปรไปโอติกส์เป็นเวลา 12 สัปดาห์ด้วยกัน

และทั้งหมดนี้ก็คืออาหารที่จะช่วยทำให้คุณไปถึงเป้าหมายของความว่า “ลดน้ำหนัก” ได้สำเร็จยิ่งขึ้น หวังว่าจะมีประโยชน์ แล้วอย่าลืมนำไปปรับใช้ควบคู่กับการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอนะครับ

 

 

ติดตาม Men’sHealth Thailand ได้ที่นี่ …
Website : www.mhthailand.com/
Instagram : www.instagram.com/mhthailand/
Facebook : www.facebook.com/MensHealthThai/
Youtube : www.youtube.com/user/Menshealththailand/

 

 

0 19038

 

ในยุคที่ผู้คนให้ความสนใจเรื่องสุขภาพและเห็นความสำคัญของการออกกำลังกายและเล่นกีฬาเป็นอย่างมาก กิจกรรมเหล่านี้เป็นพฤติกรรมที่เสริมสร้างสุขภาพที่ดี ช่วยให้ร่างกายแข็งแรงขึ้น แต่ถ้าเราทำสิ่งที่ดี ในปริมาณที่ไม่พอดี วิธีการไม่ถูกต้อง หรือมีปัจจัยลบบางอย่าง ก็อาจทำให้เกิดผลเสียต่อร่างกายได้ ในฉบับนี้ผมจะพูดถึงภาวะกล้ามเนื้อสลายจากการออกกำลังกาย และในรายที่รุนแรงก็อาจเป็นอันตรายจนทำให้เกิดภาวะไตวายเฉียบพลันได้ 

ภาวะกล้ามเนื้อสลาย

มีศัพทืทางการแพทย์ว่า “Rhabdomyolysis” หมายถึงการสลายตัวของกล้ามเนื้อลาย ซึ่งเป็นชนิดของเส้นใยกล้ามเนื้อที่เป็นกลุ่มโครงสร้างภายนอกของร่างกาย ไม่ว่าจะเป็นกล้ามเนื้อแขน ขา หน้าท้อง หรือหลัง การสลายตัวของกล้ามเนื้อเกิดได้จากหลายสาเหตุครับ ทั้งสาเหตุทางกายภาพและการเจ็บป่วย เช่น อุบัติเหตุที่กล้ามเนื้อถูกบีบอัดอย่างรุนแรง อุบัติเหตุจากไฟช็อต การติดเชื้อ ผลข้างเคียงจากการใช้ยาบางชนิด แต่สาเหตุสำคัญที่จะเน้นในคอลัมน์นี้คือภาวะกล้ามเนื้อสลายจากการออกกำลังกาย (Exertional Rhabdomyolysis)

การออกกำลังกายที่ไม่เหมาะสมกับสภาพความพร้อมของร่างกาย ในสภาพแวดล้อมที่ไม่เหมาะสม ยกตัวอย่างเช่น…

1. ออกกำลังกายหนักมากเกินไป เช่น การยกเวตที่มีน้ำหนักมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเล่นเวตในท่าที่กล้ามเนื้อทำงานแบบเพิ่มความยาว (Eccentric Contraction) เช่น ท่าสควอต ซึ่งกล้ามเนื้อต้นขาจะทำงานตลอด โดยตอนที่ย่อเข่ากล้ามเนื้อต้นขาด้านหน้าจะทำงานแบบเพิ่มความยาว ขณะที่ตอนเหยียดเข่าดันตัวขึ้นจะเป็นการทำงานแบบลดความยาว (Concentric Contraction)

2. ออกกำลังกายนานมากจนเกินไป เช่น การวิ่งมาราธอน แข่งไตรกีฬา เป็นต้น

3. สภาพร่างกายไม่ฟิต โดยเฉพาะอย่างยิ่งช่วงแรกของการฝึกซ้อม หรือการกลับมาเล่นกีฬาหลังจากห่างหายไปนาน เช่น ช่วงแรกของการเก็บตัวฝึกซ้อม ช่วงแรกของการฝึกร่างกายทางทหาร เพราะในภาวะที่ร่างกายยังไม่ฟิตพอ เพียงแค่การออกกำลังกายที่ไม่หนักมากก็อาจทำให้เกิดภาวะกล้ามเนื้อสลายได้เช่นกัน

4. สภาพแวดล้อมที่ไม่เหมาะสม ระเด็นสำคัญคือ สภาพอากาศที่ร้อนจัด เป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญที่นอกจากทำให้เกิดภาวะกล้ามเนื้อสลายแล้ว ยังทำให้เกิดภาวะฮีตสโตรค (Heat Stroke) ซึ่งเป็นอันตรายต่อชีวิตเช่นกัน

อาการ

เมื่อกล้ามเนื้อสลายตัวก็จะทำให้เกิดอาการที่ส่วนของกล้ามเนื้อที่มีปัญหา และเมื่อเกิดการสลายตัวของกล้ามเนื้อก็จะทำให้เกิดของเสียที่เกิดจากการตายของเซลล์กล้ามเนื้อเข้าสู่กระแสเลือด โดยของเสียเหล่านี้จะต้องได้รับการขับที่ไต แต่ถ้ามีปริมาณมากก็จะทำให้การทำงานของไตมีปัญหาได้ ดังนั้นอาการโดยสรุปจึงแบ่งเป็น 2 ส่วน ได้แก่…

1. อาการที่กล้ามเนื้อ เป็นอาการปวดและบวมที่กล้ามเนื้อ รู้สึกหนักๆ ไม่ค่อยมีแรงในการใช้กล้ามเนื้อมัดนั้นๆ กลุ่มกล้ามเนื้อที่มักมีปัญหา ได้แก่ กล้ามเนื้อต้นขา กล้ามเนื้อน่อง และกล้ามเนื้อต้นแขน

2. อาการที่ระบบทางเดินปัสสาวะ โดยจะมีสีปัสสาวะเข้มขึ้น เป็นสีโคล่า เพราะมีการขับสารไมโอโกลบิน (Myoglobin) ซึ่งเป็นผลจากการสลายตัวของเซลล์กล้ามเนื้อออกมาทางปัสสาวะ สารนี้จะให้ผลบวกกับแถบตรวจปัสสาวะ คล้ายกับการตรวจพบเลือดในปัสสาวะ แต่เมื่อใช้กล้องจุลทรรศน์ส่องตรวจปัสสาวะกลับไม่พบเซลล์เม็ดเลือดแดง

การวินิจฉัย

สำหรับการวินิจฉัยภาวะกล้ามเนื้อสลายนั้น สามารถทำได้จากอาการปวดกล้ามเนื้อที่ค่อนข้างรุนแรง ร่วมกับการเจาะเลือดพบระดับเอนไซม์กล้ามเนื้อที่ชื่อว่า ครีเอทินีน ไคเนส (Creatinine Kinase หรือเรียกย่อๆ ว่า CK) มีระดับสูงผิดปกติเกิน 5 เท่า โดยระดับของ CK จะสูงที่สุดประมาณวันที่ 3 ถึง 4 หลังการสลายตัวของกล้ามเนื้อ

 

 

บทความโดย รศ.นพ.พิสิฏฐ์ เลิศวานิช

ติดตาม Men’sHealth Thailand ได้ที่นี่ 

Website : http://www.mhthailand.com/
Instagram : https://www.instagram.com/mhthailand/
Facebook : https://www.facebook.com/MensHealthThai/
Youtube : https://www.youtube.com/user/Menshealththailand/

0 5655
ภาวะหย่อนสมรรถภาพทางเพศ (Erectile Dysfunction) ที่ส่งผลให้น้องชายของคุณอ่อนปวกเปียกในห้วงเวลาสำคัญอาจทำให้ฝันหวานของคุณพังทลายไปต่อหน้าต่อตา อย่างไรก็ดีสิ่งที่คุณควรทำคือ ไม่ต้องคิดมาก และลองปรับเปลี่ยนพฤติกรรมตามวิธีดังต่อไปนี้…
1. บริการตนเอง

การช่วยตัวเองเป็นการทดสอบระบบว่าทำงานปกติดีไหม ดร.เด็บบี เฮอร์เบนิค นักวิจัยเรื่องเซ็กซ์ อธิบายว่า เมื่อคุณมั่นใจว่าตัวเองยังปึ๋งปั๋งดี คุณก็จะกังวลน้อยลงเวลาอยู่บนเตียง

2. ดื่มกาแฟ

งานวิจัยเมื่อปี 2015 ซึ่งเผยแพร่ในวารสาร PLOS One พบว่าการดื่มกาแฟ 2-3 แก้วต่อวันช่วยลดความเสี่ยงที่จะประสบกับปัญหาหย่อนสมรรถภาพทางเพศ

3. เลี่ยงแอลกอฮอล์

นพ.มาร์ค โกลด์สไตน์ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านระบบทางเดินปัสสาวะ กล่าวว่าการดื่มจัดอย่างต่อเนื่องอาจทำให้เกิดภาวะนกเขาไม่ขัน เพราะฉะนั้นคุณจึงควรควบคุมการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์อย่าให้เกิน 6 แก้วต่อสัปดาห์ (และจะดีมากถ้าไม่ใช้สิทธิ์ดื่มทั้ง 6 แก้วในมื้อเดียว)

4. ลดพุง

ดร.เฮอร์เบนิคบอกว่า ข้อมูลจากงานวิจัยชี้ให้เห็นว่าอัตราส่วนระหว่างเอวต่อสะโพกที่อยู่ในระดับต่ำมีความเชื่อมโยงกันกับระดับฮอร์โมนเทสทอสเทอโรนที่สูงขึ้น และคุณภาพของน้ำอสุจิที่ดีขึ้น

5. เมินกัญชา

นพ.โกลด์สไตน์อธิบายว่า สาร THC ในกัญชาจะจับกับตัวรับฮอร์โมนเอสโตรเจนในสมอง ซึ่งส่งผลให้ร่างกายผลิตฮอร์โมนเทสทอสเทอโรนออกมาน้อยลง 

ถ้าอยากฟิตปั๊งไปนานๆ หลีกเลี่ยงสิ่งที่เรากล่าวถึงต่อไปนนี้จะเป็นการดีที่สุดนะครับ 

 

ติดตาม Men’sHealth Thailand ได้ที่นี่ …
Website : http://www.mhthailand.com/
Instagram : https://www.instagram.com/mhthailand/
Facebook : https://www.facebook.com/MensHealthThai/
Youtube : https://www.youtube.com/user/Menshealththailand/

 

 

 

การออกแรงให้เหมาะสมนั้นควรทำแต่พอดี คือขอให้มี “จังหวะ” รู้ผ่อนสั้นผ่อนยาว เมื่อใดควรเบรคหรือตึงน้อยลงมาหน่อย  เพราะหาก “ตึงไป” อาจทำให้เกิดอาการบาดเจ็บจากการออกกำลังได้ ดังนั้นการออกกำลังที่แม้เป็นของดีก็ยังต้องมีข้อห้ามไว้ด้วย ซึ่งนอกจากโรคประจำตัวซึ่งเราท่านรู้กันดีอย่างโรคหลอดเลือดหัวใจที่ไม่ควรออกแรงหนัก หรือโรคเบาหวานที่ต้องระวังฝ่าเท้าไว้ไม่ให้เกิดแผลเพราะมีสิทธิ์หายยาก หากคุณเป็นหนึ่งในสิ่งที่เรากำลังจะกล่าวต่อไปนี้ คุณก็ไม่ควรออกแรงหนักเกินไปเช่นกัน… 

1. มีไข้ติดเชื้อหนัก

คนที่เจ็บป่วยไม่สบาย มีไข้สูง หรือสงสัยว่าติดเชื้อรุนแรง ไม่ควรลุกขึ้นมาออกกำลัง มิเว้นแม้แต่คนที่เข้ายิมออกกำลังเป็นประจำอยู่แล้ว เพราะการมีไข้นั้นร่างกายต้องปรับตัวหนักอยู่พอสมควรเพื่อรับมือความร้อนจากการอักเสบ ตลอดจนช่วยไล่เชื้อและปล่อยสารต้านอักเสบออกมา ดังนั้นการออกแรงตอนตัวร้อนจัดจึงเท่ากับไปแกล้งให้ร่างกายทำงานหนักขึ้นจนอาจถึงแก่พ่ายแพ้ต่อไข้นั้นได้ ดังที่ผู้เชี่ยวชาญ นพ.สตีเฟน ไรซ์ จาก American College of Sports Medicine บอกไว้ ข้อเสียอีกประการหนึ่งคือความร้อนจากไข้จะไปเพิ่มการเต้นของหัวใจอยู่แล้ว จึงทำให้การเวิร์กเอาต์ของคุณไม่ได้ประสิทธิภาพเท่าที่ควร

2. หลังผ่าตัด

การผ่าตัดเป็นข้อจำกัดต่อการออกกำลังบางประเภทโดยเฉพาะชนิดที่ต้องออกแรงหนัก ซึ่งการผ่าตัดไม่ว่าจะผ่าตัดหน้าท้อง เปลี่ยนเลนส์ตารักษาต้อกระจก หรือคลอดลูก ล้วนต้องเลือกกิจกรรมออกแรงที่เหมาะด้วย ไม่ใช่คิดว่าอยู่ข้างในคงไม่เป็นไร เพราะการออกกำลังทำให้เกิด “แรงดัน” ขึ้นหรือการเกร็งกล้ามเนื้อเฉพาะส่วนอย่างหน้าท้องก็อาจทำให้แผลปริ หรือต้องออกกำลังกายในท่าก้มศีรษะตั้งแต่ช่วงบั้นเอวลงไป และการยกน้ำหนักก็เพิ่มความดันในลูกตาได้ จึงขอให้เว้นการออกกำลังกายที่เสี่ยงดังว่าไว้ก่อนในช่วงเวลาที่เหมาะสม

3. อดนอนและหอบหืด

ภายหลังอดนอนมาไม่นานหรือการทำงานดึกติดต่อกันไม่ได้พัก ขอให้เว้นการออกกำลังกายหนักแบบหักโหมไว้ก่อนเพราะมีสิทธิ์กดให้ภูมิคุ้มกันต่ำลง อีกทั้งยังไปกระตุ้นการสร้างฮอร์โมนเครียด “คอร์ติซอล” ให้ออกมาเพ่นพ่านเก็บไขมันและเพิ่มน้ำตาลในเลือดได้อีกเพราะเป็นกลไกที่ร่างกายต้องปกป้องตัวเองในภาวะที่เปราะบาง นอกจากนั้นคนที่เพิ่งมีอาการ “หืดกำเริบ” ไม่ว่าถูกกระตุ้นด้วยหวัดหรือการออกกำลัง (Exercise Induced Asthma) ถ้ายังไม่แน่ใจขอให้ปรึกษาคุณหมอก่อนหรือเว้นการออกกำลังไปจะดีกว่า

4. ท้องเสีย

ไม่ใช่ทุกรายที่ต้องหยุดออกกำลังกาย แต่ถ้าท้องเสียบ่อยครั้ง เสียน้ำมากหรืออาเจียนหนักกินอาหารไม่ได้ด้วยก็ควรงดกิจกรรม “เสียเหงื่อ” ไว้ก่อน ด้วยว่าขณะที่ออกกำลังย่อมทำให้เกิดการ “เสียน้ำ” และ “แร่ธาตุ” จำเป็นในร่างกาย ซึ่งยิ่งไปซ้ำเติมเรื่องของท้องเสียให้มีอาการอ่อนเพลียหนักขึ้นไปอีก แถมความดันตกจนถึงหัวใจเต้นผิดจังหวะจากการขาดแร่ธาตุโซเดียมกับโพแทสเซียมต่ำผิดปกติก็เป็นได้

5. เพิ่งมีอาการหัวใจขาดเลือด

หนุ่มๆ ที่ยังไม่ทราบสเตตัสหัวใจตัวเองว่ามีความเสี่ยงหรือไม่ ขอให้ลองสังเกตว่ามีอาการเจ็บแน่นหน้าอกเวลาออกแรงหรือไม่ หากมีอาการแล้วไม่แน่ใจควรไปตรวจให้ดี เพราะภาวะกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดถือเป็นมัจจุราชเงียบที่ทำให้เกิดเรื่อง “ฉุกเฉิน” ขึ้นมาได้เวลาคาร์ดิโอหนักๆ หรือท่านที่รักการวิ่งอาจมีอาการวูบระหว่างมาราธอนก็ยังได้

6. ปวดไมเกรนรุนแรง

ยามปวดศีรษะหนักๆ ไม่ควรออกกำลังในช่วงดังกล่าว ซึ่งการปวดศีรษะไมเกรนนั้นอาจทำให้มีทั้งอาการปวดตุบๆ ที่ขมับ ปวดร้าวกระบอกตา ตาพร่า และคลื่นไส้อาเจียนได้ ในกรณีที่ปวดมากขอให้อย่าฝืนออกกำลังเพราะจะได้ไม่คุ้มเสีย เนื่องจากการปวดศีรษะบางชนิดเกิดจากความดันขึ้นสูง ถ้าไปออกกำลังกายที่ต้องยกหนักหรือเบ่งมากอาจทำให้เสี่ยงกับภาวะเส้นเลือดสมองแตกง่ายขึ้น

7. ริดสีดวงอักเสบ

ในกรณีนี้ขอให้เว้นการออกกำลังแบบเวตเทรนนิ่งโดยเฉพาะถ้าต้องยกหนักแล้วเกร็งหน้าท้อง เพราะแรง “เบ่ง” นั้นจะส่งต่อไปดันให้ถุงริดสีดวงโป่งพองออกมาได้ ซึ่งคนที่เคยมีอาการริดสีดวงทวารหนัก เช่น มีเลือดออกเวลาถ่ายหนัก คลำพบติ่งเนื้อผลุบโผล่แถวทวารหนัก หรือชอบนั่งห้องน้ำนานแล้วมีริดสีดวง ควรต้องคอย “เซฟ” เอาไว้ให้ดีเวลาออกกำลังกาย ทั้งนี้เคยมีแพทย์พบคนไข้หนุ่มที่ยกเวตกับซิตอัพหนักมากจนจู่ๆ มีริดสีดวงเกิดขึ้นภายในสัปดาห์เดียว ดังนั้น อยากฝากให้คอยดูริด(ซี่)ไว้สักนิดเวลาออกกำลังก็จะดีมากเช่นกัน

8. ความดันสูงยังคุมไม่ได้

ในช่วงที่ความดันโลหิตพุ่งขึ้นสูงนั้นมีสองอวัยวะที่ได้รับผลกระทบ หนึ่งคือสมอง สองคือหัวใจ ซึ่งผู้ที่ออกกำลังหนักเกินไปจะทำให้หัวใจต้องทำงานหนักขึ้นกว่าเดิมและหลอดเลือดในสมองก็ต้องรับกับแรงดันมหาศาลที่ผ่านมาจากการปั๊มของหัวใจ ดังนั้นคนที่มีหลอดเลือดแข็งเปราะไม่ยืดหยุ่นนักมีสิทธิ์เกิด “อุบัติเหตุ (CVA)” วูบไปเพราะหลอดเลือดแตกหรือตีบในสมองฉับพลันได้

อย่างไรก็ตาม…หากจะถามถึง “หลัก” ให้เห็นเป็นภาพชัด ขอบอกไว้ว่าในแวดวงการออกกำลังและวิทยาศาสตร์การกีฬานั้นมีสิ่งที่ใช้นำมาพิจารณาในเรื่องการออกกำลังกายที่ต้องระวัง ซึ่งจะสังเกตเห็นว่า “ไม่ได้ห้ามขาด” เสมอไปทุกกรณี โดยมีปัจจัยที่ใช้พิจารณากันดังต่อไปนี้

  • ธรรมชาติของเนื้อเยื่อที่จะออกกำลัง (จุดของร่างกายที่ใช้ออกแรง)
  • ชนิดของการออกแรงที่ใช้ และภาระที่ต้องรับเพื่อออกแรง
  • ระดับความพร้อมของร่างกาย เป็นมือใหม่หรือออกมาสม่ำเสมอแล้ว
  • ประวัติการบาดเจ็บของร่างกายก่อนหน้านี้

ทั้งนี้การออกกำลังกายก็เป็นกิจกรรมที่ไม่ต่างกับการใช้ชีวิตอื่นๆ ซึ่งถ้ามี “ศิลปะ” ร่วมกับ “กาลเทศะ” แล้วมักจะดีไม่ค่อยมีสิ่งใดน่ากังวล สำหรับคนที่มีโรคประจำตัวหรือเพิ่งผ่าตัดมาแล้วเกรงว่าการออกกำลังกายจะกระทบ ขอแนะด้วยเทคนิคง่ายๆ ว่า “อย่าขาดยา” และคอยปรึกษาคุณหมอ “อย่าได้ขาด” เพื่อความไม่ประมาทถ้าออกไปแล้วรู้สึกเหนื่อยผิดปกติ หวิวๆ คล้ายจะเป็นลมหรือมีอาการอื่นที่ไม่เคยเป็นมาก่อน ขอให้หยุดพักไว้แล้วมาไล่ดูกันว่าเกิดจากอะไร

“ไม่ฝืนเป็นดีที่สุดครับ”

 

เรื่อง นพ.กฤษดา ศิรามพุช
ที่มา นิตยสาร Men’s Health Thailand ฉบับเดือนมีนาคม 2017

ติดตาม Men’sHealth Thailand ได้ที่นี่ …
Website : http://www.mhthailand.com/
Instagram : https://www.instagram.com/mhthailand/
Facebook : https://www.facebook.com/MensHealthThai/
Youtube : https://www.youtube.com/user/Menshealththailand/

 

 

0 3333

 

เรื่องที่เหมือนจะกลายเป็นเรื่องธรรมดาไปแล้วอย่างหนึ่งสำหรับผู้ชายเราก็คือ “การดื่มสังสรรค์” ไม่ว่าจะกับตัวเองหรือเพื่อนฝูงก็ตาม แต่เมื่อการดื่มนั้นเกี่ยวข้องกับกิจกรรมอื่น ซึ่งสำหรับกรณีในครั้งนี้ เราขอหยิบยกเรื่องการดื่มภายหลังออกกำลังกาย ก็กลายเป็นเรื่องที่น่ากังวลสำหรับนักดื่มที่รักสุขภาพเช่นกัน และข้อสงสัยหนึ่งที่หลายคนสงสัยก็คือ เมื่อดื่มเบียร์หรือแอลกอฮอล์หลังออกกำลังกายเสร็จแล้ว เบียร์จะส่งผลต่อร่างกาย โดยเฉพาะเรื่องการฟื้นตัวหรือไม่ วันนี้เรามีคำตอบมาเฉลยข้อสงสัยนี้แล้ว…

โดยสำหรับการดื่มหลังออกกำลังกายนั้น ต้องบอกเลยว่า แอลกอฮอล์ทำให้กล้ามเนื้อฟื้นตัวได้ช้าลงคือเรื่องจริง แต่คุณอาจจะรอดตัวจากเรื่องนี้ได้ เพราะเบียร์ 1 แก้วมีปริมาณแอลกอฮอล์ไม่สูงพอที่จะทำให้ฟื้นตัวช้า และถ้ายังไม่หายกังวลล่ะก็ ให้ดื่มโปรตีนเชคก่อนดื่มเบียร์ เพราะผลวิจัยชี้ว่าแค่ดื่มโปรตีนเชค (ซึ่งทำจากผงโปรตีนเวย์) หลังออกกำลังกาย 1 แก้ว และดื่มอีก 1 แก้วหลังจากนั้น 4 ชั่วโมง จะช่วยลดผลกระทบในแง่ลบของแอลกอฮอล์ได้

ดังนั้น หากคุณกังวลกับเรื่องนี้อยู่ ลองนำเทคนิคนี้ไปปรับใช้กันดูนะครับ และอย่าลืมว่า “ดื่มไม่ขับ” ปลอดภัยที่สุดนะครับ!

 

ติดตาม Men’sHealth Thailand ได้ที่นี่ …
Website : http://www.mhthailand.com/
Instagram : https://www.instagram.com/mhthailand/
Facebook : https://www.facebook.com/MensHealthThai/
Youtube : https://www.youtube.com/user/Menshealththailand/

 

 

 

เพราะ “แตงกวา” เป็นพืชผักใกล้ตัว แถมยังอุดมด้วยวิตามินซีที่ช่วยกระตุ้นการเผาผลาญไขมัน ดังนั้น วันนี้เรามาดูเมนูแตงกวา สำหรับงานเผาผลาญกันดีกว่า จะมีเมนูอะไรที่ช่วยเบิร์นให้ตลอดทั้งวันของเราบ้าง มาดูกันเลยแล้วกัน…
1. มื้อเช้า : สมูทตี้บลูเบอร์รี + แตงกวา

แค่โยนแตงกวา 1 ลูกที่หั่นเป็นชิ้นๆ บลูเบอร์รี 1 กำมือ สะระแหน่ 2-3 ใบ น้ำแข็งก้อนและโยเกิร์ตรสธรรมดา 350 กรัมลงเครื่องปั่น ก็ได้สมูทตี้ที่ช่วยเติมพลังหลังออกกำลังกายแบบรวดเร็วทันใจแล้วล่ะ แคลเซียมในโยเกิร์ตก็ช่วยเผาผลาญไขมันได้ดีเช่นกัน

2. มื้อเที่ยง : ขนมปังพิตาไส้เฟตาชีส

ผสมแตงกวาฝาน 1 ลูก กับเฟตาชีส 100 กรัม โยเกิร์ตรสธรรมดา 1 ช้อนโต๊ะ มะกอกดำ 100 กรัม สะระแหน่สด และเมล็ดธัญพืชรวมมิตร แล้วตักทั้งหมดสอดไส้ขนมปังพิตาโฮลวีตเป็นมื้อเที่ยงแบบเบาๆ เฟตาชีสยังอุดมด้วยวิตามินบี 2 ซึ่งจะทำให้คุณมีพลังงานสำหรับการออกกำลังกายครั้งต่อไปด้วย

3. มื้อเย็น : ซุปแตงกวารสจัดจ้าน

ขูดเม็ดแตงกวาออก ฝานเป็นแว่นๆ และเจียวนาน 2 นาที ใส่ต้นหอมซอย น้ำสต็อกไก่ 500 มิลลิลิตร และพริกป่นที่ช่วยเพิ่มอัตราการเผาผลาญตามลงไป เคี่ยวจนเดือด และตักเสิร์ฟพร้อมโยเกิร์ตกับสะระแหน่สด เมนูนี้น่าจะใช้เวลาไม่เกิน 5 นาที จึงเหมาะกับคอซุปเป็นอย่างยิ่ง

4. เครื่องเคียง : ซัทซิกิ

ขูดแตงกวาทั้งลูกให้เป็นฝอยหรือขูดเป็นชิ้นๆ แล้วผสมกับสะระแหน่ซอย 2 กำมือ กระเทียมบด 2 กลีบ และครีมเปรี้ยว กินเป็นเครื่องจิ้มหรือเครื่องเคียงที่กินคู่กับแซลมอนต้ม กระเทียมยังมาจากสารอัลลิซินซึ่งช่วยเผาผลาญไขมันเช่นกัน

อิ่มอร่อยดีต่อสุขภาพ แถมยังช่วยเผาผลาญไขมันในร่างกายด้วย ลองเสียหน่อยก็อร่อยดีนะ MH ของเเนะนำๆ

 

 

ติดตาม Men’sHealth Thailand ได้ที่นี่ …
Website : http://www.mhthailand.com/
Instagram : https://www.instagram.com/mhthailand/
Facebook : https://www.facebook.com/MensHealthThai/
Youtube : https://www.youtube.com/user/Menshealththailand/

 

 

0 771

 

น่าจะมีหลายคนรู้สรรพคุณของกัญชาในเรื่องช่วยทำให้เจริญอาหารกันบ้าง แต่ขณะเดียวกันก็ยังมีอีกหลายคนเช่นกันที่เกิดข้อสงสัยเกี่ยวกับเรื่องราวของยาจากกัญชา ซึ่งมีฤทธิ์ตรงข้ามกับสรรพคุณข้างต้น เมื่อมันสามารถช่วยลดความอ้วนได้ แค่ฟังเท่านี้ก็ดูจะขัดแย้งจนหลายคนที่อาจไม่เคยสงสัยอาจต้องฉุกคิดขึ้นมา เอาเป็นว่า วันนี้เราจะมาไขข้อสงสัยเกี่ยวกับยากัญชาลดความอ้วนที่ว่างนี้กันว่าเป็นอย่างไร…

สำหรับเรื่องที่ว่านี้ คงต้องบอกว่าไม่ใช่แค่เรื่องปากท้องเท่านั้นที่กัญชามีส่วนได้ส่วนเสีย เพราะโรคอื่น อาการอื่น กัญชาก็มีศักยภาพ แต่ไม่ใช่มาแบบก้อนเขียวๆ หั่นผสมบุหรี่หรือควันผ่านน้ำจากบ้องขวด PET ไทยประดิษฐ์ที่เห็นๆ กัน ทว่าต้องมาในรูปแบบยาเม็ด ยาพ่น สารสกัดมาตรฐาน หรือสารสังเคราะห์ จึงจะมั่นใจในประสิทธิภาพและความปลอดภัย รวมถึงไม่โดนตำรวจรวบไปด้วย

ความจริงแล้วกัญชาเป็นหนึ่งในพืชที่มวลมนุษย์ปลูกและใช้งานมาหลายพันปี ผ่านการศึกษาและคัดเลือกสายพันธุ์มาปรุโปร่ง แต่ปัจจุบันมียาที่ฝ่าฟันอุปสรรคด้านกฎหมายและภาพลักษณ์ติดลบมาวางขายอยู่ไม่กี่ตัว เช่น ภาวะเบื่ออาหารในคนไข้ติดเชื้อเอชไอวี หรือโรคหายากอย่างโรคปลอกประสาทเสื่อมแข็ง (Multiple Sclerosis) อีกตัวหนึ่งและน่าจะออกเพิ่มอีกในไม่กี่เดือนนี้คือรักษาโรคลมชัก ตามด้วยโรคอื่นๆ อีกที่วิจัยทางคลินิกกันอยู่

กลับมาที่ประเด็นกัญชาในครั้งนี้กันต่อ โดยปกติแล้วสารสำคัญในกัญชาจะออกฤทธิ์ทำให้เจริญอาหาร ทั้งยังมียาสังเคราะห์ที่อาศัยสารในกัญชาเป็นต้นแบบใช้กระตุ้นความอยากอาหารในคนไข้เอดส์ด้วย

ส่วนยาต้านโรคอ้วนจากกัญชานั้นถือเป็น “อดีต” ไปแล้ว เมื่อ 10 ปีก่อนหน้านี้มียาสังเคราะห์เลียนแบบโครงสร้างสารในกัญชาชื่อ ไรโมนาแบนต์ (Rimonabant) แต่ดีไซน์ตัวยาให้ออกฤทธิ์ตรงข้าม (Antagonist) แทน คือกดความอยากอาหาร ยาทำท่าจะขายดี ทว่า 2 ปีต่อมาต้องถอนทะเบียนเนื่องจากผลข้างเคียงร้ายแรงว่าด้วยโรคซึมเศร้าและความคิดฆ่าตัวตายอย่างที่หลายคนอาจเคยเห็นข่าวมานั่นเอง หวังว่าใครที่ยังสงสัยเกี่ยวกับเรื่องกัญชาลดความอ้วนได้จะทำความเข้าใจใหม่เกี่ยวกับความเข้าใจผิดนี้กันเนอะ 🙂

 

 

ติดตาม Men’sHealth Thailand ได้ที่นี่ …
Website : http://www.mhthailand.com/
Instagram : https://www.instagram.com/mhthailand/
Facebook : https://www.facebook.com/MensHealthThai/
Youtube : https://www.youtube.com/user/Menshealththailand/

 

 

0 8371

 

เพราะการเปลี่ยนแปลงรูปร่างสามารถเริ่มต้นได้ตั้งแต่ตู้เย็นที่บ้าน การหาซื้ออาหารที่ดีต่อรูปร่างมาสถิตไว้ในตู้เย็น จึงเป็นเหมือนการสร้างความเป็นสิริมงคลต่อสุขภาพของคุณอย่างหนึ่ง ดังนั้น วันนี้มาเลือกอาหารที่ดีต่อการเผาผลาญของคุณเลยแล้วกัน บอกเลยว่าหาซื้อไม่ยากอย่างที่คิด แถมอยู่ใกล้ตัวคุณจนคุณอาจแปลกใจเลยล่ะ จะมีอะไรบ้าง มาดูกันเลย!
1. ไก่ย่าง

คงเป็นเมนูโปรดของหลายคนอยู่แล้ว ดังนั้นคุณกินต่อไปได้ตามสบาย ไก่ย่างเป็นอะไรที่หาซื้อสะดวก โปรตีนสูง แค่หาผักมากินเป็นจานเคียงก็อิ่มไปได้หนึ่งมื้อแล้ว

2. ผักหั่น(สำเร็จรูป)

หาซื้อได้ตามซูเปอร์ฯ ทั่วไป ไม่ว่าจะซื้อมาในรูปของแพ็คสำเร็จรูปพร้อมประกอบอาหาร หรือจะนำมาจัดการเอง หั่นเอง ก็ให้คุณค่าอาหารไม่ต่างกัน ทั้งนี้อาจขึ้นอู่กับความสดใหม่ของผักนั้นๆ ด้วย ไม่ว่าจะเป็นแครอต หรือผักสดอื่นๆ ก็ตาม

3. ไส้กรอกกึ่งสุก

โปรตีนไขมันต่ำที่กินง่ายแสนง่าย แค่เอาไปอุ่นก็พร้อมอร่อยแล้ว

4. กรีกโยเกิร์ตรสธรรมชาติ หรือคีเฟอร์

เปิดตู้เย็นต้อนรับอาหารต่างด้าวพวกนี้เถอะ เพราะกรีกโยเกิร์ตมีโปรตีนมากกว่าโยเกิร์ตธรรมดาถึงสองเท่าและมีคาร์โบไฮเดรตพอๆ กัน จึงเป็นของว่างที่ดีมากหรือเอาไว้กินมื้อเช้าก็ดีเช่นกัน ส่วนคีเฟอร์หรือบัวหิมะธิเบตเป็นนมหมักที่มีเนื้อข้นกว่าครีมแต่เหลวกว่าโยเกิร์ต ถ้าเป็นรสธรรมชาติจะมีอัตราส่วนระหว่างโปรตีนต่อคาร์โบไฮเดรตอยู่ที่ 1:1 และมีโปรไบโอติกส์มากพอที่จะช่วยให้ระบบขับถ่ายทำงานได้ดี

5. แซลมอนรมควัน

อาหารพร้อมปรุงเช่นกัน แถมยังไม่มีคาร์โบไฮเดรต อุดมด้วยโปรตีนและไขมันที่ทำให้อิ่มท้อง การกินแซลมอนรมควันในช่วงระหว่างวันจะทำให้คุณได้เมนู “อาหารไดเอต” ที่แปลกใหม่ทีเดียวล่ะ

6. ชีสสติ๊ก

จัดเป็นโปรตีนสะดวกพกพาและมีปริมาณพอเหมาะสำหรับการบริโภค จะเป็นชีสเส้นอย่างมอสซาเรลลา ชีสโคลบีหรือสวิส ก็ควรมีติดตู้เย็นไว้ กินคู่กับผลไม้เป็นของว่างหรือจะหั่นฝอยแล้วโรยใส่สลัดกับไก่ย่างก็เข้าท่า

ถือเป็นอาหารช่วยเร่งการเผาผลาญที่หาง่ายเกินคาดเลยทีเดียว  สำหรับบางอย่างก็จัดว่าใกล้ตัว และไม่น่าเชื่อว่าจะมีประโยชน์ต่อระบบการเผาผลาญเพียงนี้ เอาเป็นว่าอาหารชนิดไหนยั้วยวนใจที่สุด เชิญแต่ละคนนำมาบริโภคเพื่อระบบเผาผลาญที่ดีของตัวเองได้เลยแล้วกัน เพียงอย่าลืมว่าควรบริโภคในปริมาณที่พอดีนะจ๊ะ!

เพิ่มเติมข้อมูลที่เกี่ยวข้องได้ที่…
– เผด็จศึกไขมันภายใน 21 วัน ด้วยแผนการกินอิ่มๆ 5 กฎง่ายๆ
– “กินไขมันขจัดไขมัน” เคล็ดลับหนามยอกเอาหนามบ่ง! ที่หลายคนไม่รู้

 

 

 

ติดตาม Men’sHealth Thailand ได้ที่นี่ …
Website : http://www.mhthailand.com/
Instagram : https://www.instagram.com/mhthailand/
Facebook : https://www.facebook.com/MensHealthThai/
Youtube : https://www.youtube.com/user/Menshealththailand/

 

 

 

สำหรับใครที่ไม่ซีเรียสกับเรื่องการกินนักนัก… ช็อกโกแลตผงราคาถูกก็ถือเป็นตัวเลือกความอร่อยที่ไม่ยุ่งยากหรือทำให้ลำบากกระเป๋าเงินเหมือนกัน แต่เมื่อพูดถึงรสชาติ ความเข้มข้น รวมถึงคุณประโยชน์ดีๆ แล้ว ช็อกโกแลตแท้ย่อมมีกว่าเป็นไหนๆ และหากใครมั่นใจว่าตัวเองเป็นคอโกโก้หรือช็อกโกแลตตัวจริงล่ะก็… ช็อกโกแลต 5 ยี่ห้อต่อไปนี้ คือ สิ่งที่คุณไม่ควรพลาดที่ฟิน !!

 

1. ดีต่อสุขภาพ…
Vosges La Parisienne Couture Cocoa

สำหรับแบรนด์นี้มาในรูปของดาร์คช็อกโกแลตก้อนที่มีด้วยความเข้มข้นของช็อกโกแลตสูงถึง 72% เพียงบิใส่ลงไปในน้ำร้อนแล้วคนให้ละลายก็จะได้ช็อกโกแลตร้อนรสชาตินุ่มละมุนลิ้น แถมความกลมกล่อมจากเมล็ดวานิลลาที่ผสมมาด้วย (สงวนราคาอยู่ที่ 15 ดอลลาร์ – vosgeschocolate.com)

ทริคการดื่มให้ฟินยิ่งขึ้น โดยการต้มช็อกโกแลตด้วยน้ำเปล่าแทนนม เพื่อให้ได้คุณประโยชน์จากเมล็ดโกโก้ด้วยการสกัดสารประกอบฟีนอลที่ช่วยต่อสู้กับเชื้อโรคออกมาได้ดีที่สุด เพราะผลการศึกษาจากสเปนในปี 2010 พบว่านมอาจไปขัดขวางการทำงานของกรดบางชนิดในกระเพาะที่ช่วยดูดซึมสารต้านอนุมูลอิสระจากโกโก้ได้ในระหว่างการย่อยนั่นเอง

 

2. เต็มอิ่มในรสชาติ…
Williams-Sonoma Peppermint Hot Chocolate

เจ้านี้เป็นช็อกโกแลตแบบเกล็ดที่มีกลิ่นมินต์ไม่ฉุนจัด เนื่องจากมีน้ำมันเปปเปอร์มินต์เป็นส่วนผสม นี่จึงถือเป็นช็อกโกแลตที่มีรสชาติแสนเย้ายวนจนสาวๆ อาจนึกอยากลงไปแช่เลยทีเดียวล่ะ (สงวนราคาอยู่ที่ 20 ดอลลาร์ – william-sonoma.com )

ทริคการดื่มให้ฟินยิ่งขึ้น เพิ่มความฟินยิ่งขึ้น ด้วยการตกแต่งแก้วด้วยแท่งอบเชยหรือแท่งลูกกวาดรสมินต์ แล้วโรยหน้าด้วยดาร์คช็อกโกแลตขูดฝอย ความหอมกรุ่นจากเครื่องเทศจะทำให้คุณผ่อนคลายแบบที่หาไม่ได้จากช็อกโกแลตทั่วไป

 

3. อร่อยแบบรักษ์โลก…
Lake Champlain Organic Fair Trade Hot Chocolate

ช็อกโกแลตจากรัฐเวอร์มอนต์ที่มีสูตรพิเศษผสมโกโก้ออร์แกนิกและน้ำตาลออร์แกนิก ซึ่งได้มาโดยผ่านกระบวนการซื้อขายที่เป็นธรรม (ช่วยเกษตรกร) จนเกิดเป็นช็อกโกแลตร้อนๆ รสชาติหอมมันที่ไม่หวานจนเกินไป แถมยังดีต่อสุขภาพคุณเอามากๆ เสียด้วยนี่สิ!! (สงวนราคาอยู่ที่ 10 ดอลลาร์ – lakechamplainchocolates.com)

 

4. จุดไฟในตัวคุณ
Jacques Torres Wicked Hot Chocolate

จัดเป็นช็อกโกแลตที่ทั้งเข้มข้น หอมมัน และมีรสเผ็ดแซมมาในตัว เพราะว่ามีพริกแอนโชและพริกชิโพตเลรมควันเป็นส่วนผสม แต่รสเผ็ดร้อนก็ถูกข่มให้เบาลงด้วยออลสไปซ์และอบเชย ถ้าคุณกำลังมองหาอะไรเผ็ดๆ เราขอแนะนำให้ลองยี่ห้อนี้เลยแล้วกัน (สงวนราคาอยู่ที่ 18 ดอลลาร์ – mrchocolate.com)

 

5. ส่วนผสมที่ลงตัว
Chuao Chocolatier Winter Hot Chocolate

ถ้าคุณชื่นชอบอาหารอินเดียและเป็นคอค็อกเทลผสมเครื่องเทศ คุณต้องชื่นชอบกลิ่นของอบเชย กระวาน กานพลูและขิง ที่ผสมกันอย่างลงตัวในช็อกโกแลตแก้วนี้ พกติดตัวไปเล่นกีฬาด้วย แล้วชงดื่มกับน้ำร้อนๆ ตอนพักเที่ยงจะช่วยฟื้นฟูกำลังได้ดีเชียวล่ะ (สงวนราคาอยู่ที่ 15 ดอลลาร์ – chuaochocolatier.com)

ทริคการดื่มให้ฟินยิ่งขึ้น ถ้าอยากเปลี่ยนช็อกโกแลตร้อนธรรมดาๆ ให้เป็นเหล้าสำหรับดื่มแก้หนาวล่ะก็… ลองเติมเหล้าหมักเครื่องเทศลงไปเล็กน้อย เช่น ดาร์ครัม B&B หรือ Drambuie แล้วคนให้เข้ากัน คุณก็จะค้นพบความคุ้นเคยที่คุณแสวงหาในแก้วช็อกโกแลตนี้แล้วล่ะ

สำหรับใครที่ดื่มด่ำกับความฟินราคาเบาๆ มาเนิ่นนาน ลองเปลี่ยนบรรยากาศมาเพิ่มความเป็นตัวจริงเรื่องช็อกโกแลตด้วย 5 ตัวเลือกที่เรานำเสนอต่อไปนี้ ใครจะรู้ว่าบางทีคุณอาจจะทำให้คุณค้นพบรสชาติช็อกโกแลตในแบบของคุณก็ได้ ไม่เชื่อ…คงต้องลองจัดมาเพื่อลิ้มลองแล้วล่ะ!!

 

เรื่อง Paul Kita / Men’s Health US แปลและเรียบเรียง limeiya

ติดตาม Men’sHealth Thailand ได้ที่นี่ …
Website : http://www.mhthailand.com/
Instagram : https://www.instagram.com/mhthailand/
Facebook : https://www.facebook.com/MensHealthThai/
Youtube : https://www.youtube.com/user/Menshealththailand/

 

 

 

เนื่องจากโครงการวิจัยสตรอว์เบอร์รีเป็นอีกหนึ่งโครงการหลวงเนื่องจากพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 เพื่อหาพืชมาทดแทนการปลูกฝิ่น และได้เริ่มดำเนินการมาระหว่างปี พ.ศ. 2517-2522 โดยได้รับทุนวิจัยจากทางฝ่ายงานวิจัยกระทรวงเกษตร ประเทศสหรัฐอเมริกา (Agricultural Research ของ USDA) ให้นำสตรอว์เบอร์รีพันธุ์ต่างๆ เข้ามามากมาย เพื่อทดลองปลูกตามสถานีทดลองเกษตร ในระดับความสูงที่ต่างกัน รวมทั้งศึกษาเรื่องของโรคพืช แมลง การจัดการภายหลังเก็บเกี่ยว การบรรจุหีบห่อ ตลอดจนทางด้านการตลาด และส่งเสริมสู่เกษตรกรในจังหวัดเชียงใหม่และเชียงราย

ซึ่งนับตั้งแต่เริ่มนำพันธุ์สตรอว์เบอร์รีจากต่างประเทศเข้ามาทดลองปลูก ปรากฏว่าพันธุ์ที่สามารถปรับตัวเข้ากับสภาพแวดล้อมในจังหวัดเชียงใหม่และเชียงรายได้มากกว่าพันธุ์อื่นๆ ได้แก่ พันธุ์พระราชทาน 13 (Cambridge Favorite) พันธุ์พระราชทาน 16 (Tioga) ซึ่งสามารถปรับตัวได้ดีทั้งพื้นที่ปลูกบนภูเขาสูงระดับ 1,200 เมตร และพื้นที่ราบของทั้งสองจังหวัด รวมถึงพันธุ์พระราชทาน 20 (Sequoia) โดยในปัจจุบันพันธุ์สตรอว์เบอร์รีที่ปลูกเพื่อเป็นการค้าส่วนใหญ่ของประเทศ ได้แก่ พันธุ์พระราชทาน 16, 50, 70, 72 รวมถึง 80 และนี่คือเหล่าสายพันธุ์สตรอว์เบอร์รี่พระราชทานและสายพันธุ์อื่นๆ ที่ยังเป็นที่นิยมในไทยตอนนี้ จะมีอะไรบ้างนั้น มาทำความรู้จักกันเลย…

1. พันธุ์พระราชทาน 16

ชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Fragaria ananassa Duch. เป็นพันธุ์ค่อนข้างเบา ผสมพันธุ์ที่สหรัฐอเมริกา และใช้เป็นพันธุ์การค้าระหว่างปี พ.ศ. 2507-2527 พันธุ์นี้แม้จะปรับตัวได้ดีในสภาพแวดล้อมเกือบทั่วโลก แต่จะให้ผลผลิตในช่วงที่สั้นมาก ผลมีขนาดใหญ่ แต่ก็ผันแปรไปตามสภาพอากาศ เนื้อผลสีแดงจางถึงแดง เมล็ดสีเหลือง รสชาติออกเปรี้ยว ขั้วของผลหลุดง่าย และค่อนข้างแข็ง จึงหมาะสำหรับการผลิตเพื่ออุตสาหกรรมแปรรูปมากกว่าการกินผลสด

พันธุ์พระราชทาน 16
2. พันธุ์พระราชทาน 50

ชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Fragaria ananassa Duch. เป็นพันธุ์ที่เกิดจากการผสมในสหรัฐอเมริกา แล้วนำเข้ามาคัดเลือกพันธุ์โดยการผสมตัวเองตั้งแต่ปี พ.ศ. 2536 เป็นพันธุ์ที่ชอบอากาศเย็นไม่มากนัก (15-28 องศาเซลเซียส) ผลมีคุณภาพดี โดยเฉพาะใกล้สุกเต็มที่ ขนาดผลปานกลางถึงใหญ่ ผิวสีแดงถึงแดงเข้ม เนื้อสีแดงถึงแดงเข้ม แกนแน่นถึงกลวง รสชาติหวานและมีกลิ่นหอม ผลค่อนข้างแข็ง ชื่อพันธุ์นี้ได้รับพระราชทานเมื่อปี พ.ศ. 2539 ซึ่งเป็นปีฉลองสิริราชสมบัติครบ 50 ปี ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9

พันธุ์พระราชทาน 50
3. พันธุ์พระราชทาน 70

ชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Fragaria ananassa Duch. เป็นพันธุ์จากประเทศญี่ปุ่นชื่อ Toyonoka นำมาทดลองปลูกที่สถานีวิจัยโครงการหลวงอินทนนท์ ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2529 เป็นพันธุ์เบาและให้ผลผลิตค่อนข้างสูง ผลมีขนาดใหญ่ รูปร่างเป็นทรงกลมหรือทรงกรวย สีแดงสดแต่ไม่สม่ำเสมอ มีกลิ่นหอม ฉ่ำ และรสชาติหวาน เนื้อและผิวแข็ง สะดวกต่อการขนส่งและเก็บรักษา เป็นพันธุ์พระราชทานตรงกับปี พ.ศ. 2540 ครั้งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 ทรงมีพระชนมพรรษาครบ 70 พรรษา

พันธุ์พระราชทาน 70
4. พันธุ์พระราชทาน 72

ชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Fragaria ananassa Duch. เป็นพันธุ์จากประเทศญี่ปุ่นชื่อ Tochiotome นำมาปลูกทดสอบครั้งแรกในแปลงทดลองของสถานีวิจัยดอยปุย (มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์) จังหวัดเชียงใหม่ และต่อมาได้ทดลองปลูกที่สถานีเกษตรหลวงอ่างขาง อำเภอฝาง จังหวัดเชียงใหม่ ในปี พ.ศ. 2543-2544 ผลมีขนาดค่อนข้างใหญ่ถึงใหญ่มาก ผลหนึ่งมีน้ำหนักเฉลี่ยเกือบ 14 กรัม เนื้อผลภายในมีสีขาว เมื่อสุกเต็มที่ผิวจะมีสีแดงถึงสีแดงจัด ลักษณะของเนื้อแน่นกว่าพันธุ์พระราชทาน 70 แต่หวานน้อยกว่า และมีกลิ่นหอม เป็นพันธุ์พระราชทานปี พ.ศ. 2542 ครั้งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 ทรงมีพระชนมพรรษาครบ 72 พรรษา

พันธุ์ Tochiotome
5. พันธุ์พระราชทาน 60

ชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Fragaria ananassa Duch. เป็นสตรอว์เบอร์รีลูกผสมสายพันธุ์แรกที่เกิดขึ้นในประเทศไทยอย่างเป็นทางการ โดยทางกรมวิชาการเกษตรได้ออกหนังสือรับรองพันธุ์พืชขึ้นทะเบียนตามพระราชบัญญัติพันธุ์พืช พ.ศ. 2518 (ร.พ. 2) เลขที่ 276/2549 ลงวันที่ 16 กันยายน พ.ศ. 2549 ผลมีขนาดใหญ่ รูปทรงกรวยคล้ายหัวใจ (Conic) ถึงทรงกลมปลายแหลม (Globose Conic) น้ำหนักผลเฉลี่ย 10-15 กรัม รสชาติหวาน เนื้อในผลสีแดงสด ผิวแดงจัดเป็นเงามัน กลิ่นหอม ให้ผลผลิตต่อต้นค่อนข้างสูง เป็นพันธุ์พระราชทานในวโรกาสที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชทรงครองสิริราชสมบัติครบ 60 ปี เมื่อวันที่ 9 มิถุนายน 2549

พันธุ์พระราชทาน 60
6. พันธุ์พระราชทาน 80

ชื่อวิทยาศาสตร์ Fragaria ananassa Duch. พันธุ์นี้ได้รับการคัดเลือกครั้งแรกในฤดูกาลผลิตปี พ.ศ. 2545 โดยการนำเมล็ดพันธุ์ลูกผสมจากประเทศญี่ปุ่นเข้ามาเพาะและปลูกทดสอบที่แปลงทดลองของสถานีวิจัยดอยปุย อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ และได้ปลูกทดสอบในพื้นที่แปลงทดลองของสถานีเกษตรหลวงอ่างขาง อำเภอฝาง จังหวัดเชียงใหม่ ในปี พ.ศ. 2547 ถือเป็นพันธุ์ที่ได้รับความสนใจมาก เนื่องจากเป็นสตรอว์เบอร์รีสายพันธุ์ใหม่ที่ทีมวิจัยเพิ่งประสบผลสำเร็จ และได้ส่งเสริมให้เกษตรกรปลูกในปี พ.ศ. 2550 หลังจากใช้เวลาทำการวิจัยมายาวนานถึงหกปีเต็ม

จุดเด่นอยู่ที่ลำต้นใหญ่ แข็งแรง ให้ผลดก มีขนาดใหญ่ น้ำหนักผลเฉลี่ย 30-35 กรัม รูปร่างของผลสวยงาม (Berry Shape) เนื้อผลสีแดงสดใส รสชาติดีมาก หวานและมีกลิ่นหอม ส่วนที่มาของชื่อพันธุ์นี้ก็เพื่อเป็นการเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 เนื่องในโอกาสทรงเจริญพระชนมพรรษา 80 พรรษา

พันธุ์พระราชทาน 80
7. สายพันธุ์ใหม่ “พันธุ์พระราชทาน 88”   

ล่าสุดมูลนิธิโครงการหลวงพร้อมส่งสตรอว์เบอร์รีสายพันธุ์ใหม่ “พันธุ์พระราชทาน 88” โดยสตรอว์เบอร์รีพันธุ์นี้เป็นลูกผสมระหว่างพันธุ์พระราชทาน 80 กับพันธุ์พระราชทาน 60 ซึ่งวิจัยและพัฒนาสายพันธุ์กันมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2550 และได้รับพระราชทานนามจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 เพื่อเฉลิมพระเกียรติในโอกาสเฉลิมพระชนมพรรษา 88 พรรษา

ปัจจุบันอยู่ระหว่างขอขึ้นทะเบียนกับกรมวิชาการเกษตร จุดเด่นของพันธุ์พระราชทาน 88 อยู่ที่ขนาดของผลค่อนข้างสม่ำเสมอ สีส้มแดงถึงแดงสด เนื้อละเอียดแน่น สีแดงสลับขาว หวานกว่าสายพันธุ์อื่น แทบไม่มีรสเปรี้ยวติดเลย แถมยังกลิ่นหอมโดดเด่นกว่าทุกสายพันธุ์ สัมผัสแรกหลังลิ้มรสคือเนื้อสตรอว์เบอร์รีแทบละลายในปากกันเลย งานนี้หวังส่งมาตีตลาดพรีเมียม เข้าท้าชิงกับสตรอว์เบอร์รีเกาหลีลูกโตราคาแพงที่กำลังฮิตอยู่ตอนนี้

พันธุ์พระราชทาน 88 (ที่มาภาพ – www.thairath.co.th)
8. พันธุ์ 329

เป็นพันธุ์ที่กรมส่งเสริมการเกษตรโดยนายปราโมทย์ รักษาราษฎร์ อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร ได้นำเข้าจากอิสราเอล มาปลูกทดสอบที่ตำบลโป่งแยง อำเภอแม่ริม จังหวัดเชียงใหม่ ในปี 2540 ผิวผลมีสีแดงสดมัน ลักษณะค่อนข้างกรอบ มีกลิ่นหอม รสชาติค่อนข้างหวานเมื่อสุกแก่เต็มที่ สามารถเก็บไว้ได้นาน เหมาะแก่การขนส่ง

พันธุ์ 329
9. สตรอว์เบอร์รีดอย

ชื่อสามัญคือ Wild Strawberry, Mountain Strawberry, Hillside Strawberry ชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Fragaria Vesca จัดอยู่ในประเภท The Wood Strawberry หรืออัลไพน์สตรอว์เบอร์รี ให้ผลผลิตค่อนข้างสูง ผลมีขนาดค่อนข้างเล็ก มีกลิ่นหอมมาก รูปทรงกรวยยาว น้ำหนักต่อผลเฉลี่ย 2-3 กรัม ในปริมาณ 100 กรัม มีจำนวนผล 94 ผล

สตรอว์เบอร์รีดอย
10. พันธุ์ Mara Des Bois

พันธุ์นี้เกิดขึ้นที่ฝรั่งเศสตั้งแต่ศตวรรษที่ 18 แต่มาเป็นที่นิยมกันอย่างมากในปี พ.ศ. 2533 ให้ผลผลิตเร็ว ผลมีขนาดเล็กถึงปานกลาง สีแดง-ส้ม รสชาติหวาน และมีกลิ่นหอม

พันธุ์ Mara Des Bois

 

 

ติดตาม Men’sHealth Thailand ได้ที่นี่ …
Website : http://www.mhthailand.com/
Instagram : https://www.instagram.com/mhthailand/
Facebook : https://www.facebook.com/MensHealthThai/
Youtube : https://www.youtube.com/user/Menshealththailand/

 

 

Top Five Articles

0 138099
เผยเทคนิกพิฆาตชั้นไขมันและปั้นซิกแพ็คสำหรับแข่งของโรนัลโด ด้วยโปรแกรมสร้างมัดกล้ามแบบเร่งด่วนใน 28 วัน จะต้องใช้ความถึกขนาดไหน มาดูกัน!!