Tags Posts tagged with "สุขภาพ"

สุขภาพ

การจะลดความอ้วนได้ นอกจากการลงมือปฏิบัติด้วยใจที่มั่นคงแล้ว ความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้องก็เป็นสิ่งสำคัญเหมือนกัน เรียกได้ว่าเป็นเหมือนแผนที่บอกทางก็ว่าได้ เพราะถ้าแผนที่ผิดก็เป็นอันจบกันเลยทีเดียว ดังนั้นเพื่อไม่ให้ความเชื่อผิดๆ ทำให้คุณเสียเวลากับการไอเดตโดยไม่บังเกิดผล วันนี้เราจึงขอนำ 3 ความเชื่อผิดๆ มาให้คุณเลิกหลงผิดเดินผิดทิศเสียที…

1. ดื่มแต่น้ำอัดลมไดเอต

ใครว่าเปลี่ยนจากการดื่มน้ำอัดลมธรรมดามาดื่มแบบไดเอตจะช่วยให้คุณไม่ต้องเผชิญความอ้วนจากน้ำตาลปริมาณมากในน้ำอัดลมแบบทั่วไปได้ ตรงกันข้าม… คุณอาจคิดผิด เมื่อผลการศึกษาจากมหาวิทยาลัยนอร์ทแคโรไลนาพบว่า คนที่ดื่มน้ำอัดลมแบบไดเอต จะกินของหวานและขนมปังมากกว่าคนดื่มน้ำอัดลมแบบธรรมดาด้วยซ้ำ โดย ดร.แบร์รี่ ปอปคิน ผู้เขียนผลการศึกษาดังกล่าวให้เหตุผลว่าอาจเป็นเพราะน้ำตาลเทียมทำให้อยากน้ำตาลมากขึ้นนั่นเอง

2. พยายามมากเกินไป

เพราะความเข้มงวดในการไดเอต อาจสร้างความกดดันจนเป็นบ่อนทำลายความตั้งใจที่จะลดน้ำหนักต่อๆ ไป ดังเช่นผลการศึกษาจากวารสาร Appetite ที่กล่าวไว้ ดังนั้นเพื่อเป็นการทำให้โปรแกรมลดน้ำหนักของคุณไม่ล่มก่อนถึงเป้าหมาย เอเดรียน มิวเล ผู้ทำการศึกษาเรื่องนี้จึงแนะนำว่า เราควรรู้จักยืดหยุ่นบ้าง และดูแลไม่ให้เกิดความหย่อนยานเกินไปด้วย

3. มองโลกในแง่ดีเกินไป

อย่าพึ่งมองโลกในแง่ดี เอาแต่คิดเข้าข้างตัวเองว่าสิ่งที่คุณทำลงไปสามารถช่วยเบิร์นได้หลายร้อยแคลอรี่ เพราะความคิดดังกล่าวทำให้โปรแกรมลดน้ำหนักของใครหลายคนเป็นแค่ฝันกลางวันมาหลายรายแล้ว ดังเช่นผลการศึกษาใน Journal of Sports Medicine and Physical Finess กล่าวไว้ ดังนั้นทางที่ดี เราจึงควรสนใจแต่ตัวเลขแคลอรีที่ลดลงจริง ไม่ใช่มโนตัวเลขเกินจริงแทน

ทั้งนี้นอกจากความเชื่อผิดๆ ที่หลายคนเข้าใจว่าช่วยลดความอ้วนได้แล้ว ผลการศึกษาจาก American Journal of Clinical Nutrition  ยังรายงานอีกว่า การนอนไม่พอ เช่นการนอน 4 ชม. ติดต่อกัน 5 วัน  ยังทำให้คุณกินของมันเพิ่มขึ้น หรือก็คือเป็นสาเหตุให้อ้วนมากขึ้นกว่าคนที่นอน 9 ชม. ต่อวัน เพราะสมองส่วนที่ควบคุมการตอบสนองต่อการได้รับรางวัลลัดวงจร จนอาจทำให้เรากินมากขึ้นกว่าเดิมถึง 300 แคลอรีเลยทีเดียว ทราบแบบนี้แล้ว อย่าลืมเปลี่ยนพฤติกรรมเสี่ยงเหล่านี้ให้ถูกต้องกันด้วยนะครับ 😉

 

ที่มา นิตยสาร Men’s Health Thiland ฉบับเดือนมีนาคม 2012

ติดตาม Men’sHealth Thailand ได้ที่นี่ …
Website : www.mhthailand.com/
Instagram : www.instagram.com/mhthailand/
Facebook : www.facebook.com/MensHealthThai/
Youtube : www.youtube.com/user/Menshealththailand/

 

 

0 2094
บนพื้นที่กว่า 2 ตารางเมตรของผิวหนังทั่วร่างกายเรา ล้วนอัดแน่นด้วยหน่วยรับความรู้สึกจากการสัมผัส ซึ่งในทางจิตวิทยามีการศึกษาและตีความจนเกิดเป็นข้อมูลน่าสนใจที่เรียกว่า “ศาสตร์แห่งการสัมผัส”

จากการศึกษาที่ได้ตีพิมพ์ในวารสาร Psychological Science และในการศึกษาของฝรั่งเศสพบว่า สาวที่ถูกแตะแขนมีแนวโน้นให้เบอร์โทรศัพท์มากกว่าสาวที่ไม่ถูกแตะแขน เนื่องจากการสัมผัสที่ให้ความรู้สึกแง่บวกจะกระตุ้นการหลั่งสารเอนดอร์ฟิน ซึ่งหากจะให้เปรียบก็คงเหมือน “ฝิ่น” ที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติในร่างกายของเรานั่นเอง ดังนั้นวันนี้เรามาเรียนรู้จุดยุทธศาสตร์ต่างๆ ที่สามารถสื่อความรู้สึกโดยการสัมผัส แบบที่ไม่ต้องใช้คำพูด เธอเองก็รับรู้ได้กัน…

1.  ต้นขา = ความมั่นใจ

การสัมผัสบรอเวณต้นขาเหนือเขาเป็นการสื่อถึงการให้ความมั่นใจ โดยคุณเองก็สามารถก็นำไปประยุกต์ได้กับคนที่คุณรักหากเธอกำลังรู้สึกแย่กับตัวเอง ทั้งนี้การสัมผัสดังกล่าว ควรเป็นการลูบที่กระชับและนุ่มนวล ในพื้นที่ 1-2 นิ้วเท่านั้น

2. ปลายนิ้ว = ความเร่าร้อน

ใครจะเชื่อว่าเพียงปลายนิ้วเล็กๆ ก็สามารถรับรู้ถึงการสื่อความรู้สึกได้ถึง 3,000 หน่วย ดังนั้นแค่คุณลูบคลำแค่ปลายนิ้วเดียวของเธอ เธอก็เกิดอาการเร่าร้อนได้พอดู ยิ่งเธอลูบคลำนิ้วคุณกลับมาด้วยล่ะก็… ยิ่งแปลว่าผ่านฉลุย แต่หากปฏิกิริยาของเธอตรงกันข้ามล่ะก็… คุณก็ควรหยุดการกระทำเช่นนั้น

3. ข้อมือ = ความสนใจ

การโชว์ข้อมือก็เป็นการสื่อความรู้สึกเป็นนัยได้เหมือนกัน เพราะหากการสนทนา เธอเผลอหงายข้อมือขึ้นมาล่ะก็ อาจเป็นการแสดงถึงความสนใจคุณโดยไม่รู้ตัว เวลานี้เอง คุณอาจถือโอกาสแตะข้อมือเธอเบาๆ ระหว่างพูดคุยกันต่อก็ได้ ตรงกันข้าม… แต่หากเธอกำมือ หรือคว่ำมือในลักษณะหันข้อมือเข้าหาคุณ คุณก็ควรได้เวลาล่าถอยแล้วล่ะ

4. หลัง = ความเป็นผู้นำ

การแตะหลังอย่างถูกวิธีจะเป็นการสื่อถึงความเป็นผู้นำในตัวคุณ ซึ่งเป็นสิ่งที่สาวๆ มองว่ามีเสน่ห์ แต่หากคุณปฏิบัติไม่ชัดเจน ไม่เหมาะทั้งเวลาและสถานที่ การส่งสัญญาณนี้ ก็อาจก่อความตระหนกต่อผู้ถูกสัมผัสได้ ทางที่ดีควรสัมผัสในช่วงที่เธอรู้สึกผ่อนคลาย โดยการใช้มือแตะที่บั้นเอวราว 2-3 วินาที ที่สำคัญคือไม่ควรทำให้เหมือนเป็นฝ่ายรุกเกินไปด้วย

5. ปลายแขน = รุก

จุดนี้มักถูกมองข้ามว่าเป็นการส่งสัญญาณอย่างหนึ่ง เพราะไม่มีใครเฉลียวใจว่าจะเป็นการรุกรานได้ แต่จากการวิจัยพบว่า การแตะปลายแขนส่วนนี้ สามารถสร้างความรู้สึกเชิงบวกได้เพิ่มขึ้นถึง 23% ดังนั้นการชวนใครดูอะไรสักอย่าง โดยการแตะแขน จึงอาจเป็นการเรียกคะแนนความสนใจให้กับตัวคุณแบบง่ายๆ ก็ได้ แถมเจ้าตัวยังไม่รู้ตัวอีกต่างหากนี่แหละ

6. บ่า = ความเชื่อใจ

การแตะบ่าเป็นการสื่อความหมายจากจิตใต้สำนึกถึงความเชื่อถือและความไว้วางใจ ซึ่งมักใช้ในการให้กำลังใจแก่กัน โดยหากคุณลองแตะไหลเธอเบาๆ แล้วเธอเอนเข้าหาคุณ นั่นอาจหมายถึงเธอรับรู้ถึงความรู้สึกของคุณแล้วก็ได้

7. คอ = เร้าอารมณ์

จุดชีพจรนี้ ถือได้ว่าเป็นโซนเสียวที่สุดก็ว่าได้ การกระซิบที่ข้างหูในที่สาธารณะหรือการไล้นิ้วไปตามซีกซ้ายที่ลำคอเธอ อาจเป็นการทำให้คุณทั้งสองแนบแน่นมากขึ้นในสถานที่ต่อไปของพวกคุณก็เป็นได้

8. หน้าอก = รุกไปอีกขั้น

เราไม่ได้กำลังบอกให้คุณไปลวนลามสาวๆ หรือเป็นฝ่ายรุกที่เสี่ยงคุกขนาดนั้น แต่การจะกระทำได้เช่นนี้ จำเป็นต้องมีพื้นฐานความสัมพันธ์ที่สนิทสนมระดับหนึ่ง วิธีที่ไม่น่าเกลียดสามารถทำได้ โดยการโอบกอดจากด้านหลัง และวางมือในบริเวณไหล่หรือด้านข้างของหน้าอกเธอ แน่นอนว่าหากเธอรู้สึกผ่อนคลายย่อมเป็นการส่งสัญญาณที่ดี แต่ถ้าเธอตัวแข็งเกร็งขึ้นมา คุณก็ควรรีบคลายอ้อมกอดนั้นแล้วล่ะ

หากไม่รู้จะพูดอย่างไรให้เธอรู้สึกดี ลองใช้ภาษาการสัมผัสเป็นการสื่อความจากใจถึงใจโดยตรงก็น่าสนใจไปอีกแบบ แต่อย่าลืมว่าสาวๆ หลายคนไม่ชอบหนุ่มๆ ขี้แต๊ะอั๋ง ดังนั้นเลือกจังหวะและเวลาให้เหมาะสม ที่สำคัญคือควรกระทำบนพื้นฐานของ “การให้เกียรติ” เราเองถึงจะเรียกว่าเป็น “สุภาพบุรุษ” อย่างเต็มตัวนะครับ 🙂

 

ที่มา นิตสาร Men’s Health Thailand ฉบับเดือนธันวาคม 2012

ติดตาม Men’sHealth Thailand ได้ที่นี่ …
Website : http://www.mhthailand.com/
Instagram : https://www.instagram.com/mhthailand/
Facebook : https://www.facebook.com/MensHealthThai/
Youtube : https://www.youtube.com/user/Menshealththailand/

 

 

0 2815

 

หากดวงตาเป็นหน้าต่างของหัวใจ ใบหน้าก็เป็นเหมือนหน้าหนังสือบอกเล่าเรื่องราวในชีวิตไม่ต่างกัน ไม่เชื่อลองอดนอนสักคืนสองคืนดูสิ รับรองเช้ามาได้มีคนทักคุณแน่ว่าอดนอนมาหรือไง แต่หากหน้าตาของคุณบ่งบอกเรื่องราวในชีวิตมากกว่าจำนวนตัวเลขของอายุจริง อันเนื่องมาจากการละเลยที่จะดูแลรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ ในส่วนของดวงตา ผิวพรรณ ผม ฟัน และส่วนอื่นๆ ลองหันกลับมาดูแลตัวเองด้วยเทคนิคชะลอวัยต่อไปนี้ เพื่อกำจัดความร่วงโรยและดึงความสดชื่นกลับมาอีกครั้ง ด้วยเวลาอันสั้นกัน !

1. ถุงใต้ตา

ราเชล พริตซ์เกอร์ แพทย์โรคผิวหนังในชิคาโก บอกว่า คุณควรจะแก้ปัญหารอยคล้ำและถุงใต้ตาโดยเลือกครีมบำรุงผิวรอบดวงตาซึ่งมีส่วนผสมของเปปไทด์ (ช่วยปกป้องและฟื้นสภาพผิว) และคาเฟอีน (ทำให้ผิวกระชับ) ดร.พริตซ์เกอร์ยังบอกด้วยว่าคุณควรจะเก็บครีมไว้ในตู้เย็นและทาแบบเย็นๆ หรือใช้วิธีประคบเย็นซึ่งช่วยแก้ปัญหาถุงใต้ตาได้ทันที

2. เซลล์ผิวที่ตาย

คุณควรจะเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ล้างหน้าแบบสครับยี่ห้อที่มีส่วนผสมของหินภูเขาไฟ เพราะถึงจะหยาบแต่อนุภาคของลาวาก็มีขนาดเล็กและอ่อนโยนกว่าเปลือกวอลนัตหรือเมล็ดแอปริคอต ขณะที่ว่านหางจระเข้และน้ำมะพร้าวจะช่วยเพิ่มความชุ่มชื้น จูลี แรธ ที่ปรึกษาด้านสไตล์การแต่งตัวของผู้ชาย เสริมว่าคุณควรจะใส่เสื้อสีอ่อนๆ ซึ่งจะช่วยขับผิวให้ยิ่งดูหน้าใสขึ้น

3. นัยน์ตาแดง

อาการตาแห้งจากการอดนอนอาจเป็นสาเหตุของการอักเสบที่ทำให้หลอดเลือดขยายตัว เดนนิส เชง ผู้เชี่ยวชาญด้านการวัดสายตาและประกอบแว่นในนิวยอร์กซิตี้ แนะว่าคุณควรจะเพิ่มความชุ่มชื้นให้กับดวงตาโดยใช้ยาหยอดตาวันละ 2-3 ครั้ง แต่ควรเลี่ยงยาที่มีส่วนผสมของเตตราไฮโดรโซลีน เพราะแม้จะดีขึ้นแต่ก็ไม่ได้ช่วยแก้สาเหตุของอาการนัยน์ตาแดง

4. ผมยุ่ง

คุณควรจะทำให้ผมหายยุ่งโดยใช้ครีมหรือแวกซ์แต่งผม จัดการถอนขนหู (ถ้ามี) ตลอดจนเล็มขนจมูกกับขนคิ้ว โดยใช้กรรไกรเล็กๆ ที่มีปลายโค้งมน ซึ่งในส่วนของการเล็มขนคิ้วนั้น ให้คุณหวีเสยขึ้นไปและเล็มส่วนที่ยาวเกินโค้งคิ้วทิ้ง นอกจากนี้คุณก็ควรจะโกนหนวดเคราที่คอด้วย ใบหน้าจะได้ดูสะอาดสะอ้านขึ้น

5. ฟันเหลือง

ถ้าอยากยิ้มอวดฟันขาว คุณควรจะใช้อุปกรณ์ฟอกฟันขาวหรือเจลฟอกสีฟัน ซึ่งใช้เวลาครั้งละ 10-20 นาที หรือถ้าไม่อยากทำเองจะไปพึ่งทันตแพทย์ก็ได้ และพอฟันขาวอย่างที่ต้องการแล้ว คุณก็ควรจะยิ้มบ่อยๆ ด้วย เพราะผลวิจัยของมหาวิทยาลัยเพนซิลเวเนียชี้ว่ารอยยิ้มที่แสดงถึงความจริงใจอาจทำให้คุณยิ่งดูเป็นผู้ชายสมบูรณ์แบบ

อยากเป็นหนุ่มสมบูรณ์แบบตัวจริง นอกจากจะดูแลภาพลักษณ์ภายนอกแล้ว อย่าลืมดูแลสุขภาพภายในและขัดเกลาจิตใจให้หล่อสมวัยด้วยนะครับ 😉

 

 

เรื่อง Sandra Nygaard / Men’s Healh US แปลและเรียบเรียง Dragon Booster

ติดตาม Men’sHealth Thailand ได้ที่นี่ …
Website : http://www.mhthailand.com/
Instagram : https://www.instagram.com/mhthailand/
Facebook : https://www.facebook.com/MensHealthThai/
Youtube : https://www.youtube.com/user/Menshealththailand/

 

 

0 18899

 

ในยุคที่ผู้คนให้ความสนใจเรื่องสุขภาพและเห็นความสำคัญของการออกกำลังกายและเล่นกีฬาเป็นอย่างมาก กิจกรรมเหล่านี้เป็นพฤติกรรมที่เสริมสร้างสุขภาพที่ดี ช่วยให้ร่างกายแข็งแรงขึ้น แต่ถ้าเราทำสิ่งที่ดี ในปริมาณที่ไม่พอดี วิธีการไม่ถูกต้อง หรือมีปัจจัยลบบางอย่าง ก็อาจทำให้เกิดผลเสียต่อร่างกายได้ ในฉบับนี้ผมจะพูดถึงภาวะกล้ามเนื้อสลายจากการออกกำลังกาย และในรายที่รุนแรงก็อาจเป็นอันตรายจนทำให้เกิดภาวะไตวายเฉียบพลันได้ 

ภาวะกล้ามเนื้อสลาย

มีศัพทืทางการแพทย์ว่า “Rhabdomyolysis” หมายถึงการสลายตัวของกล้ามเนื้อลาย ซึ่งเป็นชนิดของเส้นใยกล้ามเนื้อที่เป็นกลุ่มโครงสร้างภายนอกของร่างกาย ไม่ว่าจะเป็นกล้ามเนื้อแขน ขา หน้าท้อง หรือหลัง การสลายตัวของกล้ามเนื้อเกิดได้จากหลายสาเหตุครับ ทั้งสาเหตุทางกายภาพและการเจ็บป่วย เช่น อุบัติเหตุที่กล้ามเนื้อถูกบีบอัดอย่างรุนแรง อุบัติเหตุจากไฟช็อต การติดเชื้อ ผลข้างเคียงจากการใช้ยาบางชนิด แต่สาเหตุสำคัญที่จะเน้นในคอลัมน์นี้คือภาวะกล้ามเนื้อสลายจากการออกกำลังกาย (Exertional Rhabdomyolysis)

การออกกำลังกายที่ไม่เหมาะสมกับสภาพความพร้อมของร่างกาย ในสภาพแวดล้อมที่ไม่เหมาะสม ยกตัวอย่างเช่น…

1. ออกกำลังกายหนักมากเกินไป เช่น การยกเวตที่มีน้ำหนักมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเล่นเวตในท่าที่กล้ามเนื้อทำงานแบบเพิ่มความยาว (Eccentric Contraction) เช่น ท่าสควอต ซึ่งกล้ามเนื้อต้นขาจะทำงานตลอด โดยตอนที่ย่อเข่ากล้ามเนื้อต้นขาด้านหน้าจะทำงานแบบเพิ่มความยาว ขณะที่ตอนเหยียดเข่าดันตัวขึ้นจะเป็นการทำงานแบบลดความยาว (Concentric Contraction)

2. ออกกำลังกายนานมากจนเกินไป เช่น การวิ่งมาราธอน แข่งไตรกีฬา เป็นต้น

3. สภาพร่างกายไม่ฟิต โดยเฉพาะอย่างยิ่งช่วงแรกของการฝึกซ้อม หรือการกลับมาเล่นกีฬาหลังจากห่างหายไปนาน เช่น ช่วงแรกของการเก็บตัวฝึกซ้อม ช่วงแรกของการฝึกร่างกายทางทหาร เพราะในภาวะที่ร่างกายยังไม่ฟิตพอ เพียงแค่การออกกำลังกายที่ไม่หนักมากก็อาจทำให้เกิดภาวะกล้ามเนื้อสลายได้เช่นกัน

4. สภาพแวดล้อมที่ไม่เหมาะสม ระเด็นสำคัญคือ สภาพอากาศที่ร้อนจัด เป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญที่นอกจากทำให้เกิดภาวะกล้ามเนื้อสลายแล้ว ยังทำให้เกิดภาวะฮีตสโตรค (Heat Stroke) ซึ่งเป็นอันตรายต่อชีวิตเช่นกัน

อาการ

เมื่อกล้ามเนื้อสลายตัวก็จะทำให้เกิดอาการที่ส่วนของกล้ามเนื้อที่มีปัญหา และเมื่อเกิดการสลายตัวของกล้ามเนื้อก็จะทำให้เกิดของเสียที่เกิดจากการตายของเซลล์กล้ามเนื้อเข้าสู่กระแสเลือด โดยของเสียเหล่านี้จะต้องได้รับการขับที่ไต แต่ถ้ามีปริมาณมากก็จะทำให้การทำงานของไตมีปัญหาได้ ดังนั้นอาการโดยสรุปจึงแบ่งเป็น 2 ส่วน ได้แก่…

1. อาการที่กล้ามเนื้อ เป็นอาการปวดและบวมที่กล้ามเนื้อ รู้สึกหนักๆ ไม่ค่อยมีแรงในการใช้กล้ามเนื้อมัดนั้นๆ กลุ่มกล้ามเนื้อที่มักมีปัญหา ได้แก่ กล้ามเนื้อต้นขา กล้ามเนื้อน่อง และกล้ามเนื้อต้นแขน

2. อาการที่ระบบทางเดินปัสสาวะ โดยจะมีสีปัสสาวะเข้มขึ้น เป็นสีโคล่า เพราะมีการขับสารไมโอโกลบิน (Myoglobin) ซึ่งเป็นผลจากการสลายตัวของเซลล์กล้ามเนื้อออกมาทางปัสสาวะ สารนี้จะให้ผลบวกกับแถบตรวจปัสสาวะ คล้ายกับการตรวจพบเลือดในปัสสาวะ แต่เมื่อใช้กล้องจุลทรรศน์ส่องตรวจปัสสาวะกลับไม่พบเซลล์เม็ดเลือดแดง

การวินิจฉัย

สำหรับการวินิจฉัยภาวะกล้ามเนื้อสลายนั้น สามารถทำได้จากอาการปวดกล้ามเนื้อที่ค่อนข้างรุนแรง ร่วมกับการเจาะเลือดพบระดับเอนไซม์กล้ามเนื้อที่ชื่อว่า ครีเอทินีน ไคเนส (Creatinine Kinase หรือเรียกย่อๆ ว่า CK) มีระดับสูงผิดปกติเกิน 5 เท่า โดยระดับของ CK จะสูงที่สุดประมาณวันที่ 3 ถึง 4 หลังการสลายตัวของกล้ามเนื้อ

 

 

บทความโดย รศ.นพ.พิสิฏฐ์ เลิศวานิช

ติดตาม Men’sHealth Thailand ได้ที่นี่ 

Website : http://www.mhthailand.com/
Instagram : https://www.instagram.com/mhthailand/
Facebook : https://www.facebook.com/MensHealthThai/
Youtube : https://www.youtube.com/user/Menshealththailand/

0 5566
ภาวะหย่อนสมรรถภาพทางเพศ (Erectile Dysfunction) ที่ส่งผลให้น้องชายของคุณอ่อนปวกเปียกในห้วงเวลาสำคัญอาจทำให้ฝันหวานของคุณพังทลายไปต่อหน้าต่อตา อย่างไรก็ดีสิ่งที่คุณควรทำคือ ไม่ต้องคิดมาก และลองปรับเปลี่ยนพฤติกรรมตามวิธีดังต่อไปนี้…
1. บริการตนเอง

การช่วยตัวเองเป็นการทดสอบระบบว่าทำงานปกติดีไหม ดร.เด็บบี เฮอร์เบนิค นักวิจัยเรื่องเซ็กซ์ อธิบายว่า เมื่อคุณมั่นใจว่าตัวเองยังปึ๋งปั๋งดี คุณก็จะกังวลน้อยลงเวลาอยู่บนเตียง

2. ดื่มกาแฟ

งานวิจัยเมื่อปี 2015 ซึ่งเผยแพร่ในวารสาร PLOS One พบว่าการดื่มกาแฟ 2-3 แก้วต่อวันช่วยลดความเสี่ยงที่จะประสบกับปัญหาหย่อนสมรรถภาพทางเพศ

3. เลี่ยงแอลกอฮอล์

นพ.มาร์ค โกลด์สไตน์ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านระบบทางเดินปัสสาวะ กล่าวว่าการดื่มจัดอย่างต่อเนื่องอาจทำให้เกิดภาวะนกเขาไม่ขัน เพราะฉะนั้นคุณจึงควรควบคุมการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์อย่าให้เกิน 6 แก้วต่อสัปดาห์ (และจะดีมากถ้าไม่ใช้สิทธิ์ดื่มทั้ง 6 แก้วในมื้อเดียว)

4. ลดพุง

ดร.เฮอร์เบนิคบอกว่า ข้อมูลจากงานวิจัยชี้ให้เห็นว่าอัตราส่วนระหว่างเอวต่อสะโพกที่อยู่ในระดับต่ำมีความเชื่อมโยงกันกับระดับฮอร์โมนเทสทอสเทอโรนที่สูงขึ้น และคุณภาพของน้ำอสุจิที่ดีขึ้น

5. เมินกัญชา

นพ.โกลด์สไตน์อธิบายว่า สาร THC ในกัญชาจะจับกับตัวรับฮอร์โมนเอสโตรเจนในสมอง ซึ่งส่งผลให้ร่างกายผลิตฮอร์โมนเทสทอสเทอโรนออกมาน้อยลง 

ถ้าอยากฟิตปั๊งไปนานๆ หลีกเลี่ยงสิ่งที่เรากล่าวถึงต่อไปนนี้จะเป็นการดีที่สุดนะครับ 

 

ติดตาม Men’sHealth Thailand ได้ที่นี่ …
Website : http://www.mhthailand.com/
Instagram : https://www.instagram.com/mhthailand/
Facebook : https://www.facebook.com/MensHealthThai/
Youtube : https://www.youtube.com/user/Menshealththailand/

 

 

0 2098

 

เมื่อเทียบน้ำหนักกันปอนด์ต่อปอนด์ นักยิมนาสติกถือเป็นกลุ่มคนที่แข็งแรงที่สุดบนโลกใบนี้ แค่คุณลองนึกถึงท่า Iron Cross ที่นักกีฬาต้องโหนตัวอยู่กลางอากาศ แขนกางเหยียดสุดและรับน้ำหนักตัวทั้งหมดไว้ด้วยมือเพียงสองข้าง เท่านี้ก็หนักหนาสาหัสแล้ว ซึ่งหนึ่งในอุปกรณ์พื้นฐานสำคัญที่คุณเองก็สามารถใช้ฝึกได้ที่บ้านก็คือ “บาร์คู่” อุปกรณ์เรียบง่ายที่สามารถเปิดโลกทัศน์การฝึกด้วยน้ำหนักตัวของคุณได้อย่างไม่รู้จบ และสามารถใช้ในการสร้างกล้ามเนื้อ ปรับแต่งพละกำลังที่ใช้ได้จริง รวมไปถึงใช้ฝึกฝนในการควบคุมจังหวะการเคลื่อนไหว ซึ่ง 8 ท่าฝึกด้วยบาร์คู่ที่ เดฟ ดูรานเต อดีตนักยิมนาสติกโอลิมปิกและผู้ร่วมก่อตั้ง Power Monkey Fitness ในนิวยอร์ก ชื่นชอบ และอยากแนะนำทุกคนก็คือท่าต่อไปนี้…

1. Tuck Hold

ใช้มือทั้งสองข้างรับน้ำหนักตัวด้วยการเหยียดแขนทั้งสองข้างให้สุด พร้อมกับยกต้นขาชันขึ้น

2. Tuck to One-Leg Extension

จากท่า Tuck Hold ให้คุณเหยียดขาซ้ายไปข้างหน้า หยุดค้างไว้สักครู่แล้วย้อนกลับสู่ท่าเริ่มต้นและฝึกซ้ำด้วยขาขวา

3. Tuck to L-Sit

จากท่า Tuck Hold ให้คุณเหยียดขาทั้งสองข้างไปด้านหน้าพร้อมกัน

4. Press Hip Raise

จากท่า Tuck Hold ให้คุณยกสะโพกขึ้นมาอยู่ในระนาบเดียวกับหัวไหล่ เหยียดแขนทั้งสองข้างให้สุด หยุดค้างไว้สักครู่แล้วย้อนกลับสู่ท่า Tuck Hold

5. Tuck Shoot-Through

มือทั้งสองจับบาร์แล้วตั้งท่าวิดพื้น ทิ้งน้ำหนักตัวลงบนบาร์ โก่งตัวให้หลังส่วนบนชี้ขึ้นเพดานและทำตัวเป็นแนวโค้ง จากนั้นถีบขาลอยขึ้นเข้าหาบาร์และจบจังหวะนี้โดยบังคับให้ลำตัวช่วงบนยังคงอยู่ในมุมองศาเดียวกับท่าวิดพื้น เพียงแต่จะอยู่ในทิศทางสลับกันแบบท่า Reverse Pushup แล้ววางเท้าทั้งสองลงกับพื้น จบท่าด้วยการยกช่วงอกชี้ขึ้นเพดานเพื่อตั้งลำตัวตั้งแต่ช่วงไหล่ไปจนถึงเท้าให้เป็นแนวโค้ง เสร็จแล้วย้อนท่ากลับและฝึกซ้ำ

6. Maltese Pushup

วางบาร์เป็นรูปตัว V แล้วตั้งท่าวิดพื้นโดยยกหลังส่วนบนให้โค้งขึ้น เริ่มฝึกด้วยการลดตัวลงฝึกท่าวิดพื้นพร้อมกับเลื่อนตัวไปด้านหน้าในจุดล่างสุดของท่า เสร็จแล้วย้อนท่ากลับและฝึกซ้ำ

7. Single Straddle

ตั้งท่านั่งเหนือบาร์โดยให้บาร์อยู่ระหว่างขา จับบาร์แล้วทิ้งน้ำหนักตัวลงบนแขนทั้งสองข้าง ค้างไว้ที่ท่านี้แล้วเหยียดขาไปด้านหน้าสลับไปมาทีละข้าง

8. Wall-Assited Shoulder Stand

วางบาร์คู่ให้ห่างจากกำแพงประมาณ 18-24 นิ้ว แล้วตั้งท่า Press Hip Raise (ท่าที่ 4) ยกเว้นว่าคุณจะวางเท้าแตะไว้กับกำแพงแทน เริ่มฝึกด้วยการค่อยๆ เลื่อนขาขวาขึ้นไปตามกำแพงโดยพยายามทิ้งน้ำหนักเข้าหากำแพง เสร็จแล้วเลื่อนขากลับลงก่อนฝึกซ้ำโดยสลับขาซ้ายขึ้นบ้าง

 

 

ติดตาม Men’sHealth Thailand ได้ที่นี่ …
Website : http://www.mhthailand.com/
Instagram : https://www.instagram.com/mhthailand/
Facebook : https://www.facebook.com/MensHealthThai/
Youtube : https://www.youtube.com/user/Menshealththailand/

 

 

เรื่อง Men’s Health US แปลและเรียบเรียง กีรติ ไตรรัตน์วัฒนกุล ภาพ Ben Goldstein

 

การออกแรงให้เหมาะสมนั้นควรทำแต่พอดี คือขอให้มี “จังหวะ” รู้ผ่อนสั้นผ่อนยาว เมื่อใดควรเบรคหรือตึงน้อยลงมาหน่อย  เพราะหาก “ตึงไป” อาจทำให้เกิดอาการบาดเจ็บจากการออกกำลังได้ ดังนั้นการออกกำลังที่แม้เป็นของดีก็ยังต้องมีข้อห้ามไว้ด้วย ซึ่งนอกจากโรคประจำตัวซึ่งเราท่านรู้กันดีอย่างโรคหลอดเลือดหัวใจที่ไม่ควรออกแรงหนัก หรือโรคเบาหวานที่ต้องระวังฝ่าเท้าไว้ไม่ให้เกิดแผลเพราะมีสิทธิ์หายยาก หากคุณเป็นหนึ่งในสิ่งที่เรากำลังจะกล่าวต่อไปนี้ คุณก็ไม่ควรออกแรงหนักเกินไปเช่นกัน… 

1. มีไข้ติดเชื้อหนัก

คนที่เจ็บป่วยไม่สบาย มีไข้สูง หรือสงสัยว่าติดเชื้อรุนแรง ไม่ควรลุกขึ้นมาออกกำลัง มิเว้นแม้แต่คนที่เข้ายิมออกกำลังเป็นประจำอยู่แล้ว เพราะการมีไข้นั้นร่างกายต้องปรับตัวหนักอยู่พอสมควรเพื่อรับมือความร้อนจากการอักเสบ ตลอดจนช่วยไล่เชื้อและปล่อยสารต้านอักเสบออกมา ดังนั้นการออกแรงตอนตัวร้อนจัดจึงเท่ากับไปแกล้งให้ร่างกายทำงานหนักขึ้นจนอาจถึงแก่พ่ายแพ้ต่อไข้นั้นได้ ดังที่ผู้เชี่ยวชาญ นพ.สตีเฟน ไรซ์ จาก American College of Sports Medicine บอกไว้ ข้อเสียอีกประการหนึ่งคือความร้อนจากไข้จะไปเพิ่มการเต้นของหัวใจอยู่แล้ว จึงทำให้การเวิร์กเอาต์ของคุณไม่ได้ประสิทธิภาพเท่าที่ควร

2. หลังผ่าตัด

การผ่าตัดเป็นข้อจำกัดต่อการออกกำลังบางประเภทโดยเฉพาะชนิดที่ต้องออกแรงหนัก ซึ่งการผ่าตัดไม่ว่าจะผ่าตัดหน้าท้อง เปลี่ยนเลนส์ตารักษาต้อกระจก หรือคลอดลูก ล้วนต้องเลือกกิจกรรมออกแรงที่เหมาะด้วย ไม่ใช่คิดว่าอยู่ข้างในคงไม่เป็นไร เพราะการออกกำลังทำให้เกิด “แรงดัน” ขึ้นหรือการเกร็งกล้ามเนื้อเฉพาะส่วนอย่างหน้าท้องก็อาจทำให้แผลปริ หรือต้องออกกำลังกายในท่าก้มศีรษะตั้งแต่ช่วงบั้นเอวลงไป และการยกน้ำหนักก็เพิ่มความดันในลูกตาได้ จึงขอให้เว้นการออกกำลังกายที่เสี่ยงดังว่าไว้ก่อนในช่วงเวลาที่เหมาะสม

3. อดนอนและหอบหืด

ภายหลังอดนอนมาไม่นานหรือการทำงานดึกติดต่อกันไม่ได้พัก ขอให้เว้นการออกกำลังกายหนักแบบหักโหมไว้ก่อนเพราะมีสิทธิ์กดให้ภูมิคุ้มกันต่ำลง อีกทั้งยังไปกระตุ้นการสร้างฮอร์โมนเครียด “คอร์ติซอล” ให้ออกมาเพ่นพ่านเก็บไขมันและเพิ่มน้ำตาลในเลือดได้อีกเพราะเป็นกลไกที่ร่างกายต้องปกป้องตัวเองในภาวะที่เปราะบาง นอกจากนั้นคนที่เพิ่งมีอาการ “หืดกำเริบ” ไม่ว่าถูกกระตุ้นด้วยหวัดหรือการออกกำลัง (Exercise Induced Asthma) ถ้ายังไม่แน่ใจขอให้ปรึกษาคุณหมอก่อนหรือเว้นการออกกำลังไปจะดีกว่า

4. ท้องเสีย

ไม่ใช่ทุกรายที่ต้องหยุดออกกำลังกาย แต่ถ้าท้องเสียบ่อยครั้ง เสียน้ำมากหรืออาเจียนหนักกินอาหารไม่ได้ด้วยก็ควรงดกิจกรรม “เสียเหงื่อ” ไว้ก่อน ด้วยว่าขณะที่ออกกำลังย่อมทำให้เกิดการ “เสียน้ำ” และ “แร่ธาตุ” จำเป็นในร่างกาย ซึ่งยิ่งไปซ้ำเติมเรื่องของท้องเสียให้มีอาการอ่อนเพลียหนักขึ้นไปอีก แถมความดันตกจนถึงหัวใจเต้นผิดจังหวะจากการขาดแร่ธาตุโซเดียมกับโพแทสเซียมต่ำผิดปกติก็เป็นได้

5. เพิ่งมีอาการหัวใจขาดเลือด

หนุ่มๆ ที่ยังไม่ทราบสเตตัสหัวใจตัวเองว่ามีความเสี่ยงหรือไม่ ขอให้ลองสังเกตว่ามีอาการเจ็บแน่นหน้าอกเวลาออกแรงหรือไม่ หากมีอาการแล้วไม่แน่ใจควรไปตรวจให้ดี เพราะภาวะกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดถือเป็นมัจจุราชเงียบที่ทำให้เกิดเรื่อง “ฉุกเฉิน” ขึ้นมาได้เวลาคาร์ดิโอหนักๆ หรือท่านที่รักการวิ่งอาจมีอาการวูบระหว่างมาราธอนก็ยังได้

6. ปวดไมเกรนรุนแรง

ยามปวดศีรษะหนักๆ ไม่ควรออกกำลังในช่วงดังกล่าว ซึ่งการปวดศีรษะไมเกรนนั้นอาจทำให้มีทั้งอาการปวดตุบๆ ที่ขมับ ปวดร้าวกระบอกตา ตาพร่า และคลื่นไส้อาเจียนได้ ในกรณีที่ปวดมากขอให้อย่าฝืนออกกำลังเพราะจะได้ไม่คุ้มเสีย เนื่องจากการปวดศีรษะบางชนิดเกิดจากความดันขึ้นสูง ถ้าไปออกกำลังกายที่ต้องยกหนักหรือเบ่งมากอาจทำให้เสี่ยงกับภาวะเส้นเลือดสมองแตกง่ายขึ้น

7. ริดสีดวงอักเสบ

ในกรณีนี้ขอให้เว้นการออกกำลังแบบเวตเทรนนิ่งโดยเฉพาะถ้าต้องยกหนักแล้วเกร็งหน้าท้อง เพราะแรง “เบ่ง” นั้นจะส่งต่อไปดันให้ถุงริดสีดวงโป่งพองออกมาได้ ซึ่งคนที่เคยมีอาการริดสีดวงทวารหนัก เช่น มีเลือดออกเวลาถ่ายหนัก คลำพบติ่งเนื้อผลุบโผล่แถวทวารหนัก หรือชอบนั่งห้องน้ำนานแล้วมีริดสีดวง ควรต้องคอย “เซฟ” เอาไว้ให้ดีเวลาออกกำลังกาย ทั้งนี้เคยมีแพทย์พบคนไข้หนุ่มที่ยกเวตกับซิตอัพหนักมากจนจู่ๆ มีริดสีดวงเกิดขึ้นภายในสัปดาห์เดียว ดังนั้น อยากฝากให้คอยดูริด(ซี่)ไว้สักนิดเวลาออกกำลังก็จะดีมากเช่นกัน

8. ความดันสูงยังคุมไม่ได้

ในช่วงที่ความดันโลหิตพุ่งขึ้นสูงนั้นมีสองอวัยวะที่ได้รับผลกระทบ หนึ่งคือสมอง สองคือหัวใจ ซึ่งผู้ที่ออกกำลังหนักเกินไปจะทำให้หัวใจต้องทำงานหนักขึ้นกว่าเดิมและหลอดเลือดในสมองก็ต้องรับกับแรงดันมหาศาลที่ผ่านมาจากการปั๊มของหัวใจ ดังนั้นคนที่มีหลอดเลือดแข็งเปราะไม่ยืดหยุ่นนักมีสิทธิ์เกิด “อุบัติเหตุ (CVA)” วูบไปเพราะหลอดเลือดแตกหรือตีบในสมองฉับพลันได้

อย่างไรก็ตาม…หากจะถามถึง “หลัก” ให้เห็นเป็นภาพชัด ขอบอกไว้ว่าในแวดวงการออกกำลังและวิทยาศาสตร์การกีฬานั้นมีสิ่งที่ใช้นำมาพิจารณาในเรื่องการออกกำลังกายที่ต้องระวัง ซึ่งจะสังเกตเห็นว่า “ไม่ได้ห้ามขาด” เสมอไปทุกกรณี โดยมีปัจจัยที่ใช้พิจารณากันดังต่อไปนี้

  • ธรรมชาติของเนื้อเยื่อที่จะออกกำลัง (จุดของร่างกายที่ใช้ออกแรง)
  • ชนิดของการออกแรงที่ใช้ และภาระที่ต้องรับเพื่อออกแรง
  • ระดับความพร้อมของร่างกาย เป็นมือใหม่หรือออกมาสม่ำเสมอแล้ว
  • ประวัติการบาดเจ็บของร่างกายก่อนหน้านี้

ทั้งนี้การออกกำลังกายก็เป็นกิจกรรมที่ไม่ต่างกับการใช้ชีวิตอื่นๆ ซึ่งถ้ามี “ศิลปะ” ร่วมกับ “กาลเทศะ” แล้วมักจะดีไม่ค่อยมีสิ่งใดน่ากังวล สำหรับคนที่มีโรคประจำตัวหรือเพิ่งผ่าตัดมาแล้วเกรงว่าการออกกำลังกายจะกระทบ ขอแนะด้วยเทคนิคง่ายๆ ว่า “อย่าขาดยา” และคอยปรึกษาคุณหมอ “อย่าได้ขาด” เพื่อความไม่ประมาทถ้าออกไปแล้วรู้สึกเหนื่อยผิดปกติ หวิวๆ คล้ายจะเป็นลมหรือมีอาการอื่นที่ไม่เคยเป็นมาก่อน ขอให้หยุดพักไว้แล้วมาไล่ดูกันว่าเกิดจากอะไร

“ไม่ฝืนเป็นดีที่สุดครับ”

 

เรื่อง นพ.กฤษดา ศิรามพุช
ที่มา นิตยสาร Men’s Health Thailand ฉบับเดือนมีนาคม 2017

ติดตาม Men’sHealth Thailand ได้ที่นี่ …
Website : http://www.mhthailand.com/
Instagram : https://www.instagram.com/mhthailand/
Facebook : https://www.facebook.com/MensHealthThai/
Youtube : https://www.youtube.com/user/Menshealththailand/

 

 

0 74044

 

วิธีฝึก

ฝึกโปรแกรมนี้แทนโปรแกรมเวิร์กเอาต์ตามปกติหนึ่งวัน ฝึกท่าต่างๆ เรียงไปตามลำดับโดยฝึกท่าที่เป็นคู่ (1A และ 1B, 2A และ 2B, 4A และ 4B) ในรูปแบบของซูเปอร์เซ็ต ซึ่งหมายถึงการฝึกแบบท่าต่อท่า ท่าละ 1 เซ็ต นับเป็น 1 ซูเปอร์เซ็ต ส่วนท่าฝึกแบบเดี่ยวๆ (เช่น ท่าที่ 3 และ 5) ให้คุณฝึกตามปกติโดยหยุดพักระหว่างเซ็ตหรือซูเปอร์เซ็ตนาน 60 วินาที

1A/ Barbell Straight-Leg Deadlift
จำนวนครั้ง: 8

จับบาร์แบบคว่ำฝ่ามือแล้วเหยียดพักไว้ด้านหน้า ยืนตัวตรงและเว้นระยะห่างปลายเท้าให้เท่าความกว้างช่วงสะโพก งอเข่าเล็กน้อย เริ่มฝึกด้วยการเกร็งช่วงท้องและลำตัวให้แน่นก่อนโน้มตัวลงจนหน้าอกเกือบทำแนวขนานกับพื้น (ระวังอย่าให้หลังงอขณะฝึก) จากนั้นดันสะโพกไปด้านหน้าพร้อมกับยกตัวขึ้นสู่ท่าเริ่มต้น

1B/ Pushup Lockoff
จำนวนครั้ง: 8 ครั้งต่อข้าง / ซูเปอร์เซ็ต: 4

ตั้งท่าวิดพื้นโดยวางมือขวาลงบนลูกเมดิซีนบอล ตั้งตัวให้ตรงก่อนเริ่มฝึกด้วยการลดตัวลงจนหน้าอกของคุณอยู่ห่างจากพื้นเพียงเล็กน้อย จากนั้นดันตัวกลับขึ้นจนแขนขวาเหยียดสุด แล้วเอามือซ้ายเอื้อมไปแตะไหล่ขวา เสร็จแล้วย้อนกลับสู่ท่าเริ่มต้น ฝึกให้ครบตามจำนวนครั้งก่อนเปลี่ยนสลับข้างแล้วฝึกซ้ำ

 

2A/ Underhand-Grip Lat Pulldown
จำนวนครั้ง: 8

นั่งที่เครื่อง Lat Pulldown โดยจับบาร์แบบหงายฝ่ามือ เว้นระยะห่างมือให้เท่าความกว้างช่วงไหล่ ตั้งลำตัวให้ตรงนิ่งก่อนจะเริ่มฝึกด้วยการดึงบาร์ลงเข้าหาหน้าอก พร้อมกับออกแรงบีบปลายไหล่ด้านหลังเข้าหากัน ค้างไว้ที่ท่านี้สักครู่แล้วย้อนกลับสู่ท่าเริ่มต้น

2B/ Dumbbell Single-Arm Shoulder Press
จำนวนครั้ง: 6 ครั้งต่อข้าง / ซูเปอร์เซ็ต: 4

มือซ้ายถือดัมบ์เบลแล้วยกขึ้นพักไว้ที่ความสูงระดับไหล่ เริ่มฝึกด้วยการดันน้ำหนักขึ้นตรงๆ เหนือหัวไหล่ เสร็จแล้วลดมันกลับลง ฝึกให้ครบตามจำนวนครั้งก่อนเปลี่ยนสลับข้างแล้วฝึกซ้ำ

3/ Single-Arm Compound Row
จำนวนครั้ง: 10 ครั้งต่อข้าง / จำนวนเซ็ต: 3

ปรับระดับมือจับของเคเบิลไว้ที่ความสูงระดับสะโพกแล้วจับมันไว้ด้วยมือขวา เหยียดแขนให้สุด เริ่มฝึกด้วยการดันสะโพกไปด้านหลัง โน้มตัวลงแล้วดันสะโพกกลับด้านหน้าพร้อมกับดึงมือจับเข้าหาหน้าอก ฝึกให้ครบตามจำนวนครั้งก่อนเปลี่ยนสลับข้างแล้วฝึกซ้ำ

4A/ Straight-Arm Pulldown
จำนวนครั้ง: 10

ติดมือจับแบบเชือกกับเครื่องเคเบิลแล้วปรับไปที่ระดับบนสุด ใช้มือแต่ละข้างจับปลายเชือกแต่ละด้านไว้ ดันสะโพกไปด้านหลัง โน้มตัวลง เหยียดแขนจนสุด ตั้งแขนให้ตรงและนิ่งก่อนเริ่มฝึกด้วยการดันสะโพกกลับด้านหน้า ยืดตัวขึ้นพร้อมกับดึงมือจับลงมาที่ต้นขา เสร็จแล้วย้อนกลับสู่ท่าเริ่มต้นก่อนฝึกซ้ำ

4B/ Face Pull
จำนวนครั้ง: 10 / ซูเปอร์เซ็ต: 3

จับมือจับแบบเชือกโดยให้ปลายของมันหันขึ้นหาเพดานตามภาพ เริ่มฝึกด้วยการงอศอกเพื่อดึงปลายเชือกแต่ละด้านเข้ามาบริเวณใบหู พร้อมกับบีบปลายไหล่ด้านหลังเข้าหากัน เสร็จแล้วย้อนกลับสู่ท่าเริ่มต้นก่อนฝึกซ้ำ

5/ Plate Chop
จำนวนครั้ง: 6 ครั้งต่อข้าง (ไม่ฝึกแบบสลับไปมา) / จำนวนเซ็ต: 3

ยืนถือแผ่นน้ำหนักแล้วงอเข่าย่อตัวลงพร้อมกับบิดตัวไปทางซ้ายให้น้ำหนักอยู่ด้านนอกเข่าซ้าย จากนั้นยืดตัวขึ้นพร้อมกับบิดตัวไปทางขวาและยกแผ่นน้ำหนักขึ้นเหนือไหล่ขวา หยุดค้างไว้สักครู่ก่อนเปลี่ยนจุดหมุนข้อเท้าบิดตัวกลับลงไปทางซ้าย

ออกแบบการเวิร์กเอ้าท์: นิค ทัมมิเนลโล
รูปประกอบ: +ISM

ติดตาม Men’sHealth Thailand ได้ที่นี่ 

Website : http://www.mhthailand.com/
Instagram : https://www.instagram.com/mhthailand/
Facebook : https://www.facebook.com/MensHealthThai/
Youtube : https://www.youtube.com/user/Menshealththailand/

 

 

 

เมื่อเอ่ยชื่อ “มะเร็งเน็ต” ความคิดแวบแรกของหลายคนคงคิดว่าเป็นโรคที่มาจากคอมพิวเตอร์สุดฮิต แต่เรื่องจริงหาเป็นเช่นนั้นไม่ โรคที่น้อยคนจะรู้จักนี้เกิดจากกลุ่มเซลล์ที่เรียกว่า “นิวโรเอนโดครีน” อันเป็นที่มาของชื่อโรค Neuroendocrine Tumor หรือที่เรียกสั้นๆ ว่า NET

อย่างที่เรารู้กันว่าเซลล์มากมายหลายชนิดในร่างกายคนเราล้วนทำหน้าที่แตกต่างกันไป แต่มื่อมีเซลล์ที่ผิดปกติเจริญเติบโตโดยร่างกายไม่อาจควบคุมได้ โรคมะเร็งก็คือผลร้ายที่ตามมา

นิวโรเอนโดครีน  เซลล์ชนิดพิเศษที่สามารถสร้างสารสื่อประสาทหรือฮอร์โมนก็เช่นกัน หากเกิดความผิดปกติก็จะนำไปสู่การก่อมะเร็งเน็ต โดยเซลล์ที่ว่านี้มีอยู่ทุกส่วนของร่างกาย พบบ่อยในระบบทางเดินอาหารตั้งแต่กระเพาะอาหารถึงลำไส้ใหญ่ ตับอ่อน และปอด จากนั้นอาจโตขึ้นและแพร่กระจายไปยังอวัยวะอื่นๆ ได้ ที่สำคัญการรักษาจะแตกต่างจากมะเร็งชนิดอื่นในอวัยวะเดียวกัน

ริบบิ้นลายม้าลายเป็นสัญลักษณ์ของ NED ให้ความหมายเหมือนม้าลายในฝูงม้า ซึ่งถ้าไม่หันไปมองหา ก็จะไม่เห็นว่ามีม้าลายแฝงตัวอยู่จริงๆ

มะเร็งเน็ตจำแนกชนิดได้ตามลักษณะอาการที่แสดงออก แบ่งเป็น “แบบที่มีอาการ” และ “ที่ไม่มีอาการ”

โดยสำหรับ กลุ่มมีอาการ มักจะแสดงออกตามชนิดของฮอร์โมนที่หลั่งออกมาจากเซลล์มะเร็งนั้นๆ เช่น อาการร้อนวูบวาบ ท้องเสียเรื้อรัง ปวดท้อง เป็นต้น ซึ่งคล้ายกับอาการของโรคลำไส้แปรปรวน ในส่วนของ กลุ่มที่ไม่มีอาการ นั้น จะรู้ได้ต่อเมื่อก้อนเนื้องอกมีขนาดใหญ่ขึ้น มีการกดทับหรืออุดตัน อึดอัดแน่นท้อง หรือคลำพบก้อนเนื้อโดยบังเอิญ

โรคแปลกนี้จัดเป็นมะเร็งแอบแฝง เพราะอาการแสดงของโรคไม่ชัดเจน และไม่ได้มีอาการจำเพาะเจาะจง แต่อาการโดยทั่วไปคือ หน้าแดง ท้องเสีย มีภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำ ผิวหนังเปลี่ยนแปลง ปวดท้อง หายใจลำบากและมีเสียงหวีด กว่าจะได้รับการวินิจฉัยก็ต้องใช้เวลานานถึง 5-7 ปี โรคอาจลุกลามไปยังอวัยวะอื่นแล้ว เพราะลักษณะอาการของโรคจะมีอาการคล้ายโรคทั่วไป การรักษาจึงต้องอาศัยการดูแลผู้ป่วยแบบองค์รวม โดยทีมแพทย์สหสาขา เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการรักษา และทำให้ผู้ป่วยได้รับการวินิจฉัยที่ถูกต้องเร็วขึ้น

หากพบโรคแต่เนิ่นๆ อาจหายขาดได้ด้วยการผ่าตัดซึ่งทำได้หลายแบบ เช่น ผ่าตัดเอาก้อนมะเร็งที่เป็นต้นกำเนิดออกทั้งหมด หรือผ่าตัดเอาก้อนออกให้ได้มากที่สุด เพราะจะช่วยเพิ่มอัตราการรอดชีวิตของผู้ป่วย แม้จะมีการแพร่กระจายของก้อนมะเร็งไปที่ต่อมน้ำเหลือง หรือตับแล้วก็ตาม นอกจากนี้ยังมีการรักษาด้วยยาตามอาการที่เป็น เช่น ยาลดอาการท้องเดิน ท้องอืด หรือการฉีดยาเคมีบำบัดเพื่อควบคุมโรค

อย่างไรก็ตาม… ปัจจุบันเทคโนโลยีทางการแพทย์ก้าวไกล จึงมีการพัฒนาวิธีรักษาด้วยยากลุ่มใหม่ๆ ซึ่งมีทั้งยายับยั้งการสร้างฮอร์โมนมะเร็งเน็ตที่แสดงอาการ และยาที่ออกฤทธิ์จำเพาะเจาะจงต่อเซลล์มะเร็ง ซึ่งช่วยคุมโรคทั้งกลุ่มที่แสดงอาการและไม่แสดงอาการ ทำให้การรักษามีประสิทธิภาพสูงขึ้น ควบคุมโรคได้นาน ชีวิตจึงมีคุณภาพที่ดีขึ้น

มะเร็งแอบแฝงยังไม่ทราบสาเหตุการเกิดโรคแน่ชัด ดังนั้นจึงต้องหมั่นดูแลสุขภาพ สังเกตก้อนเนื้อด้วยตัวเองโดยการใช้มือคลำบริเวณชายโครงลงไปจนถึงเชิงกราน หากพบก้อนเนื้อให้สงสัยและไปพบแพทย์ ท่องไว้ว่า…รู้ไว หายได้ ครับผม

 

เรื่อง ปราบภัย

ติดตาม Men’sHealth Thailand ได้ที่นี่ …
Website : http://www.mhthailand.com/
Instagram : https://www.instagram.com/mhthailand/
Facebook : https://www.facebook.com/MensHealthThai/
Youtube : https://www.youtube.com/user/Menshealththailand/

 

 

0 3308

 

เรื่องที่เหมือนจะกลายเป็นเรื่องธรรมดาไปแล้วอย่างหนึ่งสำหรับผู้ชายเราก็คือ “การดื่มสังสรรค์” ไม่ว่าจะกับตัวเองหรือเพื่อนฝูงก็ตาม แต่เมื่อการดื่มนั้นเกี่ยวข้องกับกิจกรรมอื่น ซึ่งสำหรับกรณีในครั้งนี้ เราขอหยิบยกเรื่องการดื่มภายหลังออกกำลังกาย ก็กลายเป็นเรื่องที่น่ากังวลสำหรับนักดื่มที่รักสุขภาพเช่นกัน และข้อสงสัยหนึ่งที่หลายคนสงสัยก็คือ เมื่อดื่มเบียร์หรือแอลกอฮอล์หลังออกกำลังกายเสร็จแล้ว เบียร์จะส่งผลต่อร่างกาย โดยเฉพาะเรื่องการฟื้นตัวหรือไม่ วันนี้เรามีคำตอบมาเฉลยข้อสงสัยนี้แล้ว…

โดยสำหรับการดื่มหลังออกกำลังกายนั้น ต้องบอกเลยว่า แอลกอฮอล์ทำให้กล้ามเนื้อฟื้นตัวได้ช้าลงคือเรื่องจริง แต่คุณอาจจะรอดตัวจากเรื่องนี้ได้ เพราะเบียร์ 1 แก้วมีปริมาณแอลกอฮอล์ไม่สูงพอที่จะทำให้ฟื้นตัวช้า และถ้ายังไม่หายกังวลล่ะก็ ให้ดื่มโปรตีนเชคก่อนดื่มเบียร์ เพราะผลวิจัยชี้ว่าแค่ดื่มโปรตีนเชค (ซึ่งทำจากผงโปรตีนเวย์) หลังออกกำลังกาย 1 แก้ว และดื่มอีก 1 แก้วหลังจากนั้น 4 ชั่วโมง จะช่วยลดผลกระทบในแง่ลบของแอลกอฮอล์ได้

ดังนั้น หากคุณกังวลกับเรื่องนี้อยู่ ลองนำเทคนิคนี้ไปปรับใช้กันดูนะครับ และอย่าลืมว่า “ดื่มไม่ขับ” ปลอดภัยที่สุดนะครับ!

 

ติดตาม Men’sHealth Thailand ได้ที่นี่ …
Website : http://www.mhthailand.com/
Instagram : https://www.instagram.com/mhthailand/
Facebook : https://www.facebook.com/MensHealthThai/
Youtube : https://www.youtube.com/user/Menshealththailand/

 

 

Top Five Articles

0 137690
เผยเทคนิกพิฆาตชั้นไขมันและปั้นซิกแพ็คสำหรับแข่งของโรนัลโด ด้วยโปรแกรมสร้างมัดกล้ามแบบเร่งด่วนใน 28 วัน จะต้องใช้ความถึกขนาดไหน มาดูกัน!!