Tags Posts tagged with "ความเครียด"

ความเครียด

0 804

 

ถึงจะเป็นคนรักสุขภาพ แต่เราก็คงจะไม่สามารถเหมารวมได้ว่าทุกคนจะไม่ใช่นักดื่ม ยิ่งถ้าเป็นช่วงเทศกาล งานเลี้ยง งานแต่ง งานรื่นเริง หรือแค่มีคุณเพื่อนชวนสักหน่อย ไม่ว่าจะงานไหน (หรือไม่มีงานอะไรก็เถอะ) เชื่อว่าหลายๆ คนก็คงไม่ปล่อยให้โอกาสนี้หลุดมือ จนเป็นเหตุให้หลายๆ ครั้งโปรแกรมฝึกของตัวเองล่มไม่เป็นท่าในวันต่อมาเนื่องจากอาการแฮงก์ ดังนั้นเพื่อไม่ให้เป็นการนำข้ออ่างนี้มาใช้ได้อีกต่อไป วันนี้มาเข้ายิมพร้อม 5 ท่าจัดให้หนัก ที่รับรองว่าคุณจะหายแฮงก์ภายใน 27 นาที แถมฟิตขึ้นอีกต่างหาก !!

ท่าจัดหนัก สลายแฮง (1)1. กระตุ้นหัวใจให้ฟิต (Rowing Interval)

เริ่มจากท่านั่งน่าจะดีที่สุดเพราะคุณอาจยังไม่หายมึน สปรินต์บนเครื่อง Row ให้ได้ 250 เมตร ภายในเวลาไม่เกิน 60 วินาที พัก 1 นาที จากนั้นทำซ้ำอีก 2 รอบ

ทำติดต่อกัน 6 นาที ท่าพายเรือนี้ จะช่วยอบอุ่นร่างกาย เพิ่มการไหลเวียนเลือดซึ่งทำให้เซลล์ได้รับออกซิเจน และกระตุ้นการสร้างพลังงานที่โดนดูดไปในระหว่างการชนแก้วหนักๆ และอดหลับอดนอนมา

 

ท่าจัดหนัก สลายแฮง (2)2. ขจัดพิษตกค้าง (Side Lunge)

มือข้างหนึ่งถือเคตเทิลเบลไว้ แล้วปล่อยให้เหยียดลงในระหว่างที่ทำท่า Side Lunge แต่อย่าให้แตะพื้น ทำเสร็จ 1 ข้าง ให้เปลี่ยนสลับข้างทั้งมือและขา ฝึก 5 เซ็ต เซ็ตละ 10 ครั้ง โดยพักไม่เกิน 30 วินาที

ทำติดต่อกัน 5.5 นาที ซึ่งท่านี้จะกระตุ้นการเผาผลาญได้ดีกว่าการฝึกคาร์ดิโอกับเวตเดี่ยวๆ แถมยังช่วยเบิร์นแคลอรีที่คุณตุนไว้เพียบตั้งแต่คืนก่อน อีกทั้งยังชะล้างสารพิษตกค้างให้คุณรู้สึกเป็นผู้เป็นคนอีกครั้งด้วย

 

ท่าจัดหนัก สลายแฮง (3)3. คืนความกระปรี้กระเปร่า (Jerk Press)

ถือเคตเทิลเบลแล้ววางที่ข้อพับด้านในแขน ทำท่าสควอตแต่ไม่ต้องย่อต่ำมาก หยุดค้างไว้ ยกเคตเทิลเบลขึ้นเหนือศีรษะ ฝึกให้ได้มากครั้งที่สุดภายใน 15 วินาที จากนั้นสลับมือที่ถือเคตเทิลเบล ฝึก 3 เซ็ต พัก 60 วินาที

ทำติดต่อกัน 4.5 นาที เพราะแอลกอฮอล์จะทำให้เกลือและสารอาหารถูกใช้ไปจนเกลี้ยง ซึ่งส่งผลต่อความสามารถในการหดเกร็งของกล้ามเนื้อ การเคลื่อนไหวที่สูงกว่าระดับศีรษะ จึงช่วยทำให้คุณต้องทรงตัว ซึ่งเป็นการช็อคกล้ามเนื้อให้ทำงานนั่นเอง

 

ท่าจัดหนัก สลายแฮง (4)4. เหวี่ยงให้สุดไปเลย (Cable Wood Chop)

ดึงสายเคเบิลเฉียงพาดลำตัวตัวลงมา หมุนตัวไปทางขาด้านหลังโดยใช้จมูกเท้าเป็นจุดหมุน ไหล่กับสะโพกอยู่ในแนวเดียวกัน ฝึก 3 เซ็ต เซ็ตละ 12 ครั้ง พัก 15 วินาที

ทำติดต่อกัน 6 นาที  โดยไม่พักระหว่างการฝึก ซึ่งท่านี้จะช่วยกระตุ้น การหลั่งเอนดอร์ฟินอย่างต่อเนื่อง อีกทั้งช่วยให้สมองปลอดโปร่งและสดใสขึ้นด้วย

 

ท่าจัดหนัก สลายแฮง (5)5. ปิดเกมให้สนิท (Sprint Interval)

วิ่งสปรินต์บนลู่วิ่งแบบเต็มสปีด 1 นาที พัก 1 นาที ทำแบบนี้ 3 เซ็ต ทีนี้อาการแฮงก์ที่เหลือน่าจะหายเป็นปลิดทิ้ง

ทำติดต่อกัน 5 นาที โดยการฝึกหนักปิดท้ายแบบนี้จะเพิ่ม EPOC หรือการเผาผลาญหลังการออกกำลังกายได้ ซึ่งทำให้เลือดไหลเวียนไปเลี้ยงสมองอย่างสม่ำเสมอ ช่วยเคลียร์ความทรงจำขมุกขมัวที่บาร์เมื่อคืนให้หายเกลี้ยงนั่นเอง

 

และนี่ก็คือทั้ง 5 กระบวนท่า ที่เมื่อรวมๆ เวลาแล้วก็ได้ 27 นาทีพอดีเป๊ะ! ดื่มหนักที่ไหนมา อย่าลืมจัดท่านี้ไป!

 

เรื่อง Jon Axworthy / Men’s Health UK
แปลและเรียบเรียง Achilles

ติดตาม Men’sHealth Thailand ได้ที่นี่ …
Website : http://www.mhthailand.com/
Instagram : https://www.instagram.com/mhthailand/
Facebook : https://www.facebook.com/MensHealthThai/
Youtube : https://www.youtube.com/user/Menshealththailand/

 

 

 

สำหรับเมืองไทยบ้านเรา ไม่ว่าจะฤดูไหนก็ดูจะเป็นฤดูร้อนไปเสียหมด ขึ้นอยู่ว่าจะร้อนมากร้อนน้อยก็เท่านั้น เอาเป็นว่าไม่ว่าช่วงไหนก็ตามที่อากาศร้อน เกือบทุกคนมักมีปัญหาเหงื่อออกและกลิ่นตัวตามมา ซึ่งบางคนอาจจะมีภาวะเหงื่อออกมากผิดปกติ หรือภาวะเหงื่อท่วม ถ้าคุณเป็นหนึ่งในนั้น ลองดูวิธีจัดการปัญหานี้ พร้อมจับจุดสังเกตของอาการเหงื่อไหลย้อยที่อาจบอกอะไรมากกว่าที่หลายคนคิด…

ภาวะเหงื่อท่วม (Hyperhidrosis)

คือ ภาวะที่ต่อมเหงื่อสร้างเหงื่อมากผิดปกติจนส่งผลต่อการใช้ชีวิตประจำวันอย่างเช่นทำให้เกิดกลิ่นตัวตามมา

ภาวะเหงื่อออกมากผิดปกติจัดเป็นภาวะที่ระบบประสาทซึ่งควบคุมการหลั่งของเหงื่อทำงานมากกว่าปกติ ตำแหน่งที่พบบ่อยคือรักแร้ ฝ่ามือและฝ่าเท้า สำหรับคนที่ประสบปัญหานี้จะมีซอกรักแร้เปียกชื้นตลอดเวลา และอาจทำให้มีกลิ่นตัวตามมา เนื่องจากเหงื่อและเชื้อแบคทีเรียที่อยู่ใต้วงแขนทำให้เกิดการหมักหมมของหนังกำพร้าและเหงื่อ จนเกิดเป็นกลิ่นที่ไม่พึงประสงค์ขึ้น

เหงื่อ-บ่งบอกสุขภาพ (1)

ทั้งนี้หากเราสังเกตดูลักษณะของเหงื่อที่ออกตามส่วนต่างๆ ของร่างกายเรา จะพบว่าในหลายๆ ครั้งเหงื่อก็บ่งบอกอะไรได้มากกว่าอากาศที่ร่างกายต้องทนต่อสภาพอากาศร้อนเหมือนกัน ซึ่งเราสามารถนำอาการเหงื่อออกผิดปกติ มาเปรียบเทียบกับผู้ป่วยได้ ดังนี้ …

– ถ้าเรามีความเครียดสูง
เหงื่อจะออกมากบริเวณฝ่ามือ รักแร้ และหน้าผาก

– ถ้าป่วยเป็นโรคต่อมไทรอยด์เป็นพิษหรือคอพอก
เหงื่อจะซึมออกมาทั่วตัว โดยเฉพาะบริเวณฝ่ามือทั้งสองข้าง ร่วมกับมีอาการมือสั่น น้ำหนักลด เหนื่อยง่ายและใจสั่น

– สำหรับคนที่อาจเป็นโรคเบาหวาน 
มักมีการมีเหงื่อซึมทั่วตัว โดยเฉพาะฝ่ามือและฝ่าเท้า ใจสั่น เหนื่อยหอบ

– คนที่มีความเสี่ยงเป็นโรคหัวใจ
เหงื่อมักแตกร่วมกับใจสั่น เหนื่อยหอบง่าย มักมีเหงื่อออกตามนิ้วมือนิ้วเท้าทุกครั้งที่ออกกำลังกาย

– คนที่อาจเป็นโรคผิวหนัง
มีข้อสังเกตที่เห็นเด่นชัดคือ เหงื่อจะออกน้อยผิดปกติ เพราะว่าต่อมเหงื่อใต้ผิวหนังถูกกดไว้จนไม่สามารถขับเหงื่อได้ตามปกติ และเกิดอาการอุดตันในขุมขน

วิธีแก้

สำหรับในชีวิตประจำวันของพวกผู้ชาย บางคนจะแก้ปัญหาเหงื่อออกมากที่บริเวณรักแร้ด้วยการใช้โรลออนเป็นประจำ จริงๆ แล้วแนะนำว่าไม่ควรใช้โรลออนมากๆ และอย่าใช้ถี่จนเกินไปเพราะโรลออนบางประเภทมีสารอะลูมิเนียมคลอไฮเดรตซึ่งมีความเข้มข้นถึง 30-50% เป็นส่วนประกอบ โดยสารตัวนี้จะไปอุดรูขุมขนไม่ให้เหงื่อระบายออกมาตามธรรมชาติ ขณะเดียวกันเมื่อคุณใช้ไปเรื่อยๆ จะเกิดเป็นรอยด่างดำบริเวณใต้วงแขนอันเนื่องมาจากการสะสมของสารดังกล่าวนั่นเอง

เหงื่อ-บ่งบอกสุขภาพ (5)

การรู้จักเลือกรับประทานอาหารให้เหมาะสมนับเป็นอีกหนทางหนึ่งที่ช่วยให้ร่างกายลดการขับเหงื่อได้ แนะนำให้เลือกรับประทานอาหารที่มีธาตุซิลิคอนสูงโดยธรรมชาติ ได้แก่ สตรอว์เบอร์รี ผักกาดคอส แตงกวา แอปเปิ้ล ผักโขม นอกจากนี้ควรดื่มน้ำเปล่าเป็นประจำเพื่อช่วยให้สุขภาพดีและช่วยลดการเสียเหงื่อในร่างกายของเราอีกด้วย เพราะทุกวันนี้เรามักจะสูญเสียเหงื่อไปจากการออกกำลังกายหรือทำกิจรรมต่างๆ ในชีวิตประจำวัน จึงต้องดื่มน้ำบ่อยๆ เพื่อทดแทนน้ำที่สูญเสียไป ผลพลอยได้ของการดื่มน้ำบ่อยๆ ยังช่วยให้อุณหภูมิในในร่างกายเราเป็นปกติอีกด้วย

man drinking water and sweating

 

เรื่อง พญ.นันทภัทร์ สุภาพรรณชาติ
ติดตาม Men’sHealth Thailand ได้ที่นี่ …
Website : http://www.mhthailand.com/
Instagram : https://www.instagram.com/mhthailand/
Facebook : https://www.facebook.com/MensHealthThai/
Youtube : https://www.youtube.com/user/Menshealththailand/

 

 

0 698

 

เสียงที่ว่านี้… เรากำลังหมายถึงเสียงของการพูดคุย เพื่อเปิดเผยความต้องการที่มีอยู่ในใจแต่ละคน มันเป็นไปแทบจะไม่ได้เลย หากใครบางคนจะสามารถรับรู้ความในใจที่ไม่ได้ปริปากออกไปทั้งหมด สำหรับเรื่องบนเตียงกับคู่ของคุณก็เช่นกัน งานวิจัยหนึ่ง ซึ่งเผยแพร่ในวารสาร Sexual and Relationship Therapy ยังยืนยันคงความเชื่อเดิมๆ ที่ว่า “ถ้าอยากได้อะไรก็แค่พูดออกมา” และวิธีนี้ก็ยังคงใช้ได้ผลอยู่เสมอด้วยสิ…

ส่งเสียงหน่อยเวลาอยู่บนเตียง - 2

ดร.ชอว์นา แฮร์ริส ผู้ทำวิจัย ยกตัวอย่างว่า ในกรณีที่ผู้ชายชวนคู่รักอย่างตรงไปตรงมาให้ทดลองเซ็กซ์ท่าใหม่ๆ การชักชวนจะมีโอกาสสำเร็จสูงถึง 85% ดร.แฮร์ริสบอกว่า “ถ้าคุณไม่กล้าบอกคู่รักตรงๆ ว่าอยากได้อะไร คุณก็จะไม่ได้สิ่งที่ต้องการ” ทั้งนี้คนส่วนใหญ่จะไม่กล้าเอ่ยปาก จากผู้เข้าร่วมการวิจัยทั้งหมดมีแค่ 38% ที่ใช้วิธีพูดตรงๆ ในขณะที่ 52% จะพูดแบบอ้อมค้อมโดยใช้วิธีบอกเป็นนัยๆ มากกว่า ดร.แฮร์ริสพบว่าผู้ชายมักไม่แน่ใจว่าคู่รักของตนจะมีปฏิกิริยาตอบสนองอย่างไร เขาแนะนำให้เกริ่นโดยการใช้คำพูดหว่านล้อมเนียนๆ เช่น “ผมคิดว่ามันน่าสนุก และช่วยให้เรามีความสุขด้วยกัน ถ้าเราจะเปลี่ยนมาทดลองอะไรใหม่ๆ ดูบ้าง”

คงไม่ต้องรอให้เป็นแค่เรื่องบนเตียงเท่านั้น สำหรับเนรื่องอื่นๆ ก็เช่นกัน คงจะดีกว่ามากหากคุณและคนรัก “เปิดใจ” และใช้วิธีพูดคุยมากกว่า “วัดใจ” ว่าเขาหรือเธอจะรู้ใจคุณทุกเรื่องหรือไม่ พูดคุยให้เรียนรู้กันมากขึ้น ความสัมพันธ์ก็ย่อมกระชับขึ้นเท่านั้น

 

 

ติดตาม Men’sHealth Thailand ได้ที่นี่ …
Website : http://www.mhthailand.com/
Instagram : https://www.instagram.com/mhthailand/
Facebook : https://www.facebook.com/MensHealthThai/
Youtube : https://www.youtube.com/user/Menshealththailand/

 

 

0 2312

 

ในยุคที่ผู้คนให้ความสนใจเรื่องสุขภาพและเห็นความสำคัญของการออกกำลังกายและเล่นกีฬาเป็นอย่างมาก กิจกรรมเหล่านี้เป็นพฤติกรรมที่เสริมสร้างสุขภาพที่ดี ช่วยให้ร่างกายแข็งแรงขึ้น แต่ถ้าเราทำสิ่งที่ดี ในปริมาณที่ไม่พอดี วิธีการไม่ถูกต้อง หรือมีปัจจัยลบบางอย่าง ก็อาจทำให้เกิดผลเสียต่อร่างกายได้ อย่างเช่น “อาการไตวาย” ที่เรากำลังจะพูดถึง…

ก่อนอื่นเราคงจะต้องบอกก่อนว่า “ไตวาย” มีความเกี่ยวเนื่องกับ “อาการกล้ามเนื้อสลาย” หรือ การสลายตัวของกล้ามเนื้อลาย ซึ่งเป็นชนิดของเส้นใยกล้ามเนื้อที่เป็นกลุ่มโครงสร้างภายนอกของร่างกาย โดยเมื่อกล้ามเนื้อสลายตัวก็จะทำให้เกิดอาการที่ส่วนของกล้ามเนื้อที่มีปัญหา และทำให้เกิดของเสียที่เกิดจากการตายของเซลล์กล้ามเนื้อเข้าสู่กระแสเลือด อันเป็นเหตุให้ของเสียเหล่านี้ต้องได้รับการขับที่ไต ซึ่งถ้ามีปริมาณมากเกินไปก็จะทำให้ไตทำงานหนัก

ทั้งนี้ ในกรณีที่อาการกล้ามเนื้อสลาย ส่งผลต่อระบบทางเดินปัสสาวะ ก็จะทำให้มีอาการสีปัสสาวะเข้มขึ้น เป็นสีโคล่า เพราะมีการขับสารไมโอโกลบิน (Myoglobin) ซึ่งเป็นผลจากการสลายตัวของเซลล์กล้ามเนื้อออกมาทางปัสสาวะ สารนี้จะให้ผลบวกกับแถบตรวจปัสสาวะ คล้ายกับการตรวจพบเลือดในปัสสาวะ แต่เมื่อใช้กล้องจุลทรรศน์ส่องตรวจปัสสาวะกลับไม่พบเซลล์เม็ดเลือดแดง

ไตวายจากการออกกำลัง - 3

ไตวายได้อย่างไร?

ไตเป็นอวัยวะที่สำคัญในการขับของเสียในร่างกาย แต่ถ้ามีของเสียปริมาณมากก็จะทำให้เกิดการอุดตันของหลอดไตฝอย ทำให้การทำงานของไตแย่ลงและเกิดภาวะไตวายเฉียบพลันขึ้น เปรียบเทียบได้กับเศษอาหารที่ทำให้ท่อระบายน้ำตัน ซึ่งนอกจากไตจะขับของเสียไม่ทันแล้ว การขับน้ำก็จะลดลงไปด้วย ในรายที่มีอาการรุนแรงจึงอาจมีปริมาณปัสสาวะที่น้อยลงมาก ภาวะไตวายที่เกิดขึ้นถ้าได้รับการแก้ไขที่สาเหตุ และรักษาประคับประคองอย่างเหมาะสม ก็จะทำให้สามารถผ่านพ้นช่วงวิกฤตและทำให้ไตกลับมาทำงานเป็นปกติได้อีกครั้ง แต่ถ้าไม่ได้รับการรักษาก็จะทำให้เกิดภาวะไตวายเรื้อรังได้ หรือหากปริมาณของเกลือแร่ในเลือดบางตัวมีความผิดปกติมาก จนทำให้เกิดภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะ ซึ่งเป็นอันตรายต่อชีวิตได้

ไตวายจากการออกกำลัง - 4

การป้องกัน

ออกกำลังกายแต่พอดี ถือเป็นการป้องกันที่ดีที่คุณสามารถทำได้ แค่เพียงไม่หักโหมจนเกินไป โดยเฉพาะในช่วงเริ่มต้นที่ร่างกายต้องการปรับตัวให้เข้ากับการใช้งาน และควรหลีกเลี่ยงการออกกำลังกายในสภาพอากาศที่ร้อนจัด หากมีอาการปวดกล้ามเนื้อรุนแรงหลังการออกกำลังกาย ควรปรึกษาแพทย์เพื่อประเมินอาการ เพราะถ้าหากมีภาวะกล้ามเนื้อสลาย นอกจากจะได้รับการรักษาอย่างทันท่วงที ยังเป็นเหมือนการป้องกันความเสี่ยงที่จะเกิดภาวะไตวายเฉียบพลันด้วย

 

ติดตาม Men’sHealth Thailand ได้ที่นี่ …
Website : http://www.mhthailand.com/
Instagram : https://www.instagram.com/mhthailand/
Facebook : https://www.facebook.com/MensHealthThai/
Youtube : https://www.youtube.com/user/Menshealththailand/

 

 

0 8210

 

หากคุณมองท่าวิดพื้นว่าเป็นเพียงท่าวิดพื้น นั่นแปลว่าคุณยังไม่รู้ถึงพลังแฝงของมัน “มาร์ติน รูนีย์” ผู้เชี่ยวชาญด้านฟิตเนส บอกว่า “ถ้าคุณผสมผสานท่าประยุกต์ต่างๆ ของมันเข้าด้วยกัน คุณจะสามารถสร้างโปรแกรมเวิร์กเอาต์ที่ใช้ฝึกได้ทุกที่เลยล่ะ” มาลุยด้วยตัวคุณเองไปกับแผนฝึกแบบพีระมิดนี้เลยก็แล้วกัน !

เปลี่ยนท่าวิดพื้นสู่การเวิร์กเอาต์ทั่วร่าง (cover)

วิธีฝึก เริ่มจากฐานด้านซ้ายของพีระมิด ให้คุณฝึกไต่ระดับขึ้นจากด้านซ้ายแล้วลงไปด้านขวา โดยฝึกตามจำนวนครั้งของแต่ละท่าตามตัวเลขที่กำหนดไว้ในวงกลม (ด้านล่างคือคำอธิบายการฝึกแต่ละท่า) ส่วนการหยุดพักให้ยึดตามระดับความฟิตของคุณ

เปลี่ยนท่าวิดพื้นสู่การเวิร์กเอาต์ทั่วร่าง (9)

Pyramid Pushups

1. Single-Leg

ทำท่าวิดพื้นแต่ยกขาข้างหนึ่งลอยขึ้น แทนที่จะวางชิดกัน

เปลี่ยนท่าวิดพื้นสู่การเวิร์กเอาต์ทั่วร่าง (1)

2. Dive Bomb

เริ่มท่าด้วยการยกสะโพกขึ้น จากนั้นดึงลำตัวไปด้านหน้า ลดสะโพกลงและเหยียดแขนให้สุด

เปลี่ยนท่าวิดพื้นสู่การเวิร์กเอาต์ทั่วร่าง (8)

3. Knee-to-Chest

ขณะที่คุณดันตัวกลับขึ้นให้ยกเข่าข้างหนึ่งไปข้างหน้า ทำสลับข้างไปมาทุกๆ ครั้งที่ฝึก

เปลี่ยนท่าวิดพื้นสู่การเวิร์กเอาต์ทั่วร่าง (2)

4. Clapping

ฝึกท่าวิดพื้นโดยให้คุณดันตัวกลับขึ้นด้วยแรงมากพอที่จะทำให้ตัวลอยขึ้นเพื่อปรบมือ

เปลี่ยนท่าวิดพื้นสู่การเวิร์กเอาต์ทั่วร่าง (3)

5. Knee-to-Elbow

ฝึกท่าวิดพื้นแต่ให้ดึงเข่าเลื่อนเข้าหาข้อศอกในจุดล่างสุดของท่า เปลี่ยนสลับข้างในทุกๆ ครั้งที่ฝึก

เปลี่ยนท่าวิดพื้นสู่การเวิร์กเอาต์ทั่วร่าง (4)

จะวิดพื้นทั้งที… จัดทีเดียวเอาให้ครบไปเลย คุ้มกว่าเยอะ!!

 

 

เรื่อง Ben Court / Men’s Health US
แปลและเรียบเรียง กีรติ ไตรรัตน์วัฒนกุล
ภาพ Beth Bischoff

 

ติดตาม Men’sHealth Thailand ได้ที่นี่ …
Website : http://www.mhthailand.com/
Instagram : https://www.instagram.com/mhthailand/
Facebook : https://www.facebook.com/MensHealthThai/
Youtube : https://www.youtube.com/user/Menshealththailand/

 

 

0 404

 

หากคุณถูกใครบางคนโกง แย่งความดีความชอบไปจากงาน โดนโกหก หรืออะไรที่แย่ๆ ไปยิ่งกว่านั้น สัญชาตญาณแรกของคุณอาจจะตอกกลับคนนั้นด้วยคำสบถ หรือไม่ก็ปล่อยหมัดฮุกตรงเข้าดั้งจมูกแรงๆ สักที เราว่าใจเย็นๆ ดีกว่า ดร.สตีเฟน โจเซฟสัน นักจิตวิทยาพฤติกรรมและรองศาสตราจารย์คลินิกจาก Weill Cornell Medical College บอกว่า “คุณจำเป็นต้องคิดอยู่เสมอว่าอะไรคือทางออกที่ดีที่สุด และนั่นอาจไม่ใช่การเผชิญหน้าเสมอไป” ที่นี่คือ 3 คำแนะนำ หากคุณต้องเผชิญกับสถานการณ์ชวนปล่อยหมัดนี้ !

1. อดทน หาก…

คนที่กำลังว่าคุณอยู่คือคนที่ถืออำนาจเหนือกว่า (เช่น หัวหน้าของคุณ)

เมื่อฝ่ายตรงข้ามแสดงให้เห็นถึงอำนาจเชิงโครงสร้างที่เหนือกว่า คุณควรใช้ความพยายามอย่างเต็มที่ที่จะรับฟังมุมมองของเขา ตามคำแนะนำของ ดร.ฮาวเวิร์ด แคสซิโนฟ ศาสตราจารย์ด้านจิตวิทยาจากมหาวิทยาลัยฮอฟสตรา การด่าว่าคนอื่นไปตรงๆ ต่อหน้า (เช่น “ไอ้คxxxเอ๊ย!”) ในเชิงจิตวิทยาบอกว่าเป็นพื้นฐานที่จะนำไปสู่ความผิดพลาด และการทำแบบนั้นมีแต่จะทำให้คุณหัวเสียมากขึ้นกว่าเดิม

จัดการอารมณ์โกรธ (1)

2. เผชิญหน้า หาก…

คุณจำเป็นต้องพบเจอคนคนนั้นบ่อยๆ

หากคุณต้องเผชิญกับพวกที่ชอบเอาคำพูดในเชิงบวกและเป็นมิตรกดทับลงบนคำก่นด่าที่คุณได้รับ ดร.โจเซฟสัน แนะนำให้เริ่มบทสนทนาด้วยคำพูดอย่าง “เราจำเป็นต้องทำงานนี้ให้ดีไปพร้อมๆ กัน ดังนั้นผมจะขอบคุณมากถ้า…” ก่อนจะจบด้วยประโยค “ผมดีใจมากที่สามารถพูดคุยกับคุณในเรื่องนี้ได้”

จัดการอารมณ์โกรธ (2)

3. โกรธไปเลย ถ้า…

คุณสามารถใช้ประโยชน์จากมันได้

ดร.แคสซิโนฟ บอกว่า “ความโกรธสามารถขับเคลื่อนคุณให้พัฒนาตัวเองหรือโลกใบนี้ได้” แนวคิดนี้ก็คือการกลับมาเป็นคนใหม่ที่เก่งกว่าเก่า ในวันที่โปรเจ็กต์งานของคุณดูไม่มีทีท่าว่าจะแล้วเสร็จหรือไม่รู้ว่าจะเริ่มออกกำลังกายได้ตอนไหน ให้นึกว่าอะไรจะเกิดขึ้นตามมาเพื่อที่คุณจะได้ใช้เป็นแรงกระตุ้นก็อกสองให้สู้ต่อไป หรือพูดง่ายๆ ก็คือ เปลี่ยนความโกรธให้เป็นแรงผลักดันนั่นเอง!!

จัดการอารมณ์โกรธ (4)

อย่างไรก็ตาม… สำหรับใครที่เลือกหนทางที่จะ “สงบสติอารมณ์” ตัวเอง คุณเองก็สามารถจัดการกับความโกรธภายใน 1 นาทีได้ อย่างเช่นวิธีที่ยังใช้ได้ดีอยู่เสมอ อย่างเช่น การสูดลมหายใจลึกๆ ซึ่งจะทำให้การตอบสนองต่อความโกรธนั้นเปลี่ยนทิศและชะลอหัวใจที่เต้นแรงอย่างกับรถแข่งให้ช้าลง ลองสูดลมหายใจเข้าพร้อมกับนับหนึ่งถึงสิบ จากนั้นผ่อนลมหายใจออกนับหนึ่งถึงสิบ ทำแบบนี้ 10-20 ครั้งก่อนจะต่อด้วยการหมุนไหล่เพื่อคลายอาการขมึงตึง หากคุณรู้สึกมือเกร็งๆ ให้สะบัดอาการดังกล่าวให้หายไป การคลายกล้ามเนื้อที่ยึดตึงแล้วทุกๆ อย่างก็จะผ่อนคลายไปเอง รวมถึงอรมณ์โกรธของคุณด้วย ลองดูครับ

โลกมันอยู่ยาก หรือคุณคิดไปเอง ?
แต่ถึงมันจะอยู่ยากจริง คุณก็ไม่จำเป็นใช้ชีวิตให้ยากหรอกนะ ปล่อยวางบ้าง Let’s go~

 

ติดตาม Men’sHealth Thailand ได้ที่นี่ …
Website : http://www.mhthailand.com/
Instagram : https://www.instagram.com/mhthailand/
Facebook : https://www.facebook.com/MensHealthThai/
Youtube : https://www.youtube.com/user/Menshealththailand/

 

 

0 225

 

“การหย่าร้าง” ถือเป็นอีกปัญหาที่นับวันที่ยิ่งพบมากขึ้นในสังคม ไม่ว่าจะจากสาเหตุใดก็ตาม ซึ่งส่วนมากผลจากความขัดแย้งของพ่อแม่ที่เกิดขึ้นในครอบครัวก็มักตกอยู่ที่ลูก และส่งผลต่อตัวเด็กในหลายๆ ด้านด้วยกัน และหนึ่งในนั้นก็คือสิ่งที่พ่อแม่หลายคนอาจไม่เคยนึกถึง นั่นก็คือ “สมอง”

ครอบครัวแตกแยก อาจทำให้สมองแตกได้เหมือนกัน และในที่นี้เราไม่ได้หมายถึงการใช้ความรุนแรงต่อเด็กแต่อย่างใด แต่ผลการศึกษาฉบับหนึ่งจากแคนาดาระบุว่า ผู้ชายที่ผ่านประสบการณ์พ่อแม่หย่าร้างกันก่อนอายุ 18 ปี มีความเสี่ยงต่อโรคหลอดเลือดสมองสูงกว่าคนที่พ่อแม่อยู่พร้อมหน้าถึง 3 เท่า! ซึ่งทฤษฎีหนึ่งที่อาจเป็นได้ ก็คือ การที่พวกเขาเผชิญกับความเครียดจากการหย่าร้างของพ่อแม่ตั้งแต่เด็ก จนอาจเปลี่ยนวิธีที่ร่างกายจะจัดการกับฮอร์โมนความเครียดที่ชื่อ “คอร์ติซอล” เมื่ออายุเข้าสู่วัยผู้ใหญ่

อย่างไรก็ตามเรายังต้องรองานวิจัยอื่นๆ ในอนาคตเพื่อยืนยันผลนี้ต่อไป แต่ตอนนี้อาจต้องนับสถานะสมรสของพ่อแม่ว่าเป็นหนึ่งในปัจจัยเสี่ยงของครอบครัวที่มีต่อโรคหลอดเลือดสมองด้วย 

 

ที่มา : Men’s Health Thailand ฉบับเดือนกุมภาพันธ์ 2013

ติดตาม Men’sHealth Thailand ได้ที่นี่ …
Website : http://www.mhthailand.com/
Instagram : https://www.instagram.com/mhthailand/
Facebook : https://www.facebook.com/MensHealthThai/
Youtube : https://www.youtube.com/user/Menshealththailand/

 

 

0 22452

 

ใครว่า “หุ่นเซี๊ยะไร้ไขมัน” จะไม่อันตราย ตรงหันข้ามมหาวิทยาลัยเพนซิลเวเนียสเตทพบว่า ผู้ชายที่มีเปอร์เซ็นต์ไขมันในร่างกายระหว่าง 15-20% จัดว่าอยู่ในกลุ่มสุขภาพดี ขณะที่ไขมัน 3% ถือว่าน้อยเกินไปและอาจฆ่าคุณได้ ทั้งนี้เปอร์เซ็นต์ไขมันในร่างกายที่ต่ำกว่า 5% เป็นสัญญาณเตือนว่าสุขภาพของคุณกำลังย่ำแย่ ไม่เว้นแม้แต่นักกีฬามืออาชีพ ซึ่งส่วนใหญ่นักเพาะกายผู้ชายมักมีเปอร์เซ็นต์ไขมันต่ำกว่า 5% เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการแข่งขัน แต่พวกเขาจะปล่อยตัวเมื่อจบฤดูกาล นั่นเป็นเพราะเปอร์เซ็นต์ไขมันส่งผลกับร่างกาย ทั้งระบบการทำงานของหัวใจ ระบบต่อมไร้ท่อ ระบบสืบพันธุ์ และระบบประสาทส่วนกลาง และนี่คือผลเสียของการมีไขมันในร่างกายที่ต่ำกว่า 5% !!

Heartache

1. หัวใจแย่

เพราะการมีเปอร์เซ็นต์ไขมันในร่างกายต่ำเกินไปส่งผลต่อการทำงานของหัวใจ เช่น ช่วงที่นักเพาะกายต้องรีดไขมันออกจนหมด อัตราการเต้นของหัวใจจะลดลงเหลือเพียง 27 ครั้ง/นาที ซึ่งถือว่าต่ำมาก จนอาจน็อคได้ทุกเมื่อ รวมถึงการทำงานของสมองที่ได้รับผลกระทบเต็มๆ เมื่อกรดไขมันในสมองลดลง ก่อกวนความสามารถในการโฟกัสและทำให้สมองเหนื่อยล้าได้ง่าย

ประโยชน์แอสไพริน - 3

2. ผิวหยาบ

ถ้ากล้ามสวยแต่ผิวหน้าแย่ คุณจะเอาไหม คงไม่จำเป็นต้องเลือกอย่างใดอย่างหนึ่งแค่ทำให้มันพอดีๆ เมื่อไขมันในอาหารและร่างกายเป็นสิ่งจำเป็นต่อสุขภาพผิว คนที่ควบคุมอาหารเพื่อไล่ไขมันออกมักเลี่ยงกินคาร์บที่ช่วยดูดซับน้ำ ร่างกายจึงขาดน้ำจนเป็นเรื่องปกติ เมื่อขาดน้ำสะสมเป็นเวลานาน ร่างกายจะค่อยๆ ดึงน้ำจากผิวมาใช้หล่อเลี้ยงตามอวัยวะต่างๆ ผิวก็เลยแห้งกรานไม่ชวนมอง

เรียกแรงฮึดมัดกล้าม 2

3. หมดแรงไว

เมื่อร่างกายจำเป็นต้องใช้ไขมันสร้างพลังงาน แต่คุณไม่รับเข้าไปเลย ร่างกายก็ไม่มีเรี่ยวแรง นอกจากนั้นเปอร์เซ็นต์ไขมันที่ต่ำมากๆ ยังส่งผลให้หัวใจเต้นช้าลงและลดการผลิตฮอร์โมนไทรอยด์ ทำให้เหนื่อยง่ายอีกด้วย

10-โรคพบบ่อย-จากอาการป่วยทางใจ--(1)

4. ป่วยบ่อย

สังเกตไหมว่าคนที่มีไขมันต่ำมักบ่นให้คนรอบข้างฟังบ่อยๆ ว่า “หนาวๆ” เพราะไขมันรับหน้าที่รักษาอุณหภูมิในร่างกายรวมถึงห่อหุ้มอวัยวะต่างๆ คนที่มีเปอร์เซ็นต์ไขมันน้อยมักบ่นหนาวตลอดเวลา แถมยังส่งผลให้ฮอร์โมนความเครียดอย่างคอร์ติซอลพุ่งสูงขึ้น ก่อนชิ่งไปกระทบระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย เสี่ยงต่อการติดเชื้อแบคทีเรียหรือทำให้ป่วยง่ายขึ้น

เรียกแรงฮึดมัดกล้าม 8

5. ยกเท่าไรก็ไม่ขึ้น

เปอร์เซ็นต์ไขมันที่ต่ำเกินไปทำให้การเวิร์กเอาต์ไม่ได้ผลดีเท่าที่ควร เพราะเวลาคุณออกกำลังนานๆ พอร่างกายดึงคาร์โบไฮเดรตมาใช้จนหมดก็จะเปลี่ยนมาดึงไขมันไปใช้เป็นพลังงานแทน ดังนั้นถ้าคุณมีไขมันเหลืออยู่เพียงน้อยนิด ฟอร์มของคุณก็จะแผ่วลงอย่างเห็นได้ชัด แถมเล่นให้ตายอย่างไรก็ขึ้นยาก เพราะเปอร์เซ็นต์ไขมันในร่างกายที่ต่ำเกินไปจะดึงไกลโคเจน (มีหน้าที่เก็บคาร์โบไฮเดรตในกล้ามเนื้อและตับ) ให้ต่ำลงด้วย ซึ่งเจ้าไกลโคเจนนี่แหละที่ทำหน้าที่ฟื้นฟูร่างกายหลังการออกกำลัง รวมถึงฮอร์โมนเพศชายเทสทอสเทอโรนก็ลดลงด้วย

สดความอ้วนอย่างมีความสุข

6. หิวตลอดเวลา

การที่คุณไดเอตหรือควบคุมอาหารตลอดเวลา กินแต่อกไก่ บรอกโคลี กับอากาศ ยิ่งทำให้พวกจังก์ฟู้ดเปรียบเป็นดั่งอาหารจากสรวงสวรรค์ เพราะการควบคุมเปอร์เซ็นต์ไขมันให้อยู่ให้ระดับต่ำตลอดเวลาเป็นการลดฮอร์โมนเลปตินหรือฮอร์โมนที่ทำให้รู้สึกอิ่ม (ผลิตโดยเซลล์ไขมัน) มีหน้าที่สั่งการให้สมองหยุดความอยากอาหาร ทีนี้พอไม่มีคุณจึงกินไม่ยั้ง

Mid adult man sitting on bed with mid adult woman lying behind him

7. อสุจิอ่อนแอ

การที่คุณมีเลปตินและเทสทอสเทอโรนต่ำยังส่งผลต่อการสร้างอสุจิ เพราะร่างกายคนเรากลัวตายเลยตัดทุกทางเพื่อการอยู่รอด ไม่เว้นแม้แต่การผลิตอสุจิ ดังนั้นหากหวังจะให้ภรรยาตั้งครรภ์จากวิธีดั้งเดิมคงเป็นไปได้ยาก อย่าว่าแต่การหลั่งเลย เอาแค่นกเขาขันให้ได้ก่อนเถอะ

วิธีชดเชยโปรแกรมสุขภาพ (6)

8. อารมณ์บูดตลอดเวลา

อย่างที่บอกว่าคุณต้องทุ่มเทให้กับการเข้ายิมและควบคุมอาหาร จึงไม่มีเวลาและไม่อยากพบปะสังสรรค์กับเพื่อนฝูง เพราะกลัวว่าเปอร์เซ็นต์ไขมันจะเพิ่มขึ้น 0.5 เปอร์เซ็นต์ ทีนี้เมื่อไขมันในสมองมีน้อยเลยส่งผลต่อการทำงานด้านอารมณ์ เพราะสมองต้องการพลังงานในการทำงาน ส่งผลให้อารมณ์เหวี่ยงขึ้นๆ ลงๆ ตลอด

เคล็ดลับสมองดีง่ายๆ 11

9. ไม่มีชีวิตเหมือนคนอื่น

การเลี่ยงเครื่องดื่มมึนเมา ทำกับข้าวกินเอง ไม่ออกไปกินนอกบ้านเลย หรือชั่งทุกอย่างที่หยิบเข้าปาก แม้พฤติกรรมเหล่านี้ใช้จะเป็นการแสดงถึงความใส่ใจสุขภาพตัวเอง แต่หากคุณทำมากไปเกินความพอดีของทางสายกลาง ผลลัพธ์ก็คงไม่ส่งผลดีต่อความสัมพันธ์ต่อคนรอบข้างของคุณนัก จะดีกว่ามาก หากคุณบริหารทั้งวินัยในการดูแลสุขภาพตัวเองควบคู่กับการรักษาการมีปฏิสัมพันธ์ที่ดีกับคนรอบข้างด้วย

อย่าพึ่งโหมผอม รีดไขมันแบบไม่คิดชีวิต เพราะคุณอาจไม่มีชีวิตในวันที่ปราศจาก “มัน” ก็ได้ 

 


ติดตาม Men’sHealth Thailand ได้ที่นี่ 

Website : http://www.mhthailand.com/
Instagram : https://www.instagram.com/mhthailand/
Facebook : https://www.facebook.com/MensHealthThai/
Youtube : https://www.youtube.com/user/Menshealththailand/

0 487

 

แม้หลายคนอาจมองว่าการเก็บเงินสำหรับ “ท่องเที่ยว” เป็นเรื่องสิ้นเปลือง แต่ในทางกลับกัน อีกหลายๆ คนก็มองว่า นี่เป็นหนึ่งในวิธีพักผ่อนให้หายเหนื่อยจากการทำงานเหมือนกัน ไม่ว่าจะเที่ยวในเมืองไทยหรือต่างประเทศก็ตามที แต่นอกจากเวลาแล้ว อีกสิ่งที่สำคัณไม่แพ้กันก็คือเรื่อง “เงิน!!” โอ้แม่เจ้า… จะเรียกได้ว่าเป็นปัญหาระดับโลกเลยก็ว่าได้ เอาเป็นว่า… วันนี้เราจะมาแนะนำวิธีเก็บเงินให้เพียงพอต่อทริปการท่องเที่ยวของคุณและไม่ต้องเต็มไปด้วยความขัดสน หรือลำบากภายหลัง !

สำหรับคนที่มีความฝันอยากไปเที่ยวไกลๆ แต่อาจจะท้อใจที่เห็นราคาตั๋วเครื่องบิน แพ็คเกจทัวร์หรือรายจ่ายที่เกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยวจนต้องพับความฝันไว้ใต้โต๊ะ แล้วปลอบตัวเองว่าเอาไว้ให้พร้อมกว่านี้แล้วค่อยไปเที่ยวแล้วกัน ประเด็นคือช่วงไหนล่ะที่เรียกว่าพร้อม ต้องรอถึงตอนที่มีเงินเยอะๆ แล้วข้อเข่าเสื่อมจนเดินไม่ไหวหรือเปล่า ชีวิตอาจจะไม่ต้องดรามาขนาดนั้นหรอก ขอแค่คุณมีความมุ่งมั่น เรื่องเงินก็คงไม่เป็นปัญญาแล้วล่ะ

เมื่อคุณรู้แล้วว่าจะไปเที่ยวที่ไหนก็จะทำให้ทราบค่าใช้จ่ายคร่าวๆ ว่าเป็นเท่าไร ซึ่งการเก็บเงินเป็นสิ่งสำคัญมากๆ ที่คุณควรเริ่มทำตั้งแต่แรก ลองมาดูตัวอย่างการเก็บเงินอย่างง่ายซึ่งจะมี 3 รูปแบบ คือ

  • การทยอยเก็บเงินเป็นรายเดือน
  • การเก็บเงินเป็นก้อนครั้งเดียว
  • ผสมกันระหว่างเก็บรายเดือนกับเก็บก้อนเดียว

สมมติว่าคุณตั้งใจจะเดินทางไปเที่ยวญี่ปุ่นในช่วงเดือนธันวาคมด้วยงบประมาณคร่าวๆ 50,000 บาท ซึ่งค่าใช้จ่ายการเดินทางอาจจะน้อยกว่านี้ถ้าคอยติดตามข่าวโปรโมชั่นลดราคาของตั๋วเครื่องบินเป็นระยะๆ เพราะอาจจะได้ตั๋วเครื่องบินราคาถูก จะได้มีเงินเหลือไปช็อปปิ้ง นี่ก็เข้าเดือนเมษายนแล้วเราควรจะเริ่มเก็บเงินอย่างไรดี

 วิธีที่ 1 ทยอยเก็บเป็นรายเดือน

เทคนิคเก็บเงินไปเที่ยว (1)

เริ่มจากเปิดบัญชีออมทรัพย์เล่มใหม่แยกออกมาจากบัญชีอื่นๆ (อาจจะเปิดบัญชีนี้ไว้เพื่อการท่องเที่ยวโดยเฉพาะก็ได้) โดยไม่ต้องทำ ATM เพื่อกันความสับสนและไม่เผลอแอบกดมาใช้ แล้วใช้วิธีผูกบัญชีเงินเดือนกับบัญชีเล่มนี้ เวลาเงินเดือนออกก็จะถูกตัดเงินเข้าบัญชีนี้ได้เลยโดยอัตโนมัติ คุณมีเวลาเก็บเงิน 9 เดือน (เมษายน-ธันวาคม) เท่ากับเก็บเดือนละ 50,000 (/) 9 = 5,555.55 บาท (ปัดเป็นเลขกลมๆ = 5,600 บาท) พอเก็บไปได้ระยะหนึ่งอาจจะต้องถอนออกไปจ่ายค่าจองตั๋วเครื่องบินล่วงหน้า ซึ่งต้องกะเวลาให้ดีว่าจะถอนช่วงไหนแล้วใช้เงินค่าตั๋วเท่าไร โดยการฝากออมทรัพย์จะคิดดอกเบี้ยให้ทุกครึ่งปี

วิธีที่ 2 เก็บเป็นก้อนครั้งเดียว

เทคนิคเก็บเงินไปเที่ยว (3)

วิธีนี้จะใช้เงินโบนัสหรือเงินที่คุณได้รับเป็นก้อน (เช่น ค่าคอมมิชชั่น เงินรายได้พิเศษ) ฝากไว้กับบัญชีฝากประจำที่มีกำหนดระยะเวลา เช่น ฝากประจำ 3 เดือน 6 เดือน หรือ 8 เดือน โดยจะต้องมีระยะเวลาการฝากให้พอดีกับแผนการเดินทาง สมมติว่าคุณจะต้องเดินทางในอีก 9 เดือน อาจจะเลือกฝากประจำ 3 เดือนหรือ 6 เดือนก็ได้ โดยวิธีนี้จะได้รับดอกเบี้ยที่แน่นอน (มีการหักภาษีดอกเบี้ย 15%) ซึ่งเงินที่ฝากจะเป็นเงินก้อนทั้งหมดของค่าใช้จ่ายคือ 50,000 บาท โดยสามารถคำนวณดอกเบี้ยกับเงินต้นว่าเป็นเท่าไร ณ วันครบกำหนดถอนเงิน คุณควรเปรียบเทียบดอกเบี้ยของแต่ละธนาคารก่อนการฝากว่ามีวิธีการคิดดอกเบี้ยอย่างไร เช่น คิดแบบครั้งเดียว ณ วันครบกำหนดหรือคิดแบบขั้นบันได

วิธีที่ 3 ผสมกันระหว่างเก็บรายเดือนกับเก็บก้อนเดียว

เทคนิคเก็บเงินไปเที่ยว (2)

สำหรับบางคนที่มีแนวโน้มว่าจะได้รับเงินก้อนในอนาคตหรือไม่อยากนำเงินก้อนทั้งหมดมาออมเพื่อเป็นเงินท่องเที่ยว อาจจะเลือกผสมกันระหว่าง 2 วิธีก็ได้ เช่น เดือนมิถุนายนจะได้รับเงินก้อนจากงานพิเศษ 30,000 บาท ถ้าคุณวางแผนการออมเงินตั้งแต่เดือนเมษายน คุณจะทยอยเก็บเงินออมทรัพย์เดือนละ (50,000-30,000) (/) 9 = 2,222.22 บาท แล้วเมื่อถึงเดือนมิถุนายนก็นำเงินก้อนนั้นไปฝากประจำ 3 เดือนก็ได้ (มีการหักภาษีดอกเบี้ย 15%) โดย ณ วันสุดท้ายที่คุณถอนออกก็จะได้รับเงินต้นพร้อมดอกเบี้ยที่มากกว่า 50,000 บาท

พาตัวเองออกไปทักทายโลกที่ยังไม่รู้จักตั้งแต่เนิ่นๆ ดีกว่าเดินไม่ไหวแล้วถึงมานั่งเสียใจกันนะครับ

ติดตาม Men’sHealth Thailand ได้ที่นี่ …
Website : http://www.mhthailand.com/
Instagram : https://www.instagram.com/mhthailand/
Facebook : https://www.facebook.com/MensHealthThai/
Youtube : https://www.youtube.com/user/Menshealththailand/

 

 

0 2264

 

หากพูดถึงตัวช่วยของคนรักสุขภาพ หลายคนในยุคนี้น่าจะไม่มีใครไม่รู้จัก Fitbit นาฬิกาฟิตเนสที่พร้อมเป็นเทรนเนอร์ส่วนตัวไปกับคุณทุกที่และทำให้ทุกเวลาถูกใช้อย่างมีประสิทธิภาพ และวันนี้เราจะมารู้จักหนึ่งในผู้สร้างนาฬิกาที่ครองหัวใจรักสุขภาพอย่าง “เจมส์ พาร์ค” ซีอีโอวัย 39 ปี กับเคล็ดลับในการจัดการตารางชีวิตแบบมือโปรกัน…

เจมส์ พาร์ค ใช้ชีวิตประจำวัน โดยการบริหารเวลาทุกนาทีอย่างมีประโยชน์สูงสุด เพื่อขับเคี่ยวตลาดนาฬิกาฟิตเนสกับบริษัทยักษ์ใหญ่อย่าง Apple และ Under Armour คุณอาจจะไม่คิดว่าผู้ชายที่ตื่นเวลาเดิมเดียวกันทุกวัน (7 โมงเช้า) รับประทานอาหารเช้าอย่างเดียวกัน (กล้วย) และรู้ระยะเวลาที่ใช้เดินทางไปทำงานอย่างละเอียดระดับนาที (14) จะสามารถคิดถึง Fitbit ขึ้นมาได้ในขณะที่เขานอนเล่นอยู่บนโซฟา พาร์คสร้าง Fitbit ขึ้นมาจากจุดเริ่มต้นที่มีเพียงชายสองคนทำงานกันในอพาร์ตเมนต์เมื่อปี 2007 จนกลายเป็นบริษัทมูลค่าสามพันล้านดอลลาร์ที่มีพนักงานมากกว่า 1,000 คนในวันนี้ เขาตัดสินใจกระโดดเข้าไปในวัฒนธรรมสตาร์ทอัพของอเมริกาอย่างเต็มตัวและเรียนรู้ที่จะว่ายน้ำ เขาทำความเข้าใจได้ไวเหมือนวาร์ป กระจายงานเสมอ และลดระยะเวลาการประชุมเพื่อจะเพิ่มเวลาทำงานของทีม เขาหยุดทำงานเฉพาะเวลาที่เขาชาร์จพลัง (นอนหลับ) เหมือนกับอุปกรณ์ที่เขาสร้างขึ้น และนี่คือวิธีการปฏิบัติงานประจำวันในบริษัทของพาร์ค ซึ่งคุณเองก็ลอกเลียนแบบได้

1. จัดการกับความกังวล

เทคนิคบริหารตารางชีวิต - เจมส์ พาร์ค (2)

การเผชิญหน้ากับสถานการณ์ที่มีความเครียดสูง เช่น การนำเสนองานครั้งสำคัญ หรือการสัมภาษณ์สดออกโทรทัศน์ทั่วประเทศ พาร์คนำจิตวิทยาที่รู้จักกันในชื่อการบำบัดโดยวิธีเผชิญหน้ากับสิ่งที่กลัวมาปรับใช้ หลักการก็คือลดความรู้สึกต่อสิ่งที่คุณกลัวด้วยการค่อยๆ เพิ่มการสัมผัสกับสิ่งนั้น พาร์คฝึกพูดสุนทรพจน์ในครั้งแรกๆ เกือบร้อยรอบ วิธีที่ดีคือการเริ่มจากพูดคนเดียวไม่มีผู้ฟัง แล้วค่อยๆ เพิ่มเป็นเพื่อนร่วมงานเต็มห้อง “สิ่งเดียวที่จะทำให้คุณไม่กังวลก็คือการเตรียมตัวมาอย่างดี” เขากล่าว

2. รวบรัดการประชุม

เทคนิคบริหารตารางชีวิต - เจมส์ พาร์ค (4)

บางครั้งการประชุมที่ Fitbit ใช้เวลาแค่ 20 นาทีเท่านั้น และไม่มีการประชุมครั้งไหนที่ยาวเกิน 50 นาที พาร์คชอบให้กำหนดวาระการประชุมอย่างชัดเจนล่วงหน้า ซึ่งจะทำให้การประชุมทุกครั้งมีประสิทธิภาพ “การตัดหัวข้อและความยาวของการประชุมลงทำให้ผู้คนรู้สึกว่าการประชุมมีประโยชน์” เขากล่าว นอกจากนี้พาร์คยังสนับสนุนให้มีช่วงเวลาที่ได้ใช้ความคิดอย่างลึกซึ้งโดยไม่มีการประชุม ซึ่งมักกำหนดให้เป็นช่วงบ่าย “คนส่วนใหญ่ชอบให้มีช่วงเวลายาวๆ จะได้ใช้สมาธิจดจ่อกับงาน” เขากล่าว

3. ให้เพื่อนช่วยฟังคำเสนอขาย

เทคนิคบริหารตารางชีวิต - เจมส์ พาร์ค (3)

ไม่มีอะไรจะทำลายความคิดดีๆ ได้เท่ากับการอธิบายที่ยืดยาวและสับสน “มันเป็นเรื่องของความชัดเจนและคำพูดที่กระชับ” พาร์คกล่าว สิ่งสำคัญอย่างแรกคือคุณต้องออกไปจากความคิดของตัวเอง “ถ้าคุณคิดคำพูดเสนอขายลำพังคนเดียว คนอื่นๆ อาจจะไม่เข้าใจประเด็นของคุณ” ดังนั้นคุณควรทดสอบการนำเสนอของคุณกับเพื่อนร่วมงานหลายๆ คนเพื่อให้แน่ใจว่าสิ่งที่คุณพูดชัดเจน กระชับและฟังเข้าใจง่าย สิ่งสำคัญอย่างที่สองคือควรจำกัดเวลาให้สั้นเข้าไว้ไม่เกิน 20-30 วินาทีและใช้คำพูดที่ฟังดูดี

4. อย่าผัดวันประกันพรุ่ง

James Park, co-founder and chief executive officer of Fitbit Inc., stands for a photograph after a Bloomberg Television interview in San Francisco, California, U.S., on Friday, Aug. 22, 2014. Park spoke about privacy concerns and the business and future of wearables. Photographer: David Paul Morris/Bloomberg via Getty Images

พาร์คยอมรับว่าเขามักจะเลื่อนสิ่งต่างๆ ออกไป เขาจึงเรียนรู้ที่จะรับมือกับนิสัยนี้ “วิธีหนึ่งก็คือการตั้งเดดไลน์ให้สั้นเข้าไว้” เขาแนะ การทำงานอย่างรวดเร็วมีข้อดีหลายอย่าง เช่น ช่วยให้ทีมงานขัดเกลาทักษะ กระตุ้นความคิดสร้างสรรค์และการแก้ปัญหา ถึงคุณจะทำไม่ได้ตามที่กำหนด แต่อย่างน้อยงานก็ยังก้าวหน้า และเพื่อจะทำให้ได้ตามแผน คุณควรตั้งเดดไลน์ย่อยๆ สำหรับงานโปรเจ็กต์ใหญ่ที่แบ่งเป็นส่วนๆ แล้วค่อยพัฒนาไป มีเดดไลน์สำหรับดราฟต์แรก การทดลองใช้ และดราฟต์สุดท้าย

5. ทำให้การออกกำลังกายมีค่า

เทคนิคบริหารตารางชีวิต - เจมส์ พาร์ค (8)

ตั้งเป้าไว้ที่ผลลัพธ์สุดท้ายและรอบเอวของคุณ ด้วยการออกกำลังอย่างมีประสิทธิภาพ พาร์คเล่าว่าเขามักจะเสียเหงื่อด้วยการออกกำลังแบบทุ่มสุดแรงให้บ่อยที่สุดเท่าที่จะทำได้ “ผมวิ่ง 10-20 นาทีแล้วเทรนด้วยน้ำหนักตัวแบบ Calisthenics อย่าง Pushup, Pullup อีก 10-15 นาที” เขากล่าว บวกกับการเดินไปทำงานซึ่งพาร์คทำอยู่เป็นประจำ และก็เข้าใจได้ว่าทำไมเขาถึงมีหุ่นดีที่สุดเท่าที่เคยเป็นมาในชีวิต ตอนนี้เขาวิ่งหนึ่งไมล์ด้วยความเร็ว 6½ นาที ซึ่งเร็วกว่าสมัยเรียนมัธยมปลาย 30 วินาที

6. วางแผนผ่อนคลายอย่างจริงจัง

James Park

จัดเวลาสำหรับคิด ฟังดูเหมือนน่าจะรู้กันอยู่แล้ว แต่มีใครทำบ้างล่ะ และคุณเห็นกิจกรรมนี้ในตารางปฏิทินครั้งสุดท้ายเมื่อไร “การให้เวลาสำหรับการคิดวิเคราะห์เป็นสิ่งสำคัญ เพราะในการประชุมคุณต้องอยู่ในโหมดตอบสนองอัตโนมัติ” พาร์คกล่าว เขามักจะสวมหูฟังแล้วฟังเพลงพลางเดินไปตามทางเดินเลียบอ่าวซานฟรานซิสโก 30 นาที เพื่อคิดถึงสิ่งที่สำคัญเป็นลำดับต้นๆ ในการทำงานและในชีวิต “เรื่องแผนระยะยาวของบริษัท ผมสามารถจะคิดออกก็ต่อเมื่อมีเวลาให้กับตัวเองเท่านั้น”

 

เรื่อง Dan Roe / Men’s Health US
แปลและเรียบเรียง limeiya

ติดตาม Men’sHealth Thailand ได้ที่นี่ …
Website : http://www.mhthailand.com/
Instagram : https://www.instagram.com/mhthailand/
Facebook : https://www.facebook.com/MensHealthThai/
Youtube : https://www.youtube.com/user/Menshealththailand/

 

 

Top Five Articles

0 95701
เผยเทคนิกพิฆาตชั้นไขมันและปั้นซิกแพ็คสำหรับแข่งของโรนัลโด ด้วยโปรแกรมสร้างมัดกล้ามแบบเร่งด่วนใน 28 วัน จะต้องใช้ความถึกขนาดไหน มาดูกัน!!