Tags Posts tagged with "ดูแลสุขภาพ"

ดูแลสุขภาพ

 

เนื่องจากโครงการวิจัยสตรอว์เบอร์รีเป็นอีกหนึ่งโครงการหลวงเนื่องจากพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 เพื่อหาพืชมาทดแทนการปลูกฝิ่น และได้เริ่มดำเนินการมาระหว่างปี พ.ศ. 2517-2522 โดยได้รับทุนวิจัยจากทางฝ่ายงานวิจัยกระทรวงเกษตร ประเทศสหรัฐอเมริกา (Agricultural Research ของ USDA) ให้นำสตรอว์เบอร์รีพันธุ์ต่างๆ เข้ามามากมาย เพื่อทดลองปลูกตามสถานีทดลองเกษตร ในระดับความสูงที่ต่างกัน รวมทั้งศึกษาเรื่องของโรคพืช แมลง การจัดการภายหลังเก็บเกี่ยว การบรรจุหีบห่อ ตลอดจนทางด้านการตลาด และส่งเสริมสู่เกษตรกรในจังหวัดเชียงใหม่และเชียงราย

ซึ่งนับตั้งแต่เริ่มนำพันธุ์สตรอว์เบอร์รีจากต่างประเทศเข้ามาทดลองปลูก ปรากฏว่าพันธุ์ที่สามารถปรับตัวเข้ากับสภาพแวดล้อมในจังหวัดเชียงใหม่และเชียงรายได้มากกว่าพันธุ์อื่นๆ ได้แก่ พันธุ์พระราชทาน 13 (Cambridge Favorite) พันธุ์พระราชทาน 16 (Tioga) ซึ่งสามารถปรับตัวได้ดีทั้งพื้นที่ปลูกบนภูเขาสูงระดับ 1,200 เมตร และพื้นที่ราบของทั้งสองจังหวัด รวมถึงพันธุ์พระราชทาน 20 (Sequoia) โดยในปัจจุบันพันธุ์สตรอว์เบอร์รีที่ปลูกเพื่อเป็นการค้าส่วนใหญ่ของประเทศ ได้แก่ พันธุ์พระราชทาน 16, 50, 70, 72 รวมถึง 80 และนี่คือเหล่าสายพันธุ์สตรอว์เบอร์รี่พระราชทานและสายพันธุ์อื่นๆ ที่ยังเป็นที่นิยมในไทยตอนนี้ จะมีอะไรบ้างนั้น มาทำความรู้จักกันเลย…

1. พันธุ์พระราชทาน 16

ชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Fragaria ananassa Duch. เป็นพันธุ์ค่อนข้างเบา ผสมพันธุ์ที่สหรัฐอเมริกา และใช้เป็นพันธุ์การค้าระหว่างปี พ.ศ. 2507-2527 พันธุ์นี้แม้จะปรับตัวได้ดีในสภาพแวดล้อมเกือบทั่วโลก แต่จะให้ผลผลิตในช่วงที่สั้นมาก ผลมีขนาดใหญ่ แต่ก็ผันแปรไปตามสภาพอากาศ เนื้อผลสีแดงจางถึงแดง เมล็ดสีเหลือง รสชาติออกเปรี้ยว ขั้วของผลหลุดง่าย และค่อนข้างแข็ง จึงหมาะสำหรับการผลิตเพื่ออุตสาหกรรมแปรรูปมากกว่าการกินผลสด

พันธุ์พระราชทาน 16
2. พันธุ์พระราชทาน 50

ชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Fragaria ananassa Duch. เป็นพันธุ์ที่เกิดจากการผสมในสหรัฐอเมริกา แล้วนำเข้ามาคัดเลือกพันธุ์โดยการผสมตัวเองตั้งแต่ปี พ.ศ. 2536 เป็นพันธุ์ที่ชอบอากาศเย็นไม่มากนัก (15-28 องศาเซลเซียส) ผลมีคุณภาพดี โดยเฉพาะใกล้สุกเต็มที่ ขนาดผลปานกลางถึงใหญ่ ผิวสีแดงถึงแดงเข้ม เนื้อสีแดงถึงแดงเข้ม แกนแน่นถึงกลวง รสชาติหวานและมีกลิ่นหอม ผลค่อนข้างแข็ง ชื่อพันธุ์นี้ได้รับพระราชทานเมื่อปี พ.ศ. 2539 ซึ่งเป็นปีฉลองสิริราชสมบัติครบ 50 ปี ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9

พันธุ์พระราชทาน 50
3. พันธุ์พระราชทาน 70

ชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Fragaria ananassa Duch. เป็นพันธุ์จากประเทศญี่ปุ่นชื่อ Toyonoka นำมาทดลองปลูกที่สถานีวิจัยโครงการหลวงอินทนนท์ ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2529 เป็นพันธุ์เบาและให้ผลผลิตค่อนข้างสูง ผลมีขนาดใหญ่ รูปร่างเป็นทรงกลมหรือทรงกรวย สีแดงสดแต่ไม่สม่ำเสมอ มีกลิ่นหอม ฉ่ำ และรสชาติหวาน เนื้อและผิวแข็ง สะดวกต่อการขนส่งและเก็บรักษา เป็นพันธุ์พระราชทานตรงกับปี พ.ศ. 2540 ครั้งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 ทรงมีพระชนมพรรษาครบ 70 พรรษา

พันธุ์พระราชทาน 70
4. พันธุ์พระราชทาน 72

ชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Fragaria ananassa Duch. เป็นพันธุ์จากประเทศญี่ปุ่นชื่อ Tochiotome นำมาปลูกทดสอบครั้งแรกในแปลงทดลองของสถานีวิจัยดอยปุย (มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์) จังหวัดเชียงใหม่ และต่อมาได้ทดลองปลูกที่สถานีเกษตรหลวงอ่างขาง อำเภอฝาง จังหวัดเชียงใหม่ ในปี พ.ศ. 2543-2544 ผลมีขนาดค่อนข้างใหญ่ถึงใหญ่มาก ผลหนึ่งมีน้ำหนักเฉลี่ยเกือบ 14 กรัม เนื้อผลภายในมีสีขาว เมื่อสุกเต็มที่ผิวจะมีสีแดงถึงสีแดงจัด ลักษณะของเนื้อแน่นกว่าพันธุ์พระราชทาน 70 แต่หวานน้อยกว่า และมีกลิ่นหอม เป็นพันธุ์พระราชทานปี พ.ศ. 2542 ครั้งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 ทรงมีพระชนมพรรษาครบ 72 พรรษา

พันธุ์ Tochiotome
5. พันธุ์พระราชทาน 60

ชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Fragaria ananassa Duch. เป็นสตรอว์เบอร์รีลูกผสมสายพันธุ์แรกที่เกิดขึ้นในประเทศไทยอย่างเป็นทางการ โดยทางกรมวิชาการเกษตรได้ออกหนังสือรับรองพันธุ์พืชขึ้นทะเบียนตามพระราชบัญญัติพันธุ์พืช พ.ศ. 2518 (ร.พ. 2) เลขที่ 276/2549 ลงวันที่ 16 กันยายน พ.ศ. 2549 ผลมีขนาดใหญ่ รูปทรงกรวยคล้ายหัวใจ (Conic) ถึงทรงกลมปลายแหลม (Globose Conic) น้ำหนักผลเฉลี่ย 10-15 กรัม รสชาติหวาน เนื้อในผลสีแดงสด ผิวแดงจัดเป็นเงามัน กลิ่นหอม ให้ผลผลิตต่อต้นค่อนข้างสูง เป็นพันธุ์พระราชทานในวโรกาสที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชทรงครองสิริราชสมบัติครบ 60 ปี เมื่อวันที่ 9 มิถุนายน 2549

พันธุ์พระราชทาน 60
6. พันธุ์พระราชทาน 80

ชื่อวิทยาศาสตร์ Fragaria ananassa Duch. พันธุ์นี้ได้รับการคัดเลือกครั้งแรกในฤดูกาลผลิตปี พ.ศ. 2545 โดยการนำเมล็ดพันธุ์ลูกผสมจากประเทศญี่ปุ่นเข้ามาเพาะและปลูกทดสอบที่แปลงทดลองของสถานีวิจัยดอยปุย อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ และได้ปลูกทดสอบในพื้นที่แปลงทดลองของสถานีเกษตรหลวงอ่างขาง อำเภอฝาง จังหวัดเชียงใหม่ ในปี พ.ศ. 2547 ถือเป็นพันธุ์ที่ได้รับความสนใจมาก เนื่องจากเป็นสตรอว์เบอร์รีสายพันธุ์ใหม่ที่ทีมวิจัยเพิ่งประสบผลสำเร็จ และได้ส่งเสริมให้เกษตรกรปลูกในปี พ.ศ. 2550 หลังจากใช้เวลาทำการวิจัยมายาวนานถึงหกปีเต็ม

จุดเด่นอยู่ที่ลำต้นใหญ่ แข็งแรง ให้ผลดก มีขนาดใหญ่ น้ำหนักผลเฉลี่ย 30-35 กรัม รูปร่างของผลสวยงาม (Berry Shape) เนื้อผลสีแดงสดใส รสชาติดีมาก หวานและมีกลิ่นหอม ส่วนที่มาของชื่อพันธุ์นี้ก็เพื่อเป็นการเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 เนื่องในโอกาสทรงเจริญพระชนมพรรษา 80 พรรษา

พันธุ์พระราชทาน 80
7. สายพันธุ์ใหม่ “พันธุ์พระราชทาน 88”   

ล่าสุดมูลนิธิโครงการหลวงพร้อมส่งสตรอว์เบอร์รีสายพันธุ์ใหม่ “พันธุ์พระราชทาน 88” โดยสตรอว์เบอร์รีพันธุ์นี้เป็นลูกผสมระหว่างพันธุ์พระราชทาน 80 กับพันธุ์พระราชทาน 60 ซึ่งวิจัยและพัฒนาสายพันธุ์กันมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2550 และได้รับพระราชทานนามจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 เพื่อเฉลิมพระเกียรติในโอกาสเฉลิมพระชนมพรรษา 88 พรรษา

ปัจจุบันอยู่ระหว่างขอขึ้นทะเบียนกับกรมวิชาการเกษตร จุดเด่นของพันธุ์พระราชทาน 88 อยู่ที่ขนาดของผลค่อนข้างสม่ำเสมอ สีส้มแดงถึงแดงสด เนื้อละเอียดแน่น สีแดงสลับขาว หวานกว่าสายพันธุ์อื่น แทบไม่มีรสเปรี้ยวติดเลย แถมยังกลิ่นหอมโดดเด่นกว่าทุกสายพันธุ์ สัมผัสแรกหลังลิ้มรสคือเนื้อสตรอว์เบอร์รีแทบละลายในปากกันเลย งานนี้หวังส่งมาตีตลาดพรีเมียม เข้าท้าชิงกับสตรอว์เบอร์รีเกาหลีลูกโตราคาแพงที่กำลังฮิตอยู่ตอนนี้

พันธุ์พระราชทาน 88 (ที่มาภาพ – www.thairath.co.th)
8. พันธุ์ 329

เป็นพันธุ์ที่กรมส่งเสริมการเกษตรโดยนายปราโมทย์ รักษาราษฎร์ อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร ได้นำเข้าจากอิสราเอล มาปลูกทดสอบที่ตำบลโป่งแยง อำเภอแม่ริม จังหวัดเชียงใหม่ ในปี 2540 ผิวผลมีสีแดงสดมัน ลักษณะค่อนข้างกรอบ มีกลิ่นหอม รสชาติค่อนข้างหวานเมื่อสุกแก่เต็มที่ สามารถเก็บไว้ได้นาน เหมาะแก่การขนส่ง

พันธุ์ 329
9. สตรอว์เบอร์รีดอย

ชื่อสามัญคือ Wild Strawberry, Mountain Strawberry, Hillside Strawberry ชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Fragaria Vesca จัดอยู่ในประเภท The Wood Strawberry หรืออัลไพน์สตรอว์เบอร์รี ให้ผลผลิตค่อนข้างสูง ผลมีขนาดค่อนข้างเล็ก มีกลิ่นหอมมาก รูปทรงกรวยยาว น้ำหนักต่อผลเฉลี่ย 2-3 กรัม ในปริมาณ 100 กรัม มีจำนวนผล 94 ผล

สตรอว์เบอร์รีดอย
10. พันธุ์ Mara Des Bois

พันธุ์นี้เกิดขึ้นที่ฝรั่งเศสตั้งแต่ศตวรรษที่ 18 แต่มาเป็นที่นิยมกันอย่างมากในปี พ.ศ. 2533 ให้ผลผลิตเร็ว ผลมีขนาดเล็กถึงปานกลาง สีแดง-ส้ม รสชาติหวาน และมีกลิ่นหอม

พันธุ์ Mara Des Bois

 

 

ติดตาม Men’sHealth Thailand ได้ที่นี่ …
Website : http://www.mhthailand.com/
Instagram : https://www.instagram.com/mhthailand/
Facebook : https://www.facebook.com/MensHealthThai/
Youtube : https://www.youtube.com/user/Menshealththailand/

 

 

0 341

 

เพราะสังคมก้มหน้ากลายเป็นสิ่งที่พบเห็นได้แล้วแทบทุกที ไม่เว้นแม้แต่โต๊ะอาหารที่ๆ เราควรตั้งใจกับการทานอาหารตรงหน้าหรือใช้เวลาร่วมกับเพื่อนร่วมโต๊ะข้างๆ ซึ่งนอกจากพฤติกรรมนี้จะไม่สุภาพแล้ว ข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ยังชี้อีกด้วยว่าเป็นพฤติกรรมเสี่ยงต่อการเสียสุขภาพด้วยเช่นกัน

งานวิจัยจากมหาวิทยาลัยนอร์ทเวสเทิร์น พบว่า ก่อนมื้ออาหารหากคุณได้รับแสงสีฟ้าจากหน้าจอของอุปกรณ์ดิจิตอลอย่างแล็ปท็อป แท็บเล็ต หรือสมาร์ตโฟน จะมีผลทำให้คุณทานอาหารมากเกินควร!

โดยข้อมูลจากงานวิจัยนี้ ระบุว่าหลังจากได้รับแสงสีฟ้า 15 นาที ผู้เข้าร่วมการวิจัยจะหิวมากขึ้น และความรู้สึกนั้นจะคงอยู่กับพวกเขานานถึง 2 ชั่วโมง นพ.ฟิลลิส ซี เจ้าของผลงานวิจัยชิ้นนี้ อธิบายว่าแสงบางชนิดสามารถกระตุ้นการทำงานของสมองส่วนที่ควบคุมความเจริญอาหารและระบบเมตาบอลิซึม การกระตุ้นดังกล่าวอาจมีผลกระทบต่อจังหวะการผลิตอินซูลินและกลูโคสในร่างกาย คุณจึงรู้สึกหิวมากกว่าปกตินั่นเอง

ดังนั้นทางที่ดี… คุณควรจะเก็บอุปกรณ์ดิจิตอลเหล่านี้ไว้ให้พ้นหูพ้นตา แล้วหันมาทานอาหารอย่างมีสติจะเข้าท่ากว่า เคี้ยวและกลืนอาหารช้าๆ รวมทั้งสนใจจดจ่ออยู่กับรสชาติของอาหาร งานวิจัยอีกชิ้นหนึ่งชี้ให้เห็นว่าเทคนิคการทานช้าๆ แบบนี้จะช่วยให้คุณอิ่มเร็วกว่าปกติด้วย

 

 

ติดตาม Men’sHealth Thailand ได้ที่นี่ …
Website : http://www.mhthailand.com/
Instagram : https://www.instagram.com/mhthailand/
Facebook : https://www.facebook.com/MensHealthThai/
Youtube : https://www.youtube.com/user/Menshealththailand/

 

 

0 2014

ถ้าคุณคิดว่ารู้เรื่องฟิตเนสมาเยอะแล้วล่ะก็… เห็นทีจะต้องคิดใหม่ เพราะวิธีฝึกแบบแปลกใหม่ที่เรานำมาเสนอในคอลัมน์นี้ จะทำให้คุณฟิตจัดพร้อมสำหรับทุกอย่างที่ขวางหน้า ซึ่งผู้ทีจะมาเผยเคล็ดลับที่เขาซุ่มพัฒนามา 30 ปว่าปีนี้ก็คือ เทรนเนอร์ผู้มากประสบการณ์อย่าง “จอห์น เชฟเฟอร์” อดีตนักยกน้ำหนักระดับแชมป์โลกและคิกบ็อกเซอร์ ที่จะมาเผยเคล็ดลับการฝึกทั้ง 5 ประการที่จะช่วยให้เราปลดปล่อยศักยภาพในตัวเอง พร้อมยกระดับการเวิร์กเอาต์ของคุณให้ก้าวหน้าขึ้น !! 

 

1. กฎการเติมพลัง “อย่ากลัวไขมัน”

เพราะสิ่งที่ช่วยเพิ่มสมรรถภาพให้นักกีฬาได้ดีมากคือ “โภชนาการที่เหมาะสม” เชฟเฟอร์จึงได้คิดค้นสูตรคุกกี้เพื่อช่วยให้ลูกค้าออกกำลังได้หนักขึ้นและฟื้นตัวได้เร็วหลังออกกำลัง โดยแคลอรีส่วนใหญ่ของคุกกี้สูตรนี้ มาจากไขมันคุณภาพสูงซึ่งเป็นแหล่งพลังงานที่มีประสิทธิภาพมากกว่าแป้ง นอกจากนี้ร่างกายคุณยังมีแนวโน้มจะเก็บไขมันไว้ในรูปไขมันน้อยกว่าด้วย

สูตรคุกกี้โฮมเมด

นำข้าวโอ๊ตดิบ 1 ถ้วย น้ำมันมะพร้าว 4 ช้อนโต๊ะ เวย์โปรตีน 2 ช้อนโต๊ะ และซอสแอปเปิ้ล 1 ถ้วย มาผสมเข้าด้วยกัน แบ่งเป็น 4 ส่วน (โดยไม่ต้องอบ) กินทีละ 1 ส่วนก่อนออกกำลัง 1 ชม.

 

2. กฎการใช้เวลา ออกกำลังสั้นๆ ดีที่สุด”

เพราะการเติบโตของกล้ามเนื้อและสลายไขมันไม่ได้แปรผันตามระยะเวลาที่ใช้ในการเวิร์กเอาต์ ยกตัวอย่างเช่น การออกกำลังกายของนักยกน้ำหนัก บางทีอาจใช้เวลาไม่เกิน 30 นาทีด้วยซ้ำ แต่สำหรับแรงที่เขาจะต้องใช้กลับมากกว่าคนส่วนใหญ่ที่เล่นยิม 2 ชั่วโมงเสียอีก

ดังนั้น ทางออกที่ดีจึงควรเป็น “การเลิกเสียเวลา”

ด้วยการเลิกสังสรรค์ตามตู้น้ำดื่ม คุยเจ๊าะแจ๊ะบนเทรดมิลล์ หรือดูไฮไลต์กีฬาในข่าวช่องต่างๆ แล้วควรใส่ใจกับเวลาพักให้เหมือนกับเวลาฝึก และอาจพักแค่ไม่เกิน 30 วินาทีเท่านั้น

 

3. กฎการพัก “จัดให้หนักขึ้น”

ไม่ว่าคุณจะฝึกหนักแค่ไหนในยิมก็ตาม ที่จริงแล้วคุณอาจอัดให้หนักขึ้นได้ เหตุผลก็เพราะคุณลดน้ำหนักลงในระหว่างเซ็ต การแบกน้ำหนักตลอดการฝึกท่าใดท่าหนึ่งแล้วต่อด้วยท่าที่ออกแรงหนักอีกหนึ่งเซ็ตทันที เช่น Stepup หรือวิดพื้นโดยใช้แรงระเบิด จะกระตุ้นเส้นประสาทที่สงบนิ่งอยู่และปรับสภาพร่างกายให้ฟื้นตัวภายใต้แรงกดดันได้ครับ นอกจากนี้ยังกระตุ้นการสร้างฮอร์โมนสร้างกล้ามเนื้อให้เพิ่มอย่างรวดเร็วด้วย

การฝึกที่อยากแนะนำ >> “ฝึกผสมท่า”

เพิ่มชุดฝึกจัดหนักเข้าไปในโปรแกรมของคุณ โดยการเล่นท่า Squat + Stepup และ Bench Prees + Explosive Pushup คู่ละ 3 วัน/สัปดาห์ โดยให้คุณโฟกัสเรื่องฟอร์มที่ถูกต้อง ถ้าเริ่มรู้สึกว่าฟอร์มชักเริ่มจะเพี้ยน ให้ลดน้ำหนักที่ใช้ทันที

 

4. กฎการฝึกสมอง “ฝึกความเร็วด้วยการตอบสนอง”

คุณย่อมได้เปรียบแน่… ถ้าสมองคุณสามารถประมวลผลสิ่งที่เห็นและตอบสนองได้อย่างรวดเร็ว รายงานในวารสาร Journal of Strength and Conditioning Research ระบุว่า ผู้เล่น NBA ที่ตอบสนองได้เร็วกว่าจะมีสถิติการเล่นที่ดีกว่า ซึ่งทักษะเรื่องนี้เป็นตัวเปลี่ยนเกมของนักกีฬา แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าคนธรรมดาอย่างเราจะนำเรื่องในชีวิตประจำวันมาประยุกต์ใช้ฝึกตัวเองไม่ได้

แนวทาง “ฝึกตอบสนองให้ไว”

ให้เพื่อนยืนห่างจากคุณสัก 10 หลา หลับตาแล้วให้เพื่อนขว้างลูกเทนนิสลงพื้นให้กระดอนหาคุณโดยบอกแค่ “ซ้าย” หรือ “ขวา” พอเพื่อนขว้างมาให้คุณลืมตาแล้วรับลูกด้วยมือข้างเดียวกัน ถ้าหาเพื่อนฝึกไม่ได้ก็ขว้างลูกกระดอนใส่ผนังแทนก็ได้อีกแหละ

 

5. กฎการจบการฝึก “ถ้าจบช้าๆ ทุกอย่างก็ช้าไปหมด”

หลายคนคิดว่าเวตและคาร์ดิโอเป็นคนละเรื่องกัน แต่การฝึกสลับหนักเบามีประโยชน์มากสำหรับช่วงท้ายของการฝึกเวต เพราะร่างกายคุณจะจำและปรับให้เข้ากับสิ่งสุดท้ายที่คุณทำในการฝึก ดังนั้น ถ้าคุณจบโดยทำอะไรช้าๆ คุณก็จะช้าไปหมด ด้วยเหตุนี้นักกีฬาที่เทรนกับผมจึงต้องจบด้วยการฝึกความเร็วนั่นเอง

ถ้าอย่างนั้น… เปลี่ยนมา “จบด้วยสปีด” กันเถอะ

หากคุณยกเวตครั้งสุดท้ายเสร็จ ลองก้าวขึ้นเทรดมิลล์ เครื่อง Row หรือจักรยาน Airdyne แล้วฝึกสลับหนักเบา 5-10 ชุด โดยในแต่ละชุดให้คุณสปรินต์สุดแรง 30 วินาที แล้วฝึกเบาๆ แบบพักอีก 30 วินาที แต่ตอนฝึกเบาก็อย่าให้เบามากไปนะ ลองปรินต์ที่ 14 ไมล์/ชั่วโมงและฝึกเบาที่ 8 ไมล์ ก็พอแล้ว

 

 

 

เรื่อง Michael Easter / Men’s Health US แปล Achilles

ติดตาม Men’sHealth Thailand ได้ที่นี่ …
Website : http://www.mhthailand.com/
Instagram : https://www.instagram.com/mhthailand/
Facebook : https://www.facebook.com/MensHealthThai/
Youtube : https://www.youtube.com/user/Menshealththailand/

 

 

0 634

 

ถึงแม้ว่าคุณจะไม่ได้นั่งแช่อยู่ที่โต๊ะทำงานทั้งวัน บรรยากาศในออฟฟิศของคุณก็อาจจะเป็นอุปสรรคที่ขัดขวางแผนการลดหุ่นให้ดูดีของคุณ โดยเฉพาะเพื่อนร่วมงานร่างพลุ้ยข้างๆ คุณ เมื่อการศึกษาของ PLoS One พบว่า การมีเพื่อนร่วมงานอ้วนทำให้คุณมีความเสี่ยงที่จะพอกพูนไขมันตามไปด้วย

ข้อมูลจากงานวิจัยระบุว่า ยิ่งคุณต้องทำงานกับเพื่อนร่วมงานที่น้ำหนักเกินมากเท่าไร คุณก็ยิ่งมีความเสี่ยงที่จะน้ำหนักเกินมากเท่านั้น ดร.เอลิซาเบธ รูลา ผู้จัดทำงานวิจัยนี้ บอกว่านอกจากเราจะติดนิสัยบางอย่างมาจากคนในครอบครัวหรือเพื่อนสนิทแล้ว เรายังมีโอกาสที่จะติดนิสัยจากเพื่อนร่วมงานจนส่งผลต่อน้ำหนักตัวของเราได้

ทั้งนี้ทั้งนั้นไม่ได้หมายความว่าเราห้ามคุณคบเพื่อนร่วมงานที่อวบระยะสุดท้ายหรอกนะ แต่คุณต้องหาทางควบคุมพฤติกรรมของตนเองให้ได้ใช้พลังงานบ่อยๆ เช่น หาโต๊ะทำงานแบบยืนทำงานมาใช้ หรือไม่ก็จัดประชุมระดมความคิดแบบที่ให้ทุกคนต้องเดินแทนการนั่ง เพราะอย่างน้อยๆ หากคุณได้ซึมซับนิสัยการกินแบบเพื่อนร่างใหญ่ข้าง มาแล้ว แต่คุณก็จะได้ออกกำลังและลดความเสี่ยงจะมีร่างอวบอิ่มเช่นเพื่อนของคุณ

 

 

ติดตาม Men’sHealth Thailand ได้ที่นี่ …
Website : http://www.mhthailand.com/
Instagram : https://www.instagram.com/mhthailand/
Facebook : https://www.facebook.com/MensHealthThai/
Youtube : https://www.youtube.com/user/Menshealththailand/

 

 

0 2425

 

หลังจากเป็นที่รู้จักในบ้านเรามาได้พักใหญ่ และฝ่าฟันพิสูจน์ตัวเองจนพ้นคำครหาผิดๆ ในที่สุด “หญ้าหวาน” ก็เริ่มเป็นที่นิยมของคนรักสุขภาพ จนเกิดเป็นกระแสสำหรับผู้ต้องการหลุดพ้นจากยุคน้ำตาลเทียมเสียที เพราะไม่ว่าจะขัณฑสกร (แซคคาริน) แอสปาร์เทม ซูคราโลส อะซีซัลเฟมเค ซอร์บิทอล ไซลิทอล อิริทริออล เรื่อยมาจนมาถึงสารแทนความหวานทั้งหลายที่ลงท้ายด้วย “…ออล” ก็ล้วนเป็นสารสังเคราะห์ที่คนรักสุขภาพเริ่มหลีกเลี่ยง (โดยเฉพาะ 3 ชนิดแรก)

อย่างไรก็ตาม แม้ “หญ้าหวาน” จะเป็นที่รู้จักในไทยมาได้หลายปีแล้ว แต่สำหรับบางคนก็ยังถือเป็นเรื่องใหม่ดังนั้น วันนี้เราจะมาทำความรู้จักสารแทนความหวานจากธรรมชาติชนิดนี้กัน….

หญ้าหวาน คืออะไร?

หญ้าหวาน (Stevia rebaudiana Bertoni) เป็นพืชในตระกูลทานตะวันหรือดาวเรือง แต่ลักษณะใบคล้ายสะระแหน่และต้นละม้ายแมงลักมากกว่า โดยประเทศที่ใช้สมุนไพรตัวนี้นำร่องมาหลายร้อยปีแล้ว คือ ปารากวัยและบราซิล ซึ่งเป็นถิ่นกำเนิดของต้นไม้ชนิดนี้ ต่อมาก็มีหลายประเทศเริ่มนำไปปลูกใช้เอง สกัดเอง ขายเองบ้าง โดยเฉพาะญี่ปุ่นที่นิยมใช้หญ้าหวานเป็นสารทดแทนความหวานมา 40 ปีได้ อเมริกาเริ่มใช้จริงจังมา 10 กว่าปีได้แล้ว ส่วนทางยุโรปนั้น ด้วยความเคร่งครัดเรื่องการควบคุมอาหารและยา รวมทั้งการคุ้มครองผู้บริโภค จึงเพิ่งเริ่มใช้กันอย่างเป็นทางการได้สัก 5-6 ปีที่ผ่านมา ทั้งที่รู้จักกันมานานมากแล้ว

หญ้าหวานใน “ไทย”

โดยสำหรับในบ้านเรานั้น รู้จักพืชนี้กันมาสักพักใหญ่แล้ว แต่ด้วยเพราะไม่ค่อยตื่นตัว บวกกับหาซื้อตามตลาดได้ยาก จึงทำให้หญ้าหวานยังไม่เป็นที่นิยมกัน จนกระทั่งเมื่อเร็วๆ นี้ได้มีการนำมาเป็นส่วนผสมในเครื่องดื่มหลายชนิด เทรนด์สุขภาพใหม่จึงบังเกิดขึ้นในบ้านเรานั่นเอง

ทั้งนี้ แม้หญ้าหวานจะมีหลายรูปแบบ ทั้งแบบเป็นใบๆ ให้เราต้มกินเอง หรือแบบผงพร้อมกินหรือนำไปผสมกับสารให้ความหวานแบบอื่นๆ แต่การจะกินหญ้าหวานก็ควรพิจารณาสารให้ความหวานหรือสารอื่นที่นำมาเจือจางหญ้าหวานให้หวานพอดี เพื่อไม่ให้ปริมาณน้ำตาลที่เข้าสู่กระแสเลือดพุ่งสูงเกินไปด้วย

ข้อดี

1. ให้ความหวานได้อย่างเข้มข้น
2. ทนกรดทนด่าง ทนความร้อนสูงถึง 200 องศาเซลเซียส จึงนำไปใช้ปรุงอาหารได้
3. ไม่ก่อมะเร็ง ปลอดภัยในการรับประทานต่อเนื่องตามปริมาณที่แนะนำ (ไม่เกิน 4 มก.ต่อน้ำหนักตัว 1 กก. ต่อวัน)
4. รสชาติคล้ายน้ำตาลธรรมชาติ ต่างก็ตรงไม่หวานแหลมเหมือนน้ำตาล แต่จะค่อยๆ หวานติดลิ้น ซึ่งใช้เวลานานกว่า
5. เหมาะสำหรับผู้ต้องการควบคุมน้ำหนักและผู้ป่วยเบาหวาน

ข้อเสีย

1. ถ้าใส่ปริมาณเยอะเกินไป จะทำให้เข้มข้น จนทำให้รู้สึกขมได้
2. นำไปทำขนมจะไม่ค่อยฟู ทำให้ต้องใส่ผงฟูมากขึ้น และรสสัมผัสแตกต่างออกไป เนื่องจากไม่มีน้ำตาลเป็นสารตั้งต้น
3. ทำให้ความหอมของขนมที่ผสมหญ้าหวานไม่ฟูฟ่องมากนัก
4. อาหารหรือขนมที่หมักแป้งโดว์ด้วยยีสต์หรือแก๊ส ต้องใช้เวลาหมักนานกว่า

อย่างไรก็ตาม… แม้น้ำตาลเทียมหลายชนิด โดยเฉพาะกลุ่มโพลีออลจะเหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการควบคุมน้ำหนักและผู้ป่วยเบาหวานเช่นกัน เพราะสามารถลดปริมาณแคลอรีที่ร่างกายรับเข้าไปจากน้ำตาล รวมถึงผลข้างเคียงจากภาวะน้ำตาลในเลือดพุ่งสูงหลังมื้ออาหารที่ส่งผลเสียต่อการเผาผลาญ ระบบเส้นเลือด หัวใจและสมอง

แต่ผลงานวิจัยเมื่อเดือนกันยายน เมื่อปี 2014 ที่ผ่านมา ก็ตั้งคำถามถึงการบริโภคขัณฑสกร แอสปาร์เทมและซูคราโลส กับความเหมาะสมในผู้ป่วยเบาหวาน เนื่องจากน้ำตาลเทียม 3 ชนิดนี้ อาจเป็นบ่อเกิดของเบาหวานก็เป็นได้ ดังนั้นจึงต้องรอดูในอนาคตว่าความชัดเจนเรื่องความปลอดภัยของน้ำตาลเทียมทั้ง 3 ตัวนี้จะเป็นอย่างไร ระหว่างนี้คงต้องพึ่งพาการปรับนิสัยติดหวาน ทานสารสกัดหญ้าหวานหรือสารให้ความหวานกลุ่มโพลีออลไปพลางก่อน แต่วงเล็บไว้นิดหนึ่งว่าอย่าได้ใจรับประทานมากเกินไปล่ะครับ ท้องเดินขึ้นมาจะหาว่าโพลีออลไม่เตือนนะครับ!

 

ติดตาม Men’sHealth Thailand ได้ที่นี่ …
Website : http://www.mhthailand.com/
Instagram : https://www.instagram.com/mhthailand/
Facebook : https://www.facebook.com/MensHealthThai/
Youtube : https://www.youtube.com/user/Menshealththailand/

 

 

0 1168

 

ดร.เครก เอริคมอร์ริส นักมานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยเพนซิลเวเนียสเตท ซึ่งทำวิจัยเรื่องอาการอกหัก บอกว่า ผู้หญิงรับมือกับการเลิกราได้ดีกว่าผู้ชายเพราะพวกเธอเป็นคนประเภท “เจ็บง่ายหายเร็ว” ขณะที่ผู้ชายเราจะจมอยู่กับความเจ็บปวดที่ยาวนานและหนักหน่วง หมกมุ่นกับการรื้อฟื้นเรื่องเก่าๆ และการสำรวจความรู้สึกของตัวเอง แถมยังตามส่องเฟซบุ๊คของเธอเป็นเดือนๆ เพราะผู้ชายเราไม่รู้จักตัดใจและจะปล่อยให้ความเจ็บปวดยืดเยื้อไปเรื่อยๆ

ผลวิจัยฉบับหนึ่งยังชี้อีกว่า ก่อนอายุขึ้นเลข 3 ผู้ชายส่วนใหญ่มักผ่านการเลิกราครั้งสำคัญมาแล้ว 3 ครั้ง แต่ก็ไม่ใช่ว่าจะเป็นประสบการณ์เจ็บแบบซ้ำๆ เสียเมื่อไหร่ ดังนั้นเพื่อทำให้คุณแน่ใจว่าสามารถรับมือกับสาวๆ หลากหลายรูปแบบและพาหัวใจตัวเองผ่านพ้นไปด้วยดี เรามีวิธีรับมือสาวแต่ละแบบที่รับรองว่าชาตินี้ (ถ้าคุณไม่ครองสถานะโสดตลอดชีพ) คงจะได้เจอกันบ้าง จะเป็นอย่างไรนั้น มาดูกันเลย…

 

1. รักครั้งแรก

เขาว่ากันว่า “รักครั้งแรก” นี่แหละ ฝังใจที่สุดแล้ว และไม่ว่ามันจะเกิดกับคุณเมื่อไหร่ จะเด็กหรือตอนโตก็ตาม หากต้องลงท้ายที่ความไม่สมหวังแล้ว มันก็ยังเป็นความเจ็บปวดชั่วชีวิตเหมือนกันอยู่ดี อย่างไรก็ตาม เราอาจใช้ประสบการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นสิ่งสะท้อนให้เห็นถึงตัวตนที่แท้จริงของเราในแบบที่สภาวะปกติทั่วไปไม่สามารถทำได้ ก็คิดบวกไปอีกแบบ

วิธีตัดใจ เลิกคิดแบบนั้นให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพราะถ้ามีความคิดอย่าง ‘ฉันติดแฟนมากเกินไป’ หรือ ‘ฉันคิดมากเกินไป’ อยู่ในหัวตลอดเวลา คุณก็ควรจะปรับเปลี่ยนเรื่องราวเกี่ยวกับความสัมพันธ์ที่พร่ำบอกกับตัวเอง มีหลายปัจจัยที่เป็นตัวกำหนดว่าความสัมพันธ์จะไปรอดหรือไม่ มันอาจเป็นเพราะจังหวะเวลาไม่เหมาะสม หรืออาจเป็นเพราะเธอคนนั้นยังไม่พร้อมสำหรับความสัมพันธ์แบบผู้ใหญ่ก็ได้ ดังนั้น ถ้ามัวแต่ยึดติดกับเรื่องราวที่ทำให้ตัวเองเป็นฝ่ายผิด คุณก็อาจจะต้องพยายามควบคุมความรู้สึกที่สับสนของตัวเองไปเรื่อยๆ ขณะที่การปรับเปลี่ยนเรื่องราวดังกล่าวจะช่วยทำให้ตัดใจได้เร็วขึ้น

 

2. แม่ของลูก

ถ้าคุณอยากให้ลูกเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่มีความมั่นคงทางใจ คุณก็ไม่ควรปล่อยให้เขาต้องเผชิญกับพายุอารมณ์ของพ่อแม่  จงคำนึงไว้เสมอว่านี่คือความสัมพันธ์ที่เปราะบาง คุณจึงควรจะแก้ปัญหาด้วยความระมัดระวังและไม่แสดงปฏิกิริยาในแง่ลบให้เขาเห็น

วิธีตัดใจ ต้องรักษาระยะห่างทางอารมณ์ และวิธีที่ดีที่สุดคือต้องตัดใจให้เร็วที่สุดเท่าที่คุณจะทำได้ โดยที่ยังคงเป็นพ่อและผู้ชายที่ดี อาจเริ่มที่การปฏิบัติตัวต่อเธอเช่นเดียวกับที่คุณจะปฏิบัติตัวต่อเพื่อนร่วมห้องนิสัยดี พยายามกำหนดขอบเขตและรักษาระยะห่างทางอารมณ์อย่างเต็มที่ พูดคุยกันอย่างเป็นมิตร เป็นการเป็นงานและรวบรัด และอย่าตอบสนองต่อการโต้ตอบของเธอ หรือพูดง่ายๆ คือให้ปฏิบัติตัวต่อเธอเช่นเดียวกับที่คุณจะปฏิบัติตัวต่อคนอื่นๆ ซึ่งถือเป็นคนสำคัญในชีวิตของลูกอย่างคุณครู แพทย์ประจำตัว และญาติสนิท หรือคุณจะลองฟื้นฟูมิตรภาพในภายหลังก็ได้ ผู้หญิงที่หย่าร้างหลายๆ คนบอกหมอว่า ‘สามีเก่าคือเพื่อนที่ดีที่สุดคนหนึ่งของฉัน’ แต่นั่นคือสิ่งที่จะเกิดขึ้นในภายหลังนะ คุณต้องตั้งกฎขึ้นมาก่อน เพราะฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งจะต้องมีความรู้สึกที่รุนแรงกว่าอีกฝ่ายเสมอ พอตัดใจได้แล้ว คุณจะผ่อนกฎบ้างก็ได้

 

3. สาวฮอต สุดเก่งและเร่าร้อน

ไม่มีผู้หญิงแบบไหนจะเทียบผู้หญิงแบบที่ช่วยเปิดโลกสู่มุมมอง ประสบการณ์ ทักษะและท่าเล่นรักใหม่ๆ ได้แล้วล่ะ ดังนั้น การต้องสูญเสียผู้หญิงแบบนี้ไปจะทำให้ตัดใจได้ยาก เพราะเธอคือคนที่ช่วยพัฒนาตัวตนและทักษะในเรื่องเซ็กซ์ของคุณ แต่ถ้าการเชี่ยวชาญท่าผาดแผลงคือสิ่งเดียวที่เก็บเป็นที่ระลึกได้ คุณก็ควรจะเตือนสติตัวเองว่ายังมีผู้หญิงอื่นที่จิตใจมั่นคงกว่าซึ่งให้ประสบการณ์ทำนองนั้นได้เช่นกัน

วิธีตัดใจ ท่องไว้ว่าต้องตัดใจ “ความสัมพันธ์แบบรักๆ เลิกๆ จะทำให้ยิ่งเครียด” คุณจึงควรจะหลับตา พยายามตัดใจจากเธอและลืมเธอให้ได้เท่านั้นเอง

 

4. สาวห้าวในกลุ่มเพื่อน

ถ้ามีเรื่องเซ็กซ์มาเกี่ยวข้องในกลุ่มเพื่อนที่รักใคร่กันดี ทุกอย่างจะพังหมด และถ้ามีการตัดสัมพันธ์แบบทันทีทันใด สถานการณ์ก็จะยิ่งเลวร้ายลง ฉะนั้นถ้าคุณทนเห็นเธอไม่ได้ เราก็เสียใจด้วยเพราะกลุ่มของคุณจะไม่มีวันเป็นเหมือนเดิมอีกแล้ว และถ้าไม่มีเธอ กลุ่มก็แตกด้วยเช่นกัน

วิธีตัดใจ ถ้าอยากรักษากลุ่มเพื่อนไว้ คุณทั้งสองก็ควรหันมาให้ความสำคัญกับสิ่งที่เคยเป็นความสนใจร่วมก่อนที่จะมีเรื่องเซ็กซ์มาเกี่ยวข้อง หรือคุณอาจขอให้เพื่อนๆ ช่วยประเมินสิ่งที่เห็นแบบตรงไปตรงมาด้วย เพราะมันจะช่วยให้คุณเข้าใจว่าสิ่งที่ตัวเองคิดอาจจะแตกต่างจากสิ่งที่เพื่อนๆ เห็น แต่อย่าพากันพูดถึงเธอในทางที่ไม่ดีแล้วกันเพราะมันไม่ได้ช่วยแก้ปัญหาอะไรเลย แถมยังจะทำให้คุณดูอ่อนแอและน่ารังเกียจอีกต่างหาก

 

5. คู่แท้ที่คุณตกหลุมรัก

ถึงคุณจะตามส่องไอจีของเธอและหันมาแก้ไขข้อบกพร่องของตัวเอง ก็เปลี่ยนแปลงความจริงข้อนี้ไม่ได้ คุณจึงควรตัดใจจากเธอด้วยการลงมือเขียนเกี่ยวกับสาเหตุที่ทำให้ความสัมพันธ์จบลงด้วยการเลิกรา สิ่งที่คุณทั้งคู่ทำพลาดและสิ่งที่คุณจะไม่มีวันทำอีกแล้ว

วิธีตัดใจ ลงมือเขียนถึงแง่ดีที่คุณได้รับหลังจากได้คำว่า “โสด” กลับคืนมา เช่นการได้ไปเที่ยวกลางคืนตามประสาคนโสดช่วงสุดสัปดาห์ และข้อมูลที่จะช่วยให้พร้อมสำหรับความสัมพันธ์ครั้งใหม่ โดยการเขียนอาจไม่ต้องสนใจเรื่องถูกผิดก็ได้ เพราะมันเป็นแค่เครื่องมือเพื่อช่วยให้คุณผ่อนคลาย มั่นใจ และมีพลังได้ดีกว่าการเขียนเกี่ยวกับเรื่องแง่ลบ แต่ถึงอย่างนั้น ก็ควรเลือกเวลาและสถานที่ไม่ให้เป็นสถานประจำเดิมๆ เพื่อหลีกเลี่ยงการผูกความคิดไว้กับจุดใดจุดหนึ่ง คงจะดีกว่ามากถ้าวันหนึ่งคุณผ่านกลับไปสถานที่เดิม จะไม่ต้องมานั่งรำลึกความหวังช้ำๆ นี้อีก (ให้มีนเป็นเรื่องดีๆ แล้วกัน)

 

6. สาวในออฟฟิศ

การต้องนั่งทำงานข้างๆ สาว ซึ่งเป็นฝันร้ายยามตื่น ถือเป็นเรื่องที่น่าอึดอัดใจไม่น้อยเลยทีเดียว ดังนั้น ถ้าจะให้ดีคุณสองคนจึงต้องหาวิธีปรับเปลี่ยนความสัมพันธ์ที่มีต่อกัน

วิธีตัดใจ รีบรับมือกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนไปก่อนจะส่งผลให้เกิดเกมการเมืองในออฟฟิศ โดยหาวิธีที่จะช่วยทำให้คุณสองคนทำงานร่วมกันได้โดยไม่มีเรื่องของอารมณ์มาเกี่ยวข้อง 

 

7. สาวอารมณ์ร้ายที่เอาแน่ไม่ได้

การตัดสัมพันธ์กับผู้หญิงแบบนี้ไม่ใช่เรื่องง่ายเลย และดูจะโหดร้ายกว่าที่เป็นจริงด้วย ฉะนั้นถ้าคิดจะเลิกราคุณก็ควรขอให้เธอยอมยุติความสัมพันธ์อย่างสง่างามโดยยึดคำปลอบประโลมใจจากเพื่อนๆหรือนักบำบัด จะได้เลิกแล้วต่อกัน และถึงจะดูเย็นชาสักแค่ไหน แต่นี่ก็ไม่ใช่ปัญหาของคุณแล้ว ถ้าแน่ใจว่ามีเหตุผลและเป็นคนจิตใจดี คุณก็ไม่จำเป็นต้องรับผิดชอบต่อความอยู่ดีมีสุขของเธอ แม้จะรู้สึกแบบนั้นก็ตาม

วิธีตัดใจ แก้ปัญหาด้วยความเห็นอกเห็นใจ แบ่งข้าวของกันอย่างสมเหตุสมผล แล้วหายไปจากชีวิตของเธอโดยสิ้นเชิงจะให้ดี…อย่าส่งข้อความ อย่าพูดคุยกับเธอหรือตอบสนองพฤติกรรมของเธอ เพราะเธอจะตัดใจได้ในที่สุด หรือไม่ก็หันไประเบิดอารมณ์ใส่คนอื่นแทน

สู้ๆ ครับ สุดท้ายแล้วเวลาจะเยียวยาทุกอย่าง และคุณจะได้ความแข็งแรง พร้อมเติบโตยิ่งขึ้น

 

เรื่อง Jeff Vrabel / Men’s Health US แปลและเรียบเรียง Albatross

 

ติดตาม Men’sHealth Thailand ได้ที่นี่ …
Website : http://www.mhthailand.com/
Instagram : https://www.instagram.com/mhthailand/
Facebook : https://www.facebook.com/MensHealthThai/
Youtube : https://www.youtube.com/user/Menshealththailand/

 

 

0 2619

 

เพราะการเพิ่มท่าเสริมความคล่องแคล่วไว้ในโปรแกรมฝึกจะช่วยลดโอกาสเสี่ยงการบาดเจ็บที่หัวไหล่ รวมถึงบรรเทาอาการปวดที่มีอยู่ให้ทุเลาลง ตามคำกล่าวของ ดร.ดัก เคชิเจียน ผู้เชี่ยวชาญด้านกายภาพบำบัดจาก Resilient Performance Physical Therapy ในนิวยอร์ก ดังนั้น ไม่ว่าคุณจะปวดไหล่หรือไม่ปวดก็ตาม จึงไม่มีเหตุใดอื่นที่คุณจะไม่ฝึกทั้ง 3 ท่านี้ !!

ลองนี่ : Arm Bar

ตั้งท่าเริ่มต้นแบบท่า Getup โดยขาซ้ายเหยียดตรง ชันขาขวาขึ้น (เท้าราบไปกับพื้น) มือขวาถือเคตเทิลเบลแล้วเหยียดขึ้นไว้เหนือหัวไหล่ (นิ่งค้างน้ำหนักไว้ที่ท่านี้ตลอดช่วง) เริ่มฝึกด้วยการกลิ้งตัวไปทางซ้ายพร้อมกับยกขาขวาข้ามมาด้านซ้าย (ยังคงชันขาขวาไว้) จบท่าด้วยการวางขาขวาลงกับพื้นด้านซ้าย ฝึกให้ครบ 3 เซ็ต เซ็ตละ 6-8 ครั้งต่อข้าง

ง่ายลงหน่อย : Ring Pushup

ตั้งท่าวิดพื้นโดยให้คุณใช้มือจับสาย TRX ที่ห้อยสูงจากพื้น 6-12 นิ้ว (ยิ่งสูงมากเท่าไร ท่านี้ยิ่งง่ายมากเท่านั้น) พยายามตั้งลำตัวตั้งแต่ศีรษะไปจนถึงส้นเท้าให้เป็นเส้นตรง จากนั้นลงมือฝึกท่า Pushup ให้ครบ 4 เซ็ต ด้วยจำนวนครั้งที่มากเท่าที่จะทำได้และหยุดก่อนหมดแรง 2 ครั้ง

ยากกว่าเดิม : Chair Pullup

โหนตัวที่บาร์โดยยกเข่าชันขึ้นให้ต้นขาขนานกับพื้นเหมือนว่าคุณกำลังนั่งบนเก้าอี้ที่ลอยอยู่กลางอากาศ เกร็งไว้ที่ท่านี้แล้วทำการฝึก Pullup ด้วยการค่อยๆ ออกแรงดึงตัวขึ้น เสร็จแล้วลดตัวกลับลง ฝึกให้ครบ 4 เซ็ต ด้วยจำนวนครั้งที่มากเท่าที่จะทำได้และหยุดก่อนหมดแรง 2 ครั้ง

นอกจากจะช่วงปกป้องหัวไหล่และช่วยเยียวยาอาการบาดเจ็บแล้ว ยังจัดว่าเป็นท่าที่ไม่ยากอะไรด้วย ดังนั้น นอกจากจะบริหารส่วนอื่นๆ แล้ว อย่าลืมบริหารหัวไหล่กันบ้าง และทั้ง 3 ท่านี้ก็คือคำตอบที่ดีของคุณ

 

ติดตาม Men’sHealth Thailand ได้ที่นี่ …
Website : http://www.mhthailand.com/
Instagram : https://www.instagram.com/mhthailand/
Facebook : https://www.facebook.com/MensHealthThai/
Youtube : https://www.youtube.com/user/Menshealththailand/

 

 

0 1070

 

เป็นประเด็นพูดถึงที่ทำเอาตกใจเหมือนกัน สำหรับข่าวลือก่อนหน้านี้ ซึ่งเป็นการพูดถึงพฤติกรรมทางเพศรุนแรงของสาวๆ ทาสแมวที่เกิดจากการได้รับเชื้อ Toxoplasma gondii ที่มากับมูลแมว! ทั้งนี้จากประเด็นดังกล่าวใช่ว่าจะไม่มีมูลเสียเดียว เพราะในทางวิทยาศาสตร์มีข้อมูลสนับสนุนประเด็นที่เป็นเหมือนการกล่าวหาเจ้าเหมียวหน้าตาน่ารัก แถมยังทำให้สาวๆ เสื่อมเสียอีก ดังนั้นวันนี้เราจะมาหาคำตอบประเด็นความข้องใจนี้กัน…

สำหรับ Toxoplasma gondii เป็นเชื้อราชนิดหนึ่ง สามารถเข้าบงการสมองหนูหรือคนให้มีพฤติกรรมห่ามท้านรกกว่าที่ควรจะเป็น ตามภาษาวิชาการที่เรียกว่า “Fatal Attraction Phenomenon” หรือปรากฏการณ์รนหาที่ตาย โดยเรื่องราวในสมองน่าจะเกี่ยวข้องถึงระดับยีน (Epigenetics) และการพุ่งสูงขึ้นของสารสื่อประสาท “โดพามีน” และ “ฮอร์โมนเทสทอสเทอโรน” ซึ่งเป็นที่รู้กันว่าสองสารนี้เกี่ยวข้องกับเซ็กซ์การสืบพันธุ์และพฤติกรรมห่ามๆ ปราศจากความกลัว จนเมื่อเชื้อเข้าสมองของคน จึงส่งผลให้สาวๆ ดูมีพฤติกรรมที่อาจเปลี่ยนไป

อย่างไรก็ตาม งานวิจัยใน Evolutionary Psychology กล่าวว่า ถ้าเทียบระหว่าง คนปลอดเชื้อ กับ ผู้ที่มีเชื้อ T. gondii ในตัว คนติดเชื้อ (แต่ไม่ใช่ทุกคน) จะมีแนวโน้มสนอกสนใจและจุดไฟติดจากเซ็กซ์พันธนาการ เซ็กซ์เถื่อนดิบ หรือเซ็กซ์ตกเป็นเบี้ยล่างได้มากกว่า แต่ทำจริงๆ ไหม? …นั่นอีกเรื่อง เพราะส่วนมากมักจะเป็นการกระตุ้นความคิด แต่ไม่ถึงขั้นบ่งการให้ลงมือทำได้ นี่จึงสรุปได้ว่า สาวๆ ไม่สามารถมีเซ็กซ์จัดจ้านดิบเถื่อนเพียงเพราะติดเชื้อราจากมูลแมวได้นั่นเอง

ที่สำคัญยิ่งไปกว่านั้นก็คือ ผลของเชื้อราจะส่งผล “เฉพาะคนติดเชื้อ” ไม่ใช่สาวทาสแมวทั้งหมด ดังนั้นหากถ้าเลี้ยงแมวอนามัยไม่กินเนื้อดิบ เลี้ยงระบบปิด ไม่เที่ยวซุกซน ทั้งแมวและมูล รวมถึงผู้เลี่ยงก็จะปลอดเชื้อ อีกอย่างถ้าจัดการมูลสัตว์ดี ไม่ฟุ้งกระจายเข้าปากหรืออาหาร ก็หายห่วงได้เลย

หนุ่มๆ คนไหนที่ใฝ่ฝันอยากควงสาวเผ็ดร้อน และกำลังเตรียมหาสาวๆ ทาสแมวสักคน เพียงเพราะหวังผลจากเซ็กซ์ BDSM หรือเซ็กซ์หลุดโลกล่ะก็… คงต้องเปลี่ยนใจกันแล้วล่ะ เพราะคุณเพียงตกเป็นเหยื่ออ่านหนังสือไม่เกิน 8 บรรทัดเท่านั้น // ตบบ่าๆ

 

ติดตาม Men’sHealth Thailand ได้ที่นี่ …
Website : http://www.mhthailand.com/
Instagram : https://www.instagram.com/mhthailand/
Facebook : https://www.facebook.com/MensHealthThai/
Youtube : https://www.youtube.com/user/Menshealththailand/

 

 

 

สำหรับผู้อ่านที่ติดตามข่าวสารสาระสุขภาพจาก MH เป็นประจำ คงจะพอจำเรื่องราวเกี่ยวกับการใช้ความโกรธให้เกิดประโยชน์กับการออกกำลังกายได้ ในหัวข้อ “หัวร้อน” ให้เป็นประโยชน์ สู่หนทางบิลด์ “กล้ามอก” สุดแกร่ง แต่เรื่องราวครั้งนี้กำลังจะเปลี่ยนไป เมื่อผลวิจัยล่าสุดชี้ว่า การทำเช่นนี้เสี่ยงต่อการหัวใจวายถึง 3 เท่า!!

ต่อไปนี้ก่อนจะการออกกำลังกายหนักๆ คงต้องพิจารณาอารมณ์ตัวเองสักหน่อย เพราะหากคุณกำลังโกรธหรืออารมณ์ตุ่ยมาจากไหน นั่นอาจหมายถึงอันตรายที่จะเกิดขึ้น นอกเหนือจากอุบัติเหตุเพราะความอารมณ์ร้อนของคุณ ผลการวิจัยล่าสุดที่ตีพิมพ์ในวารสาร Circulation ซึ่งได้ทำการศึกษาข้อมูลผู้ป่วยหัวใจวายก่อนอาการกำเริบ 1 ชั่วโมง จำนวน 12,500 ราย พบว่า ตัวแปรที่ทำให้พวกเขาเข้าสู่ภาวะวิกฤตนั้น ล้วนมาจากการออกกำลังหนักและอารมณ์โกรธพร้อมกัน

นพ.ดร.แอนดรูว์ สมิท ผู้เขียนงานวิจัย กล่าวว่า ด้วยสาเหตุนี้ จึงทำให้เส้นเลือดของผู้ป่วยตีบแคบ และเพิ่มความเสี่ยงต่ออาการนี้ไปอีก 3 เท่า เช่นเดียวกับผู้ป่วยรายหนึ่ง ซึ่งออกกำลังกายในเช้าวัน ก่อนจะเดินทางมาที่ศาล เพื่อต่อสู้ขอสิทธิเลี้ยงดูลูกชาย จนทำให้เขาเกิดภาวะหัวใจวายกำเริบในเวลาต่อมานั่นเอง

ทราบแบบนี้ จัดการกับอารมณ์และความรู้สึกตัวเองให้แจ่มใสก่อนออกกำลังกาย เพื่อหัวใจที่แข็งแรง พร้อมกับร่างกายที่ฟิตแน่นกันได้แล้วนะครับ ยิ่งกำความเครียดยิ่งเป็นการทำร้ายตัวเองนะเออ…. ท่องไว้ๆ

 

ติดตาม Men’sHealth Thailand ได้ที่นี่ …
Website : http://www.mhthailand.com/
Instagram : https://www.instagram.com/mhthailand/
Facebook : https://www.facebook.com/MensHealthThai/
Youtube : https://www.youtube.com/user/Menshealththailand/

 

 

0 3702

 

เพราะการเล่นเวตถือเป็นการออกกำลังกายด้วยอุปกรณ์ที่นิยมเป็นอย่างมาก ด้วยเพราะสามารถบริหารได้หลายส่วนของร่างกายอย่างง่ายดาย ตั้งแต่ท่อนบนยันท่อนล่าง แต่ก็ใช่ว่าทุกท่าจะเป็นผลดีไปทั้งหมด เพราะสำหรับบางท่าก็ส่งผลให้เกิดการบาดเจ็บ เช่นกับเอ็นไขว้หลัง ซึ่งถือเป็นอีกส่วนที่สำคัญ ดังนั้นวันนี้เราจะมาดูท่าเวตท่าไหนที่ควรเล่นและควรเลี่ยง เพื่อไม่ให้เป็นอันตรายกับเอ็นไขว้หลังกันครับ…

กล้ามเนื้อซึ่งมีความสำคัญมากในกรณีที่มีการบาดเจ็บของเอ็นไขว้หลัง คือ กล้ามเนื้อต้นขามัดหน้า หรือ Quadriceps เพราะเมื่อกล้ามเนื้อมัดนี้ทำงานจะเกิดแนวแรงที่ช่วยดึงกระดูกแข้งมาทางด้านหน้า ช่วยการทำงานของเอ็นไขว้หลัง ท่าบริหารกล้ามเนื้อที่ได้กล้ามเนื้อต้นขามัดหน้า ได้แก่ อุปกรณ์ออกกำลังกายท่า Leg Extension ซึ่งเป็นท่านั่งงอเข่าแล้วให้ขางัดแรงต้านเพื่อเหยียดเข่า ถ้าคุณไม่มีอุปกรณ์อาจใช้ถุงทรายมาถ่วงที่ข้อเท้าแล้วบริหารในลักษณะเดียวกันก็ได้

ท่า Leg Extension

ในส่วนของท่าบริหารที่ไม่ควรทำ ในกรณีที่มีการบาดเจ็บของเอ็นไขว้หลัง ก็คือ ท่าบริหารที่มีการทำงานของกล้ามเนื้อต้นขามัดหลัง หรือ Hamstring เพียงอย่างเดียว ได้แก่ ท่าบริหารในท่า Leg Curl ซึ่งมีทั้งอุปกรณ์ที่เป็นท่านั่ง และท่านอนคว่ำ แล้วให้ออกแรงงัดกับแรงต้านเพื่องอเข่า

ท่า Leg Curl

เมื่อกล้ามเนื้อต้นขามัดหลังหดตัวจะทำให้เกิดแนวแรงดึงกระดูกแข้งไปด้านหลัง ถือเป็นการซ้ำเติมเอ็นไขว้หลังซึ่งบาดเจ็บอยู่แล้ว แต่ถ้าต้องการบริหารกล้ามเนื้อต้นขามัดหลังก็ควรเลือกท่าออกกำลังกายที่มีการทำงานของกล้ามเนื้อต้นขามัดหน้าร่วมด้วย เช่น การใช้จักรยานปั่นอยู่กับที่ การบริหารท่าย่อเข่าแบบ Squat และการใช้อุปกรณ์ออกกำลังกาย ท่า Leg Press ที่ใช้เท้าถีบแป้นซึ่งมีแรงต้าน

ท่า Leg Press

สายเวตทราบแบบนี้แล้ว คงถึงเวลาที่จะต้องเลี่ยงบางท่า เพื่อป้องการบาดเจ็บเอ็นไขว้หลังแล้วล่ะครับ…

 

ติดตาม Men’sHealth Thailand ได้ที่นี่ …
Website : http://www.mhthailand.com/
Instagram : https://www.instagram.com/mhthailand/
Facebook : https://www.facebook.com/MensHealthThai/
Youtube : https://www.youtube.com/user/Menshealththailand/

 

 

Top Five Articles

0 112252
เผยเทคนิกพิฆาตชั้นไขมันและปั้นซิกแพ็คสำหรับแข่งของโรนัลโด ด้วยโปรแกรมสร้างมัดกล้ามแบบเร่งด่วนใน 28 วัน จะต้องใช้ความถึกขนาดไหน มาดูกัน!!