Tags Posts tagged with "ความเครียด"

ความเครียด

0 6751

 

การฝึกเดินแบบโหลดน้ำหนักจะเพิ่มความสามารถในการทำงานของกล้ามเนื้อให้กับคุณ ดังนั้นจึงทำให้คุณสามารถฝึกในห้องยิมได้มากขึ้นและดีขึ้น แน่นอนว่ามีวิธีมากมายที่จะสร้างความสามารถในการทำงานของกล้ามเนื้อ แต่จะมีสักกี่วิธีที่ปลอดภัย และไม่ก่อให้เกิดการบาดเจ็บ

วิธีถือที่ถูก!

Walk1

1. ไหล่แน่น
ไม่ว่าคุณจะถือน้ำหนักไว้ที่ข้างลำตัว เหนือศีรษะหรือตรงไหนก็ตาม ต้องเกร็งกล้ามเนื้อไหล่ให้แน่นที่สุดเท่าที่จะทำได้เพื่อเสริมความมั่นคงให้กับข้อต่อ

2. กดคาง
อย่าเงยคอขึ้นลง! ใบหู หัวไหล่และสะโพกอยู่ในแนวดิ่งเดียวกัน นี่จะทำให้แนวสันหลังของคุณตรงและห่างไกลจากการบาดเจ็บ

3. ชายโครงตั้งราบ
ชายโครงที่กางออกจะทำให้เกิดแรงกดส่วนเกินบริเวณหลัง ให้คุณหายใจเข้าทางจมูกและหายใจออกแรงๆ ทางปาก ซึ่งเป็นการช่วยกดชายโครงลงและกระตุ้นการออกแรงจากกล้ามเนื้อแกนกลาง

4. หลังตรง
เปรียบการฝึกท่านี้ให้เหมือนกับการฝึก Walking Plank คุณจะต้องให้หลังส่วนล่างและเชิงกรานอยู่ในแนวเดียวกันตลอดช่วงการฝึก

5. จับให้แน่น
การหยิบจับที่แน่นจะช่วยเพิ่มแรงกดให้กล้ามเนื้อแกนกลาง

6. จัดให้หนัก
การเดินโหลดน้ำหนักเป็นการฝึกที่ใช้ขีดจำกัดของคุณเองเป็นหลัก นั่นหมายถึงน้ำหนักขนาดใดก็ได้ที่คุณสามารถเดินถือไปได้ตามระยะทางหรือเวลาที่กำหนดอย่างปลอดภัย

7. ค่อยๆ ก้าว
ก้าวย่างที่สั้นลง (ระยะห่างของเท้าน้อยกว่า 12 นิ้ว) ช่วยให้เกิดฐานรองรับที่แข็งแรงขึ้น

ท่าที่ใช่!

หลังจากรู้วิธีถือเวตที่ถูกต้อง เพื่อเป็นการป้องกันการบาดเจ็บของตัวเองไปแล้ว ทีนี้ก็มาต่อกันที่รูปแบบการหิ้วน้ำหนักทั้ง 4 แบบ ซึ่งแต่ละแบบล้วนท้าทายการทำงานของกล้ามเนื้อต่างกันไป ตามคำกล่าวของ ดร.แพท เดวิดสัน นักสรีรศาสตร์และนักกีฬาสตรองแมน เราจึงอยากให้คุณลองฝึกท่าทางด้านล่างนี้ทั้ง 7 ท่า โดยฝึก 1 ท่าในทุกๆ เซสชั่นการเวิร์กเอาต์ปกติ และเลือกฝึกให้ครบทั้ง 4 แบบหลังผ่านไป 4 เวิร์กเอาต์

1. ระหว่างหัวเข่า

การถือเวตหนักๆ ไว้ระหว่างขาจะกระตุ้นการทำงานของกล้ามเนื้อบั้นท้ายได้มากขึ้น

walk-

Duck Walk ถือเคตเทิลเบลไว้ข้างละอันแล้วเหยียดพักไว้ที่หว่างขา หรือหรือใช้มือทั้งสองข้างจับประกบดัมบ์เบลไว้ในแนวดิ่งแล้วเหยียดไว้หว่างขาให้ได้ความสูงระดับเข่า

2. โหลดด้านข้าง

เพราะว่าคุณเลือกใช้น้ำหนักที่มากได้กับรูปแบบนี้ จึงสามารถสร้างความแกร่งทั่วร่างได้อย่างสะใจ

walk-2

1. Farmer’s Walk ถือดัมบ์เบล เคตเทิลเบลหรือบาร์เบลเหยียดพักไว้ข้างลำตัว จับให้แน่นกระชับมือ (สำหรับการใช้น้ำหนักที่มากกว่า 200 ปอนด์ แนะนำให้คุณใช้แทร็ปบาร์กับแผ่นน้ำหนัก)

2. Suitcase Carry ใช้มือข้างหนึ่งถือน้ำหนัก (ดัมบ์เบล เคตเทิลเบล หรือแม้แต่กระเป๋าใส่สัมภาระ) เหยียดไว้ข้างลำตัว เดินเป็นระยะทาง (หรือใช้เวลา) ที่เท่ากันเมื่อเปลี่ยนสลับข้าง

3. โหลดด้านหน้า

รูปแบบนี้ถือว่าจัดหนักเป็นพิเศษกับกล้ามเนื้อต้นขาด้านหลังและไบเซ็ปส์

walk-3
1. Zercher Walk ยกบาร์เบลขึ้นมาพาดไว้ที่ข้อพับโดยให้ชิดหน้าอก เกร็งกล้ามเนื้อแกนกลางให้แน่นและตั้งหลังให้ตรงไว้ตลอดการฝึก

2. Bear Hug ใช้แขนกอดถุงทราย แผ่นน้ำหนักหรือก้อนหินขนาดใหญ่ รวมถึงการใช้ดัมบ์เบลหรือเคตเทิลเบลแบบในท่า Goblet Squat

4. เหนือศีรษะ

การถือน้ำหนักไว้เหนือศีรษะจะตรงเข้าท้าทายกล้ามเนื้อแกนกลางและสร้างสมดุลให้กับไหล่

walk-4
1. Overhead Walk ถือดัมบ์เบลหรือเคตเทิลเบลหนึ่งถึงสองอัน (สามารถใช้ถุงทราย บาร์เบล หรือแม้แต่สาวๆ ที่ไว้ใจคุณมากพอ) แล้วเหยียดขึ้นตรงๆ เหนือหัวไหล่

2. Bottoms up ถือเคตเทิลเบลคว่ำหัวลง ตั้งต้นแขนให้ขนานไปกับพื้นและศอกตั้งทำมุม 90 องศา กำมือจับให้แน่

ติดตาม Men’sHealth Thailand ได้ที่นี่ …
Website : www.mhthailand.com/
Instagram : www.instagram.com/mhthailand/
Facebook : www.facebook.com/MensHealthThai/
Youtube : www.youtube.com/user/Menshealththailand/

 

 

 

การอดนอน กินอาหารขยะ และปะทะคารมกับเจ้านาย ล้วนแต่ทำให้ผิวของคุณเสียหายทั้งนั้น แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าจะแก้ไม่ได้ และหากคุณกำลังหาวิธีกู้หน้าโทรมๆ ของคุณอยู่ล่ะก็… มาดูปัญหาที่ว่า แล้วนำวิธีแก้ไปปรับใช้กันได้เลย!!!
1. โกนหนวดไม่เกลี้ยง

วิธีแก้ : สครับผิว
ครีมขัดผิวหน้าเหมาะสำหรับปัญหาของคุณมาก แถมยังใช้ขัดบริเวณที่มีหนวดเพื่อเตรียมผิวสำหรับการโกนที่แนบชิดกว่าเดิมได้ด้วย เพียงนวดเป็นวงกลมโดยวนขึ้นด้านบนเพื่อให้เส้นหนวดตั้งขึ้น แล้วขัดนานประมาณ 3 นาที จากนั้นจึงล้างออกแล้วโกนหนวดออก แค่นี้ก็หมดปัญหาหนวดทิ่มแทงให้รำคาญกันแล้วล่ะ

2. ปากแห้งแตก

 

วิธีแก้ : น้ำ + วิตามิน
ปากที่แห้งแตกอาจเป็นสัญญาณของการขาดน้ำ หรือที่แยกว่านั้นคือขาดวิตามิน นพ.ทราวิส สตอร์ก คอลัมนิสต์เรื่องการแพทย์ของ Men’s Health กล่าว ทางแก้คือกินอาหารที่ดีต่อสุขภาพ มีวิตามินเยอะ และดื่มน้ำมากๆ สัก 2-3 วัน และพยายามอย่าเลียริมฝีปากด้วย 

3. สิวบุก

วิธีแก้ : ลดน้ำตาล
เมื่อคุณกินของหวานๆ และคาร์โบไฮเดรตที่มีค่าดัชนีน้ำตาลสูง ผิวคุณจะผลิตซีบัม (สิ่งที่ทำให้เกิดสิวเสี้ยนหัวดำ) ออกมามากขึ้น โดยภาวะนี้จะทำให้เซลล์ผิวหนังที่ตายแล้วเกาะกันเป็นก้อนแล้วอุดตันรูขุมขนจนเกิดสิวตามมา

4. ผิวมัน

วิธีแก้ : เครียดน้อยๆ หน่อย
เคยสังเกตไหมว่าหน้าของคุณจะมันเป็นพิเศษหลังจากโดนเจ้านายเทศน์ยกใหญ่ นั่นเพราะความเครียดกระตุ้นให้มีการผลิตน้ำมันมากขึ้น โดย ดร.ชอว์น เอ็ม. ทัลบอตต์ นักชีวเคมีด้านโภชนาการ กล่าวว่า “นี่ถือเป็นกระบวนการป้องกันตัวของผิวหนังเพื่อเพิ่มเกราะป้องกันเชื้อโรค” เอาเป็นว่าอย่าเครียดให้มากถ้าไม่อยากผิวมันก็แล้วกันนะ

5. ฟันเหลือง

วิธีแก้ : กินผักผลไม้กรอบๆ
การเคี้ยวแอปเปิ้ล ขึ้นฉ่าย แครอตดิบ บรอกโคลี หรือผักผลไม้กรอบๆ เป็นการขัดฟันโดยธรรมชาติอย่างหนึ่ง ซึ่ง ทพญ.เจนนิเฟอร์ จาโบลว์ ทันตแพทย์ในนิวยอร์กซิตี้ ได้แนะนำไว้ นอกจากนี้ ในส่วนของแอปเปิ้ลเองยังมีกรดมาลิกซึ่งช่วยกำจัดฟิล์มที่ก่อตัวบนฟันออกไปด้วย วิธีนี้จึงเป็นการขัดฟันไปพร้อมๆ กับทำให้ท้องอิ่มในคราวเดียวกันนั่นเอง

6. ริ้วรอยลึก

วิธีแก้ : นอนให้ได้ 8 ชั่วโมง
การอดนอนแม้จะเพียงแค่ 1-2 ชั่วโมง ทำให้ร่างกายผลิตฮอร์โมนคอร์ติซอลมากขึ้น ดร.ทัลบอตต์บอกว่า “และนั่นจะทำให้คอลลาเจนซึ่งเป็นโปรตีนโครงสร้างหลักของผิวหนังเสื่อมสลาย” ซึ่งแปลว่าหน้าคุณจะเหี่ยวโดยไม่ต้องสงสัยไงล่ะ!

และนี่ก็คือ 6 ปัญหาผิวหน้าที่หนุ่มๆ มักเจอกันประจำ และสำหรับใครที่อยากกู้สภาพหนังหน้า เอ้ย! ผิวหน้าให้กลับมาดูดีดังเดิม หรือดียิ่งขึ้น ก็ลองนำเทคนนิคต่อไปนี้ไปใช้กันได้ ไม่คิดเงินจ้าาา…!!!

 

 

เรื่อง Men’s Health US แปลและเรียบเรียง Neona ภาพ Rodale Library

ติดตาม Men’sHealth Thailand ได้ที่นี่ …
Website : www.mhthailand.com/
Instagram : www.instagram.com/mhthailand/
Facebook : www.facebook.com/MensHealthThai/
Youtube : www.youtube.com/user/Menshealththailand/

 

 

0 7914

 

เพราะผลลัพท์ของการสร้างพละกำลัง เพื่อขจัดความไม่สมดุลของมัดกล้ามและเสริมความคล่องแคล่วว่องไว คือรูปร่างแบบนักกีฬา และหากคุณปรารถนาจะมีรูปร่างในฝันแบบนี้ เรามี 4 ท่าฝึกมาแนะนำคุณ…

วิธีฝึก เริ่มด้วยการวิ่งวอร์มอัพ 5-10 นาที ตามด้วยการทำท่า Hip Swings 20 ครั้ง (เหวี่ยงขาจากด้านหนึ่งไปยังอีกด้านหนึ่งสลับไปมาข้างละ 10 ครั้ง) จากนั้นให้คุณเริ่มฝึกตั้งแต่ช่วงเร่งการเผาผลาญไปจนถึงช่วงเสริมความ แข็งแกร่ง ฝึกไล่เรียงกันไปโดยไม่ต้องหยุดพักระหว่างท่า โดยในแต่ละเซตให้ฝึกเซตละ 12 ครั้ง ฝึกให้ครบ 3 รอบ

1. ช่วงเร่งการเผาผลาญ

finenathkita mh-thailand GIF
Medicine Ball Elevated Pushup

ตั้งท่าวิดพื้นโดยให้คุณวางเท้าบนม้านอนหรือแท่นสเต็ปที่มีความสูงประมาณ 12 นิ้ว วางมือไว้บนลูกเมดิซีนบอลขนาดกลางข้างละลูก ลำตัวของคุณตั้งแต่ช่วงศีรษะไปจนถึงข้อเท้าควรเป็นเส้นตรง (A) เกร็งช่วงแกนกลางให้แน่นก่อนเริ่มฝึกด้วยการลดตัวลงจนหน้าอกเลื่อนลงมาอยู่ในระดับเดียวกับลูกบอล (B) เสร็จแล้วดันตัวกลับขึ้นสู่ท่าเริ่มต้นแล้วฝึกซ้ำ ฝึกจนครบ 10 ครั้ง และเพิ่มจำนวนครั้งให้มากขึ้นอีกสัปดาห์ละ 2 ครั้ง

finenathkita mh-thailand GIFInverted Towel Row

ปรับบาร์ให้อยู่ที่ระดับเอว พาดผ้าขนหนูสองผืนกับบาร์ให้ได้ระยะห่างประมาณความกว้างช่วงไหล่ จากนั้นให้คุณจับส่วนบนของผ้าและโหนตัวจนสุดแขนให้แนวของมือและหัวไหล่ตรงกัน ส่วนการวางเท้านั้นให้ชันเข่าขึ้นและวางฝ่าเท้าราบไปกับพื้น (A) เริ่มฝึกด้วยการออกแรงดึงตัวขึ้นให้หน้าอกเลื่อนเข้าหาบาร์ พร้อมกับบีบปลายไหล่ด้านหลังเข้าหากัน (B) ฝึกจนครบ 10 ครั้ง และเพิ่มจำนวนครั้งให้มากขึ้นอีกสัปดาห์ละ 5 ครั้ง

finenathkita mh-thailand GIFJump Rope

จับปลายเชือกกระโดด และปล่อยแขนไว้ข้างลำตัว โดยให้เชือกอยู่กับพื้นด้านหลัง เริ่มฝึกด้วยการเหวี่ยงเชือกเป็นแนวโค้งข้ามผ่านศีรษะ (A) ต่อเนื่องด้วยการตวัดเชือกกลับลงไปที่ปลายเท้าแล้วกระโดดด้วยการออกแรงถีบจากส่วนหนาของปลายเท้า (B) ตกลงสู่พื้นอย่างนุ่มนวลแล้วฝึกอย่างต่อเนื่องโดยไม่ให้ส้นเท้าของคุณแตะพื้น ฝึกจนครบ 50 ครั้ง และพยายามเพิ่มจำนวนครั้งอีกสัปดาห์ละ 25 ครั้ง

2. ช่วงเสริมความแข็งแกร่ง

finenathkita mh-thailand GIFDumbbell Alternating Incline Bench Press

ปรับระดับม้านอนไว้ที่ความสูง 45 องศา นอนหงายและเหยียดดัมบ์เบลขึ้นให้อยู่ในระดับเดียวกับช่วงไหล่ (A) เริ่มฝึกด้วยการลดดัมบ์เบลในมือซ้ายลงมาที่ข้างอก (B) จากนั้นดันกลับขึ้นสู่ท่าเริ่มต้นก่อนฝึกซ้ำด้วยมือขวา ฝึกสลับไปมาแบบนี้จนครบตามจำนวนครั้ง ฝึกให้ครบ 4 เซ็ต เซ็ตละ 8 ครั้งต่อข้าง โดยหยุดพักระหว่างเซ็ตนาน 1-2 นาที และเพิ่มน้ำหนักของดัมบ์เบลแต่ละข้างให้มากขึ้นอีกสัปดาห์ละ 5 ปอนด์

 

ติดตาม Men’sHealth Thailand ได้ที่นี่ …
Website : www.mhthailand.com/
Instagram : www.instagram.com/mhthailand/
Facebook : www.facebook.com/MensHealthThai/
Youtube : www.youtube.com/user/Menshealththailand/

 

 

0 6310

 

ฟังดูเหมือนเป็นเรื่องลามกกันเลยทีเดียว แต่ให้ตายเถอะ… ถ้าคุณไม่ได้มีครอบครัวแล้ว และกำลังประสบปัญหาเรื่องมีลูกยาก คุณคงไม่กังวลกับปริมาณน้ำเชื้อในตอนนี้นัก แต่หากคุณเป็นคนหนึ่งที่กำลังหาทางเพิ่มปริมาณน้ำเชื้อ เพื่อโอกาสการมีเจ้าหนูตัวน้อยๆ ในวันหน้า เรามาดู 4 วิธีเพื่อช่วยคุณกัน !!

1. จับและนวด
เริ่มต้นด้วยการถูมือให้อุ่นร้อน แล้วใช้มือหนึ่งยกองคชาต อีกมือจับนวดถุงอัณฑะเบาๆ ปล่อย-จับ เพิ่มความหนักและแน่นขึ้นจาก 1 ถึง 100 แล้วเปลี่ยนมือ

2. สั่น
ทำเหมือนท่าแรกแต่เปลี่ยนเป็นสั่น 3 นาทีเบาๆ ไปหาเกือบหนัก เปลี่ยนมือด้วย

3. ตบ
อย่าลืมอุ่นมือ ข้างหนึ่งจับแท่ง อีกข้างตบถุงเบาๆ ช้าๆ แล้วค่อยเร็วขึ้น แรงขึ้น 3 นาที สลับข้างด้วย

4. นวดและกดจุด
ข้างหนึ่งประคองน้องชาย นิ้วโป้งอีกข้างนวดถุงไปรอบๆ 3 นาทีเช่นเคย ประมาณ 200 ครั้ง จึงเปลี่ยนข้าง

ว่ากันว่า….ท่าทั้ง 4 นี้ ช่วยเพิ่มสมรรถภาพ กระตุ้นพลังชีวิต เพิ่มพลังให้องคชาตได้ รวมถึงเพิ่มพลังถึงศูนย์กลางกาย หรือก็คือจุดตันเถียนที่ท้องน้อยตามหลักเต๋าทีเดียวนะครับ ใครอยากรู้ทริคเซ็กซ์ฉบับคัมภีร์เต๋าเพิ่มเติม ติดตามกันได้ใน Men’s Health ฉบับเดือนเมษายน 2017 ได้เลย!!

 

ที่มา นิตยาร Men’s Health Thailand ฉบับเดือนเมษายน 2017

ติดตาม Men’sHealth Thailand ได้ที่นี่ …
Website : www.mhthailand.com/
Instagram : www.instagram.com/mhthailand/
Facebook : www.facebook.com/MensHealthThai/
Youtube : www.youtube.com/user/Menshealththailand/

 

 

 

เพราะผู้ประสบปัญหาสมาธิสั้นไม่เหมาะกับทุกอาชีพ เนื่องจากผลกระทบจากความผิดปกติทางความคิดและระบบประสาท (เพิ่มเติมได้ที่ 7 วิธีเอาชนะ “โรคสมาธิสั้น” อยู่กับจุดอ่อนให้เป็นจุดแข็ง) ดังนั้น การเลือกอาชีพที่ต้องใช้พลังงานเยอะๆ จึงเป็นคำตอบของผู้ที่เป็นโรคสมาธิสั้นมากกว่า เนื่องจากทำให้ได้เคลื่อนไหวร่างกายตลอดเวลาและได้ทำสิ่งที่หลากหลาย นี่จึงเป็นตัวอย่างส่วนหนึ่งของอาชีพที่ใช่สำหรับผู้เป็นโรคสมาธิสั้นทุกคน หากกำลังหาอาชีพสำหรับตัวคุณเองหรือคนใกล้ตัวอยู่…

1. งานไม้หรืองานฝีมือ

เพราะการเคลื่อนไหวร่างกายและการแก้ปัญหา คือสิ่งที่ทำให้งานประเภทนี้น่าสนใจ

2. แพทย์แผนกฉุกเฉิน

ภาวะแวดล้อมที่เร่งรีบจะทำให้ผู้มีสมาธิสั้นต้องปรับตัวตามสถานการณ์ตลอดเวลา

3. การจัดการ

อาชีพนี้จะเหมาะก็ต่อเมื่อมีผู้ช่วยที่วางใจได้คอยจัดการเรื่องเล็กๆ น้อยๆ ให้คุณ

ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ manager business
source : datasicurezza.it
4. ทหาร

สถานการณ์ที่ต้องทุ่มเทแรงกายแรงใจและกิจวัตรที่แน่นอนอาจทำให้อาชีพนี้เหมาะกับคุณ

รูปภาพที่เกี่ยวข้อง
source : fotodes.ru
5. นักกีฬา

ความเป็นมิตรของคนในทีมและระดับการเคลื่อนไหวร่างกายที่จัดว่าสูงถือเป็นจุดที่เหมาะทั้งคู่

ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ Athlete
source : commons.wikimedia.org
6. การขาย

จุดที่เหมาะคือตอนปิดการขาย ส่วนจุดที่เป็นปัญหาคือตอนเขียนรายงานและการนำเสนอ

ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ Business
source : study.com

แม้โรคสมาธิสั้นจะเป็นความผิดปกติที่หลายคนมองว่าเป็นปมด้อย แต่หากเรามีกลยุทธ์ในการขจัดสิ่งรบกวนและส่งเสริมสมาธิ ลักษณะของโรคสมาธิสั้นที่อาจเป็นประโยชน์ต่อบางคนในบางสถานการณ์ได้เช่นกัน ขึ้นอยู่กับการเลือกอยู่กับจุดบอดหรือจุดเด่นของโรคนี้เท่านั้น…

 

 

ติดตาม Men’sHealth Thailand ได้ที่นี่ …
Website : www.mhthailand.com/
Instagram : www.instagram.com/mhthailand/
Facebook : www.facebook.com/MensHealthThai/
Youtube : www.youtube.com/user/Menshealththailand/

 

 

0 2248

 

แม้โรคสมาธิสั้นจะมีหลายข้อเสียที่ทำให้หลายๆ คนดูบกพร่อง แต่หากเลือกที่จะอยู่กับข้อดีของโรคนี้ คุณเองก็จะมีจุดแข็งแบบไม่เหมือนใคร

เช่น เดวิด นีเลแมน วัย 57 ผู้ก่อตั้ง 4 สายการบิน และปัจจุบันดำรงตำแหน่งประธานบริหารสายการบินอาซูลของบราซิลที่มีพนักงานประมาณ 10,000 คน และมีผู้ใช้บริการปีละประมาณ 24 ล้านคน และยังเป็นเจ้าของที่มีกรรมสิทธิ์ร่วมในสายการบินแห่งชาติของโปรตุเกสอย่างตัปปูร์ตูกัลด้วย

อาการของโรคสมาธิสั้นมักปรากฏในวัยเด็กตอนต้น ซึ่งเป็นวัยที่สมองยังพัฒนาไม่เต็มที่ โรคนี้เกิดจากความผิดปกติด้านพัฒนาการของระบบประสาท พัฒนาการที่ล่าช้าจึงทำให้สมองส่วนที่เกี่ยวข้องกับสมาธิและการคิดทำงานบกพร่องจนเด็กๆ แสดงอาการให้เห็นในรูปของพฤติกรรมหุนหันพลันแล่น อยู่ไม่สุขและไม่มีสมาธิ แต่มีโอกาสประมาณ 60% ที่อาการจะดีขึ้นตามการเติบโต ซึ่งอาจเป็นเพราะสมองส่วนหน้าพัฒนาเต็มที่แล้ว แต่ผู้ใหญ่จะยังต้องรับมือกับโรคนี้ต่อไป และส่วนใหญ่ก็เป็นผู้ชายด้วย

โรคสมาธิสั้นมีระดับอาการตั้งแต่เล็กน้อย-รุนแรง โดยผู้เชี่ยวชาญจะดูที่ความบกพร่องต่อเนื่องทั้งในด้านของชีวิตครอบครัว การงานและสังคม (คนที่เป็นโรคนี้จะมีความบกพร่องไม่ต่ำกว่า 2 ด้าน) และถ้าไม่ได้เป็นอุปสรรคต่อการใช้ชีวิต พฤติกรรมไร้ระเบียบหรือหุนหันพลันแล่นของคุณก็ไม่ถือเป็นอาการของโรคสมาธิสั้น ซึ่งคนมักจะไม่เข้าใจจุดนี้กัน ทั้งนี้ในเรื่องความสัมพันธ์ ผลวิจัยชี้ว่าคนที่เป็นโรคสมาธิสั้นมีโอกาสในการแต่งงานพอๆ กับคนที่ไม่ได้เป็น แต่โอกาสในการหย่าร้างจะสูงกว่าเท่านั้น

อย่างไรก็ตาม หากเรามีกลยุทธ์ในการขจัดสิ่งรบกวนและส่งเสริมสมาธิ ลักษณะของโรคสมาธิสั้นที่อาจเป็นประโยชน์ต่อบางคนในบางสถานการณ์ได้ ซึ่งกลยุทธ์เอาชนะโรคสมาธิสั้น ก็มีดังต่อไปนี้…

1. เน้นย้ำสิ่งที่ต้องทำ

โดยเฉพาะในกรณีที่คุณไม่อยากทำสิ่งเหล่านั้น หากเน้นย้ำข้อกำหนดหรือสิ่งที่ต้องทำบ่อยๆ ด้วยลักษณะโรคสมาธิสั้นก็จะเป็นตัวช่วยที่ทำให้คุณสามารถทำตามที่พูดกับตัวเองได้โดยไม่ต้องใช้ความพยายามมากนัก

2. รู้จักตัวเอง

ถามตัวเองว่าคุณมักจะแสดงพฤติกรรมหุนหันพลันแล่นด้วยเหตุผลใดและเวลาใด เพราะถ้ารู้ว่าพฤติกรรมดังกล่าวมักจะสร้างปัญหาในเวลาใด คุณจะควบคุมมันได้ง่ายขึ้น แล้วเตรียมรับมือและถามตัวเองว่าพฤติกรรมนี้จะทำให้คุณรู้สึกภาคภูมิใจหรือเปล่าด้วย โดยอาจคิดถึงคนที่คุณต้องรับผิดชอบอย่างลูกๆ และทีมงาน และลองคิดว่าการตัดสินใจของคุณจะส่งผลต่อพวกเขาอย่างไรบ้าง

3. ใช้ตัวช่วยจัดการชีวิต

อาจใช้สมาร์ตโฟนแจ้งเตือนสิ่งต่างๆ ที่คุณต้องทำคุณ เพื่อที่คุณจะได้ไม่ให้ความสำคัญกับเรื่องใดเรื่องหนึ่งโดยละเลยอีกเรื่อง นอกจากนี้ผลวิจัยล่าสุดยังชี้ว่าถ้าคุณเป็นโรคสมาธิสั้น Google Calendar และ Evernote จะช่วยส่งเสริมสมาธิและทักษะในการบริหารจัดการชีวิตได้ดีมากด้วย

4. เก็บข้าวของในที่เฉพาะ

คุณควรจะมีที่เฉพาะสำหรับข้าวของทุกอย่าง หรือเก็บใบแจ้งค่าบริการและจดหมายสำคัญๆ ไว้ในกล่องบนโต๊ะทำงาน เพื่อไม่ให้เกิดการสูญหายของข้าวที่คนเรามักทำหาย

5. ตัดความคิดที่ทำให้วอกแวก

ถ้าความคิดสะเปะสะปะที่ดูเหมือนจะมีความสำคัญผุดขึ้นมาในหัวตอนกำลังทำอย่างอื่น คุณควรจะจดไว้แล้วค่อยกลับมาคิดถึงมันในจังหวะเวลาที่เหมาะสม ซึ่งเมื่อทำจนเกิดความเคยชิน คุณจะตัดความคิดที่ทำให้วอกแวกได้ง่ายขึ้น

6. ออกกำลังกาย

เพราะการออกกำลังกายช่วยพัฒนาการทำงานของสมองส่วนที่มีผลต่อทักษะในการบริหารจัดการชีวิต ผู้ป่วยหลายคนบอกว่าการออกกำลังกายทำให้ชีวิตราบรื่นขึ้น อีกทั้งผลวิจัยยังชี้ว่าการออกกำลังกายแบบแอโรบิกช่วยลดอาการของโรคนี้ในเด็กๆ ได้เช่นกัน

7. หาสิ่งที่ชอบให้เจอ

เพราะเมื่อเป็นสิ่งที่ทำได้ดีหรือชอบทำ คุณจะทุ่มเทแรงกายแรงใจให้กับมันได้ง่ายขึ้น และมันก็อาจจะไม่เป็นแค่งานอดิเรกอีกต่อไป คุณจึงควรจะทำสิ่งที่ตัวเองชอบ…และอย่ายอมแพ้นั่นเอง

แม้โรคสมาธิสั้นจะมาพร้อมอาการที่ทำให้ผู้ป่วยอยู่ไม่สุข แต่ในทางกลับกัน… หากได้ค้นพบสิ่งที่สนใจ สิ่งที่เกิดขึ้นก็เเปรเปลี่ยนเป็นการจดจ่อในระยะเวลายาวนานเช่นกัน และนี่ก็คือลักษณะเด่นของโรคสมาธิสั้น ซึ่งหากเราสามารถส่งเสริมด้านดีและหาวิธีควบคุมข้อเสีย ผู้ป่วยโรคสมาธิสั้นก็สามารถก้าวข้ามจุดอ่อนและมีจุดยืนที่เข้มแข็งเป็นจุดเด่นให้ตัวเองเช่นกัน

 

 

เรื่อง Brian Fiske / Men’s Health US
แปลและเรียบเรียง Dragon Booster

ติดตาม Men’sHealth Thailand ได้ที่นี่ …
Website : www.mhthailand.com/
Instagram : www.instagram.com/mhthailand/
Facebook : www.facebook.com/MensHealthThai/
Youtube : www.youtube.com/user/Menshealththailand/

 

 

0 851

 

หลังจากเมื่อไม่นานนี้ เกิดกรณีบุคคลนำทรัพย์สินของผู้อื่นมาไว้กับตัวและถูกแจ้งจับในข้อหาลักทรัพย์ จนทำให้เรื่องโรคเคลปโตแมเนีย (Kleptomania) หรือโรค “อยากขโมย” กลายเป็นประเด็นร้อนแรงในสังคมไทย ดังนั้นวันนี้เราจึงถือโอกาสมาเล่ารายละเอียดของโรคเคลปโตแมเนียเพื่อความเข้าใจที่ถูกต้องสำหรับผู้อ่านในการประกอบวิจารณญาณในการรับข่าวสารและดูแลสุขภาพจิตของทั้งตนเองและคนใกล้ตัว

โรคอยากขโมย (Kleptomania)

เป็นหนึ่งในความผิดปกติด้านจิตใจ (Mental Disorder) ที่อยู่ในกลุ่มของความผิดปกติในการควบคุมตนเอง (Impulse Control Disorders) ซึ่งผู้ป่วยกลุ่มนี้จะไม่สามารถควบคุมความอยากหรือความต้องการที่พลุ่งพล่านขึ้นมาอย่างทันทีทันใดได้ และมักเกิดขึ้นกับพฤติกรรมเฉพาะอย่างเท่านั้น เช่น การหยิบฉวยข้าวของของผู้อื่น การรับประทานอาหารแบบไม่ยั้ง การจับจ่ายซื้อของ (ช็อปปิ้ง) อย่างไม่เหมาะสม การกัดเล็บ ดึงผม หรือการจุดไฟ/เล่นไฟ ทั้งนี้หลายๆ การศึกษาวิจัยพบว่าโรคในกลุ่มนี้มีความเกี่ยวข้องกับการเสพติดพฤติกรรมในรูปแบบต่างๆ อีกด้วย ไม่ว่าจะเป็นการติดอินเทอร์เน็ต ติดเกม ติดการพนัน ติดเซ็กซ์ หรือการเสพติดพฤติกรรมอื่นๆ

โรคอยากขโมยเริ่มระบาดอย่างหนักในเมืองไทยในยุคที่ศูนย์การค้าเติบโตขึ้นมาอย่างมากมายราวกับดอกเห็ด จนกลายเป็นปัจจัยด้านสิ่งแวดล้อมที่เปรียบเสมือนปุ๋ยที่เร่งให้อาการของโรคนี้กำเริบและมีการขยายตัวของโรคนี้อย่างกว้างขวางทั่วโลก จนเรียกได้ว่าเป็นโรคหนึ่งที่พ่วงมากับ “สังคมนิยมบริโภค” เลยก็ว่าได้

โรคเคลปโตแมเนียมักจะเกิดขึ้นกับผู้ที่มีความเปราะบางทางด้านพันธุกรรมอยู่แล้ว เมื่อผนวกกับความเครียดหรือความกดดันจากเหตุการณ์ต่างๆ และอยู่ในบริบทที่มีวัตถุที่ต้องการหรือน่าสนใจล่อตาล่อใจ จะยิ่งทำให้เกิดความเครียดและความว้าวุ่นใจมากขึ้นเรื่อยๆ จนกระทั่งเมื่อหยิบวัตถุนั้นมาครอบครองได้โดยที่ไม่ถูกจับได้จึงจะเข้าสู่สภาวะผ่อนคลายอีกครั้ง แต่อาจจะเกิดความรู้สึกผิด เสียใจตามมาหรือเครียดมากขึ้น(อีกครั้ง) จากพฤติกรรมการขโมยของที่ตนเองไม่สามารถยับยั้งได้

วัตถุหรือสิ่งของที่ถูกขโมยโดยผู้ป่วยที่เป็นโรคนี้อาจเป็นสิ่งที่ดูธรรมดา ไม่มีราคาหรือไร้คุณค่าในสายตาของคนอื่น หรืออาจเป็นสิ่งมีค่ามีราคาก็ได้ ซึ่งราคาของสิ่งของไม่ใช่ประเด็นหลักในการตัดสินใจหยิบฉวยวัตถุชิ้นนั้นมาครอบครองของผู้ป่วยโรคนี้ โดยจากการวิจัยพบว่าเกือบ 100% ของผู้ป่วยมีกำลังทรัพย์มากพอที่จะซื้อหาวัตถุที่หยิบฉวยไปได้อย่างสบาย

การหยิบฉวยวัตถุของผู้ป่วยโรคนี้ มีลักษณะที่แตกต่างจากการลักขโมยโดยทั่วไปอยู่ 4 ประการ

1. การขโมยหรือหยิบฉวยวัตถุนั้นเกิดขึ้นแบบทันทีทันใด ไม่ได้ผ่านการวางแผนหรือไตร่ตรองมาก่อน

2. วัตถุหรือสินค้านั้นไม่ได้ให้ประโยชน์ใดๆ ทางการเงินกับผู้ขโมยหรือหยิบฉวยมา

3. กระบวนการขโมยหรือการหยิบฉวยนั้นไม่ได้มีความเกี่ยวข้องกับบุคคลอื่นหรือทำกันเป็นขบวนการ

4. วัตถุหรือทรัพย์สินนั้นไม่ได้ตอบโจทย์ระยะยาวอะไรกับผู้ขโมยเลย แต่พฤติกรรมการหยิบฉวยหรือลักขโมยต่างหากที่สามารถตอบโจทย์ในการลดความตึงเครียดหรือความกดดันที่มีอยู่ภายในใจของผู้ป่วยรายนั้นได้เป็นอย่างดี

จากการศึกษาระบาดวิทยาของโรคนี้ พบผู้ป่วยด้วยโรคเคลปโตแมเนียประมาณ 0.6% ในประชากรทั่วไป นั่นหมายถึงในประชากรทุกๆ 1,000 คน สามารถพบผู้ป่วยโรคนี้ได้สูงถึง 6 คน และพบในผู้หญิงมากกว่าผู้ชายในสัดส่วน 3:1 มักพบอาการครั้งแรกได้ตั้งแต่วัยเด็กหรือวัยรุ่นตอนต้น (มีรายงานว่าส่วนใหญ่เริ่มต้นด้วยการขโมยเงินของผู้ปกครองไปเก็บไว้) โดยมักถูกกระตุ้นให้เกิดอาการครั้งแรกได้จากเหตุการณ์สูญเสียหรือความผิดหวังครั้งสำคัญ และโดยประมาณ 1 ใน 4 ของผู้ป่วยกลุ่มนี้จะถูกจับกุมในข้อหาลักทรัพย์และถูกดำเนินคดีตามกฎหมาย

สาเหตุของโรค

สำหรับสาเหตุของการเกิดโรคเคลปโตแมเนีย เชื่อว่าเกิดได้จากทั้งสาเหตุทางชีวภาพ (Biological Causes) และทางด้านจิตใจสังคม (Psychosocial Causes) ผสมกัน ปัจจัยทางชีวภาพเชื่อว่าผู้ที่มีระดับสติปัญญาต่ำกว่าปกติหรือมีระดับสารเซโรโทนินในสมองต่ำกว่าปกติจะส่งผลให้เกิดปัญหาการยับยั้งชั่งใจในการหยิบฉวยหรือขโมยของดังกล่าวนี้ได้ สำหรับปัจจัยด้านจิตใจและสังคม พบว่าผู้ป่วยกลุ่มนี้มักมีปัญหาสัมพันธภาพในครอบครัวตั้งแต่วัยเด็ก อาจได้รับความอบอุ่นจากผู้ดูแลที่ไม่มากเพียงพอ ทำให้ในใจลึกๆ แล้วผู้ป่วยไม่มีความมั่นใจในตนเอง และด้วยความซับซ้อนของจิตใจอีกหลายอย่างทำให้ผู้ป่วยเลือกที่จะใช้พฤติกรรมหยิบฉวยหรือขโมยของเป็นช่องทางสำหรับตนเองในการปลดปล่อยความตึงเครียดหรือความกดดันในจิตใจออกมา

วิธีป้องกันควบคุม

โรคนี้สามารถป้องกันได้ โดยในผู้ที่มีความเสี่ยงในการเป็นโรคนี้อยู่ก่อนแล้ว ต้องหมั่นฝึกฝนการควบคุมตนเอง หากเมื่อมีความอยากหยิบฉวยเกิดขึ้น (ซึ่งเป็นผลลัพธ์จากความเครียดที่สะสมในจิตใจ ผสมกับความว้าวุ่นใจอย่างมากในสถานการณ์ที่มีความอยากเกิดขึ้น) จำเป็นต้องตั้งสติให้ดีและข่มใจไม่ให้เกิดพฤติกรรมนั้น เนื่องจากหากข่มใจได้สำเร็จบ่อยๆ จะสามารถตัดวงจรความสุขจาก Brain Reward System ในสมองได้ ทำให้มีความว้าวุ่นใจในครั้งต่อๆ ไปน้อยลงเรื่อยๆ ในทางตรงกันข้ามหากไม่สามารถข่มใจได้สำเร็จ มีพฤติกรรมหยิบฉวยเกิดขึ้น ก็จะไปกระตุ้นความสุขในสมองเกิดเป็นการเสพติดพฤติกรรมหยิบฉวยนี้ซ้ำๆ นำมาซึ่งโอกาสในการถูกจับกุม เกิดความทุกข์ เสื่อมเสียชื่อเสียงและภาวะซึมเศร้าตามมาได้

วิธีการรักษา

หากไม่สามารถข่มใจกับพฤติกรรมหยิบฉวยได้สำเร็จด้วยตนเอง ในทางการแพทย์มีทางเลือกในการรักษาหลักอยู่สองอย่างคือ การรักษาทางชีวภาพ ได้แก่ การใช้ยาเพื่อเพิ่มระดับสารเซโรโทนินในสมองโดยเฉพาะ อาจพิจารณายาในกลุ่ม SSRIs (Selective Serotonin Reuptake Inhibitors) เช่น Fluoxetine, Fluvoxamine ควบคู่ไปกับการรักษาทางจิตใจและสังคม ไม่ว่าจะเป็น….

การฝึกทักษะการจัดการความเครียดให้ถูกวิธี เช่น การออกกำลังกายในลักษณะที่ใช้แรงกระแทกหรือการขว้าง การเลือกฟังเพลงเพื่อความผ่อนคลาย การมีเซ็กซ์ที่มีคุณภาพ เล่นโยคะหรือนั่งสมาธิ เพื่อระบายความกดดันออกจากจิตใจ ก่อนที่จะนำพฤติกรรมหยิบฉวยมาใช้ในการจัดการความเครียดแทน

พฤติกรรมบำบัด โดยใช้การแทรกความคิดด้านลบระหว่างที่มีความว้าวุ่นใจหรือมีความอยากหยิบฉวยเกิดขึ้นเพื่อยับยั้งพฤติกรรมนั้น เช่น ให้นึกภาพตนเองอยู่ในเรือนจำหลังถูกจับกุมได้ หรือการฝึกพฤติกรรมแบบลดการตอบสนอง (Desensitization Behavior Therapy) กล่าวคือให้ผู้ป่วยอยู่ในภาวะกดดันและบริบทที่เอื้อต่อการหยิบฉวย ในรูปแบบที่แตกต่างกันจากขั้นตอนที่ควบคุมตนเองได้ง่ายไปถึงขั้นตอนที่ควบคุมตนเองได้ยากมากขึ้นเรื่อยๆ ภายใต้การดูแลควบคุมบริบทและความกังวลของผู้ป่วยโดยจิตแพทย์หรือนักบำบัด หรือแม้แต่การทำจิตบำบัดเชิงวิเคราะห์ (Psychoanalytic Psychotherapy) เพื่อวิเคราะห์หาสาเหตุรากของความเครียดและความกดดันในจิตใจที่ทำให้เกิดพฤติกรรมหยิบฉวยและทำการแก้ไขต่อไป

เคลปโตแมเนียเป็นโรคที่พบได้ไม่น้อยในประชากรทั่วไป การมีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับธรรมชาติของโรค จะทำให้สามารถดูแลสุขภาพจิตของตนเองและคนใกล้ตัวได้ดียิ่งขึ้น พฤติกรรมการหยิบฉวยหรือขโมยของเป็นพฤติกรรมที่ไม่ได้รับการยอมรับในสังคม ทั้งยังเป็นพฤติกรรมผิดกฎหมายอีกด้วย ความตระหนักรู้ในตัวโรคและนำตนเองเข้าสู่ระบบการดูแลรักษาที่ถูกต้องเหมาะสมจะสามารถรักษาการเสพติดพฤติกรรมนี้ได้ ก่อนที่พฤติกรรมนี้จะสร้างผลกระทบเชิงลบให้กับชีวิตของเรา ไม่ว่าจะเป็นการถูกจับกุมและดำเนินคดีตามกฎหมาย เสื่อมเสียชื่อเสียง ความทุกข์ใจ ความเครียดทั้งของตัวผู้ป่วยเองและครอบครัว

 

เรื่อง นพ.ธิติพันธ์ ธานีรัตน์

ติดตาม Men’sHealth Thailand ได้ที่นี่ …
Website : www.mhthailand.com/
Instagram : www.instagram.com/mhthailand/
Facebook : www.facebook.com/MensHealthThai/
Youtube : www.youtube.com/user/Menshealththailand/

 

 

0 6540

 

อย่าให้คำว่า “ลดน้ำหนัก” เป็นตัวขัดขวางคุณกับอาหารจานโปรด  ดังนั้นเพื่อเป็นการจัดการปัญหานี้ เรามีวิธีดีๆ จาก พญ. แคร์ณี รักซ์ตัน นักโภชนาการชื่อดังมาฝากทุกคนกัน แน่นอนว่ามันใช้ได้ผลเพียงครึ่งเดียว เพราะอีกครึ่งคงต้องอาศัยการออกกำลังกายของคุณเข้ามาเติมเต็ม…
1. กิน “ถั่ว” ให้อิ่ม

เพราะพืชตระกูลนี้ อุดมไปด้วยใยอาหารที่ละลายน้ำได้ จึงทำให้อิ่ม(รวมถึงผายลม)ได้ดี โดยผลการวิจัยจากสเปนฉบับหนึ่งรายงานว่า กลุ่มตัวอย่าง 200 คนที่มีน้ำหนักเกินสามารถลดน้ำหนักลงได้เฉลี่ย 5 กก. หลังจากประเภทนี้จำนวนมาก เป็นเวลา 4 ดือน

2. สลายไขมันด้วย “กรด”

อาหารประเภทเนยนม เนื้อวัว และเนื้อลูกแกะย่าง คือเป้าหมายของเราในครั้งนี้ เนื่องจากนักวิทยาศาสตร์พบว่า CLA ในอาหารที่เรากล่าวถึง มีสรรพคุณในการสลายไขมัน ซึ่งผลวิจัย British Journal of Nutrition ก็ยืนยันเช่นกันหลังจากพบว่าผู้ที่ได้รับสาร CLA เข้มข้นเป็นเวลา 6 เดือนมีไขมันลดลง 4% โดยเฉพาะที่ขา!

3. สยบหิวด้วย “ของเผ็ด”

ฟังดูเหมือนไม่เข้าท่า แต่งานวิจัยที่ตีพิมพ์ในวารสาร Clinical Nutrition ระบุว่ากลุ่มกลุ่มตัวอย่างชาวเดนมาร์กที่ได้กินสารแคปไซซิน ล้วนรู้สึกอยากอาหารน้อยลงทั้งสิ้น โดยพบว่า สามารถทำให้น้ำหนักส่วนเกินลดลงได้ถึง 2.2 กก./เดือน เพียงใส่พริก 1/4 ช้อนชาลงในทุกมื้ออาหารหลัก

4. อิ่มด้วย “ไข่”

ผลการศึกษาของสหรัฐฉบับหนึ่งที่ตีพิมพ์ใน Nutrition Research ได้เปรียบเทียบผลของการกินอาหารเช้าชนิดต่างๆ พบว่า โปรตีนสูงของไข่ช่วยทำให้อิ่มและลดการกินแคลอรีในแต่ละวันได้ดีกว่าพวกขนมเบเกอรี่ต่างๆ ซึ่งเป็นตัวการทำให้ระดับน้ำตาลในเลือกพุ่งสูง

5. ลดแคลอรีด้วย “สาหร่าย”

นักวิจัยจากมหาวิทยาลัยเชฟฟิลด์ฮาลแลมพบว่า กลุ่มตัวอย่างที่เพิ่มสาหร่ายในอาหารปกตินาน 1 สัปดาห์ ช่วยลดการกินแคลอรีได้ราว 7% ซึ่งคาดว่าน่าจะมาจากการที่สาหร่ายทำให้อาหารเดินทางผ่านระบบย่อยอาหารได้ช้าลง จนทำให้กินน้อยลงนั่นเอง

6. รักษากล้ามเนื้อด้วย “พาสต้า”

การลดน้ำหนักมักมาพร้อมข้อเสียที่ทำให้เราต้องสญเสียมวลกล้ามเนื้อไปด้วย แต่งานวิจัยหนึ่งพบว่า การกินอาหารที่ไม่ทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดพุ่งสูงช่วยเสริมการลดน้ำหนักและรักษากล้ามเนื้อไปด้วย พาสต้า ข้าวโอ๊ต ขนมปังเส้นใยสูง และผักประเภทหัวต่างๆ จึงเป็นคำตอบของข้อนี้

7. ปรับสมดุลด้วย “โปรไบโอติกส์”

นักวิทยาศาสตร์ชาวเยอรมันพบว่า สาเหตุหนึ่งที่ทำให้คนอ้วนเผาผลาญแคลอรีได้น้อยลงเป็นเพราะมีเเบคทีเรียในท้องที่ไม่สมดุล ขณะที่แบคทีเรียในคนผอมจะใช้แคลอรีสิ้นเปลืองมาก ดังนั้นคนอ้วนจึงควรเติมไบโอติกส์เพื่อปรับสมดุลให้ร่างกาย ทั้งนี้ กลุ่มตัวอย่างชาวญี่ปุ่นสามารถลดปริมาณไขมันหน้าท้องได้ถึง 5% มาแล้ว ด้วยการกินโปรไปโอติกส์เป็นเวลา 12 สัปดาห์ด้วยกัน

และทั้งหมดนี้ก็คืออาหารที่จะช่วยทำให้คุณไปถึงเป้าหมายของความว่า “ลดน้ำหนัก” ได้สำเร็จยิ่งขึ้น หวังว่าจะมีประโยชน์ แล้วอย่าลืมนำไปปรับใช้ควบคู่กับการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอนะครับ

 

 

ติดตาม Men’sHealth Thailand ได้ที่นี่ …
Website : www.mhthailand.com/
Instagram : www.instagram.com/mhthailand/
Facebook : www.facebook.com/MensHealthThai/
Youtube : www.youtube.com/user/Menshealththailand/

 

 

0 4645

 

เราอาจเคยได้ยินมาว่ามีชายหนุ่มไม่น้อยที่มีอาการหย่อนสมรรถภาพทางเพศ ซึ่งในภาษาอังกฤษเรียกอาการแบบนี้ว่า Erectile Dysfunction หรืออาการ ED นั่นหมายถึง องคชาตไม่สามารถแข็งตัว หรืออาจจะแข็งตัวได้แต่ไม่เพียงพอที่จะมีเพศสัมพันธ์ได้อย่างน่าพึงพอใจ ซึ่งมักเกิดขึ้นบ่อยๆ หรือต่อเนื่อง อาการดังกล่าวส่งผลกระทบต่อจิตใจผู้ชายที่ประสบปัญหานี้ ทำให้พวกเขาขาดความมั่นใจขณะที่คิดจะปฏิบัติภารกิจรัก จึงส่งผลกระทบโดยตรงต่อชีวิตรักของคนทั้งคู่

เมื่อไม่นานนี้ บริษัท ไฟเซอร์ ได้จัดงานแถลงข่าวเรื่อง “ผลการสำรวจล่าสุดเรื่องความสุขสมแห่งสัมผัสรักในอุดมคติของชาวเอเชีย” พร้อมกับเชิญผู้เชี่ยวชาญมาแลกเปลี่ยนความคิดเห็นดีๆ ร่วมกัน โดยในเวทีการพูดคุยได้ระบุออกมาอย่างชัดเจนว่าระดับความแข็งตัวของอวัยวะเพศ และความสามารถในการรักษาระดับความแข็งตัวของอวัยวะเพศให้ยาวนานได้นั้น ถือเป็นปัจจัยสำคัญที่จะนำไปสู่ความสุขสมทางเพศอย่างที่ต้องการ

รศ.นพ.จอร์จ ลี ศัลยแพทย์ที่ปรึกษาด้านระบบทางเดินปัสสาวะของโรงพยาบาลเกลนอีเกิลส์ และมหาวิทยาลัยโมนาช กรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย กล่าวในระหว่างการแถลงข่าวว่า การแข็งตัวขององคชาตคือหัวใจสำคัญในการทำให้แนวคิดชีวิตรักในเชิงอุดมคติกลายเป็นจริง เพราะการเพิ่มระดับความแข็งตัวของอวัยวะเพศไปสู่การแข็งตัวเต็มที่จะช่วยแก้ไขปัญหาองค์รวมของคู่รักได้ อาทิ ความถี่ในการมีเพศสัมพันธ์ซึ่งจะมีเพิ่มมากขึ้น เพราะเมื่อผู้ชายสามารถแข็งตัวได้เต็มที่ ก็พร้อมที่จะปฏิบัติภารกิจรักได้บ่อยๆ และระยะเวลาในการมีเพศสัมพันธ์ก็จะนานยิ่งขึ้นตามไปด้วย ซึ่งการที่อวัยวะเพศชายจะแข็งตัวแบบเต็มที่ได้นั้นต้องเกิดจากการมีสุขภาพดีทั้งร่างกายและจิตใจเสียก่อน

“ผู้ชายที่มีอวัยวะเพศแข็งตัวไม่เต็มที่มักมีโรคประจำตัวหรือเป็นผลของการเจ็บป่วยเรื้อรัง อาทิ โรคเบาหวาน โรคอ้วน โรคตับ โรคหลอดเลือดในสมอง ด้วยเหตุนี้อาการหย่อนสมรรถภาพทางเพศจึงไม่เพียงแต่ส่งผลกระทบต่อชีวิตคู่เท่านั้น หากแต่ยังเป็นตัวชี้วัดให้เห็นถึงปัญหาสุขภาพที่ควรให้ความใส่ใจดูแลอีกด้วย ปัญหาการแข็งตัวของอวัยวะเพศในระดับไม่เต็มที่สามารถแก้ไขได้ ดังนั้นคนที่ประสบปัญหานี้อยู่จึงควรรีบปรึกษาแพทย์เพื่อหาแนวทางแก้ไขที่ถูกต้องต่อไป” รศ.นพ.จอร์จกล่าว

ทางด้านของ ผศ.นพ.พันธ์ศักดิ์ ศุกระฤกษ์ ผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพทางเพศและสูตินรีแพทย์ชื่อดัง บอกว่า การแข็งตัวของอวัยวะเพศชายแบบเต็มที่จะทำให้สัมผัสรักของคู่รักแนบแน่น อันนำไปสู่ความสุขสมของทั้งสองฝ่าย เมื่อคู่รักมีความสุขก็จะทำให้ครอบครัวอบอุ่นตามไปด้วย ดังนั้นการมีสุขภาพทางเพศที่ดีนั้นจะส่งผลให้การใช้ชีวิตโดยรวมดีขึ้น โดย 70 เปอร์เซ็นต์ของผู้ชายที่มีอาการเสื่อมสมรรถภาพทางเพศเกิดจากปัญหาทางร่างกายเนื่องจากผู้ชายที่ไม่ดูแลสุขภาพ และมักรับประทานอาหารตามใจปาก เป็นอาหารที่มีไขมัน แป้ง และน้ำตาลในปริมาณที่สูงเกินความจำเป็น ทำให้อ้วนลงพุง จึงหลั่งฮอร์โมนแลคตินออกมา ซึ่งจะทำหน้าที่บล็อกสมอง และไม่กระตุ้นให้อัณฑะสร้างฮอร์โมนเพศชาย ส่งผลให้กล้ามเนื้อของอวัยวะเพศไม่แข็งแรง และทำให้การตอบสนองต่อสิ่งเร้าอารมณ์น้อยลง

“ถ้าเกิดปัญหาทางกายแล้วไม่รีบแก้ไข จะทำให้เกิดปัญหาทางใจตามมา เพราะเมื่อผู้ชายไม่สามารถปฏิบัติภารกิจได้แล้ว จะพยายามหลีกเลี่ยงที่จะใกล้ชิดคู่รัก จึงทำให้ผู้หญิงคิดว่าคู่รักของตนนอกใจ ซึ่งอาจนำไปสู่ปัญหาครอบครัวได้ในเวลาต่อมา ดังนั้นการสื่อสารระหว่างคู่รักอย่างตรงไปตรงมา มีอะไรก็เปิดใจคุยกัน จึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งเพราะการพูดคุยกันจะทำให้คู่รักเข้าใจกัน และร่วมมือกันหาทางแก้ไขปัญหาดังกล่าว” ผศ.นพ.พันธ์ศักดิ์กล่าวทิ้งท้าย

 

เรื่อง Nong ภาพ Rodale Library

ติดตาม Men’sHealth Thailand ได้ที่นี่ …
Website : www.mhthailand.com/
Instagram : www.instagram.com/mhthailand/
Facebook : www.facebook.com/MensHealthThai/
Youtube : www.youtube.com/user/Menshealththailand/

 

 

การจะลดความอ้วนได้ นอกจากการลงมือปฏิบัติด้วยใจที่มั่นคงแล้ว ความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้องก็เป็นสิ่งสำคัญเหมือนกัน เรียกได้ว่าเป็นเหมือนแผนที่บอกทางก็ว่าได้ เพราะถ้าแผนที่ผิดก็เป็นอันจบกันเลยทีเดียว ดังนั้นเพื่อไม่ให้ความเชื่อผิดๆ ทำให้คุณเสียเวลากับการไอเดตโดยไม่บังเกิดผล วันนี้เราจึงขอนำ 3 ความเชื่อผิดๆ มาให้คุณเลิกหลงผิดเดินผิดทิศเสียที…

1. ดื่มแต่น้ำอัดลมไดเอต

ใครว่าเปลี่ยนจากการดื่มน้ำอัดลมธรรมดามาดื่มแบบไดเอตจะช่วยให้คุณไม่ต้องเผชิญความอ้วนจากน้ำตาลปริมาณมากในน้ำอัดลมแบบทั่วไปได้ ตรงกันข้าม… คุณอาจคิดผิด เมื่อผลการศึกษาจากมหาวิทยาลัยนอร์ทแคโรไลนาพบว่า คนที่ดื่มน้ำอัดลมแบบไดเอต จะกินของหวานและขนมปังมากกว่าคนดื่มน้ำเปล่าแทนอัดลมแบบธรรมดาด้วยซ้ำ โดย ดร.แบร์รี่ ปอปคิน ผู้เขียนผลการศึกษาดังกล่าวให้เหตุผลว่าอาจเป็นเพราะน้ำตาลเทียมทำให้อยากน้ำตาลมากขึ้นนั่นเอง

2. พยายามมากเกินไป

เพราะความเข้มงวดในการไดเอต อาจสร้างความกดดันจนเป็นบ่อนทำลายความตั้งใจที่จะลดน้ำหนักต่อๆ ไป ดังเช่นผลการศึกษาจากวารสาร Appetite ที่กล่าวไว้ ดังนั้นเพื่อเป็นการทำให้โปรแกรมลดน้ำหนักของคุณไม่ล่มก่อนถึงเป้าหมาย เอเดรียน มิวเล ผู้ทำการศึกษาเรื่องนี้จึงแนะนำว่า เราควรรู้จักยืดหยุ่นบ้าง และดูแลไม่ให้เกิดความหย่อนยานเกินไปด้วย

3. มองโลกในแง่ดีเกินไป

อย่าพึ่งมองโลกในแง่ดี เอาแต่คิดเข้าข้างตัวเองว่าสิ่งที่คุณทำลงไปสามารถช่วยเบิร์นได้หลายร้อยแคลอรี่ เพราะความคิดดังกล่าวทำให้โปรแกรมลดน้ำหนักของใครหลายคนเป็นแค่ฝันกลางวันมาหลายรายแล้ว ดังเช่นผลการศึกษาใน Journal of Sports Medicine and Physical Finess กล่าวไว้ ดังนั้นทางที่ดี เราจึงควรสนใจแต่ตัวเลขแคลอรีที่ลดลงจริง ไม่ใช่มโนตัวเลขเกินจริงแทน

ทั้งนี้นอกจากความเชื่อผิดๆ ที่หลายคนเข้าใจว่าช่วยลดความอ้วนได้แล้ว ผลการศึกษาจาก American Journal of Clinical Nutrition  ยังรายงานอีกว่า การนอนไม่พอ เช่นการนอน 4 ชม. ติดต่อกัน 5 วัน  ยังทำให้คุณกินของมันเพิ่มขึ้น หรือก็คือเป็นสาเหตุให้อ้วนมากขึ้นกว่าคนที่นอน 9 ชม. ต่อวัน เพราะสมองส่วนที่ควบคุมการตอบสนองต่อการได้รับรางวัลลัดวงจร จนอาจทำให้เรากินมากขึ้นกว่าเดิมถึง 300 แคลอรีเลยทีเดียว ทราบแบบนี้แล้ว อย่าลืมเปลี่ยนพฤติกรรมเสี่ยงเหล่านี้ให้ถูกต้องกันด้วยนะครับ 😉

 

ที่มา นิตยสาร Men’s Health Thiland ฉบับเดือนมีนาคม 2012

ติดตาม Men’sHealth Thailand ได้ที่นี่ …
Website : www.mhthailand.com/
Instagram : www.instagram.com/mhthailand/
Facebook : www.facebook.com/MensHealthThai/
Youtube : www.youtube.com/user/Menshealththailand/

 

 

Top Five Articles