อะโวคาโดมีประวัติความเป็นมาที่ยาวนาน ซึ่งสรุปคร่าวๆ ได้ว่าคนอเมริกันโบราณทางตอนกลางและตอนใต้รู้จักกินอะโวคาโดมาตั้งแต่เมื่อ 2,500 ปีที่แล้ว ส่วนคนยุโรปค้นพบความมันอร่อยในศตวรรษที่ 16 ทั้งนี้แม้หลายคนจะรู้ว่าอะโวคาโดดีต่อสุขภาพ เพราะอุดมด้วยโพแทสเซียม ใยอาหาร และไขมันไม่อิ่มตัวเชิงเดี่ยว จนเป็นที่มาของเมนูอร่อยๆ หลายอย่าง แต่ก็ยังมีเรื่องที่หลายคนไม่รู้อีกมากมาย โดยเฉพาะ 16 เรื่องน่ารู้ ดังต่อไปนี้

1. คนสมัยก่อนใช้เมล็ดอะโวคาโดเป็นส่วนผสมในยาเบื่อหนู แต่คนสมัยนี้จะนำเมล็ดอะโวคาโดมาบดโรยสลัดหรือนำมาปั่นรวมกับส่วนผสมอื่นๆ ที่ใช้ทำสมูทตี้เพื่อเพิ่มปริมาณกากใยอาหารที่ร่างกายจะได้รับ และประโยชน์ที่จะได้จากสารต้านอนุมูลอิสระ

2. อะโวคาโดจำแนกเป็น 3 สายพันธุ์ คือ West Indian, Guatemalan และ Mexican โดย Hass คือพันธุ์ที่ได้จากการผสมข้ามพันธุ์ระหว่าง Mexican กับ Guatemalan

3. อะโวคาโดต้นแรกที่มีการบันทึกไว้คือ ต้นอะโวคาโดที่ปลูกในแคลิฟอร์เนียเมื่อปี 1848 และหลังจากที่มีการนำกิ่งพันธุ์ที่ได้จากต้นอะโวคาโดที่คุณภาพดีที่สุดในเม็กซิโกมาปลูกในแคลิฟอร์เนียเมื่อปี 1911 และมีการพัฒนาพันธุ์ Fuerte เมื่อปี 1913 เราก็ได้เห็นการเติบโตของอุตสาหกรรมอะโวคาโดในแคลิฟอร์เนีย โดย Fuerte คือพันธุ์ที่ได้จากการผสมข้ามพันธุ์ระหว่าง Mexican กับ Guatemalan เช่นกัน

4. Hass คือพันธุ์ที่มีสัดส่วนถึง 95% ของตลาดสหรัฐอเมริกา แถมยังเป็นพันธุ์ที่มีสัดส่วนถึง 80% ของปริมาณความต้องการทั่วโลกอีกต่างหาก โดยราวๆ 90% ของผลผลิตในประเทศสหรัฐฯ คืออะโวคาโดที่มาจากแคลิฟอร์เนีย

5. อะโวคาโดคือผลไม้ชนิดที่มีเมล็ดเดียว

6. รูปร่างลักษณะและความเชื่อเรื่องคุณสมบัติด้านการกระตุ้นความต้องการทางเพศของอะโวคาโด ทำให้ชาวแอซเทคเรียกผลไม้ชนิดนี้ว่า Ahuacatl ซึ่งแปลว่า “อัณฑะ”

7. อะโวคาโดสามารถกลายเป็นน้ำแข็งในช่วงที่หนาวจัด ซึ่งจะทำให้เซลล์ในเนื้อผลและลำต้นยุบตัว แล้วพออากาศเริ่มอุ่นขึ้น เซลล์ก็จะแตกจนทำให้ผลได้รับความเสียหาย

8. ต้นอะโวคาโดจะไม่ผลัดใบและไม่มีการพักตัว อะโวคาโดแต่ละพันธุ์จะมีช่วงเวลาเก็บเกี่ยวที่แตกต่างกัน โดยช่วงเวลาเก็บเกี่ยวของพันธุ์ Hass มักจะเป็นปลายเดือนกุมภาพันธ์ถึงปลายเดือนตุลาคมและต้นเดือนพฤศจิกายน

9. อะโวคาโดที่แก่จัดจะสุกเมื่อเราเก็บจากต้นแล้วเท่านั้น และกว่าอะโวคาโดที่เก็บมาจะสุกตามธรรมชาติที่ระดับอุณหภูมิห้อง อาจจะต้องใช้เวลา 2-3 วัน ถึง 2 สัปดาห์ โดยสามารถเก็บอะโวคาโดสุกในตู้เย็นได้นาน 7-10 วัน

10. อะโวคาโดที่เพิ่งสุกจะมีสีออกม่วงๆ และเมื่อลองบีบดูก็จะรู้สึกว่านิ่ม แต่ถ้าเป็นอะโวคาโดที่สีดำสนิท ผิวเรียบ-มันมาก และเริ่มเละ นั่นก็แปลว่าสุกจนงอมแล้ว

11. อะโวคาโดอาจไหม้แดดจนทำให้เปลือกบริเวณนั้นหลุดลอกออกได้ และความหืนจะทำให้เนื้อชั้นนอกสุดเน่าเสีย

12. เราสามารถใช้ใบอะโวคาโด (โดยเฉพาะของสายพันธุ์ Mexican) เป็นเครื่องปรุงรสในอาหารเม็กซิกันได้เช่นเดียวกับใบกระวาน โดยนำมาใช้เป็นเครื่องปรุงรสได้ทั้งแบบสดและแบบแห้งจะให้รสชาติคล้ายๆ กับเทียนสัตตบุษย์

13. เนื้อติดเปลือกซึ่งสีจะเขียวเข้มกว่าคือส่วนที่มีคุณค่าทางโภชนาการสูงที่สุด ถ้าอยากให้ร่างกายได้รับสารพฤกษเคมีอย่างเต็มที่ คุณจึงควรจะปอกเปลือกก่อนกิน ไม่ใช่ใช้ช้อนตักกินเลย

14. อะโวคาโดพันธุ์ Hass มีสัดส่วนของปริมาณแคลอรีจากไขมันถึงประมาณ 82% จึงจัดอยู่ในกลุ่มผลไม้ไขมันสูงเช่นเดียวกับมะกอก ซึ่งเป็นผลไม้ที่มีสัดส่วนของปริมาณแคลอรีจากไขมันถึงประมาณ 80-90%

15. ถ้าคุณนำเมล็ดอะโวคาโดมาเสียบไม้จิ้มฟันและพาดไว้บนแก้วน้ำ จะมีต้นและรากงอกออกมาภายในไม่กี่สัปดาห์ ซึ่งคุณสามารถย้ายลงกระถางและปล่อยให้โตเป็นต้นเล็กๆ ได้ และเมื่อได้อะโวคาโดต้นเล็กๆ มาแล้ว คุณก็สามารถย้ายลงดินและปล่อยให้โตเป็นต้นใหญ่ได้ โดยอาจจะต้องใช้เวลาหลายปี (5-13 ปี) ต้นอะโวคาโดที่คุณปลูกถึงจะออกดอกหรือให้ผล แต่ถ้าไม่ได้รับการถ่ายเรณูจากต้นอื่น อะโวคาโดต้นนี้ก็ไม่น่าจะให้ผลง่ายๆ เพราะวิธีเพาะพันธุ์ของเกษตรกรตัวจริงคือการติดตาต่อกิ่ง ซึ่งจะทำให้ต้นอะโวคาโดออกดอกและให้ผลเร็วขึ้น โดยมักจะออกดอกและให้ผลภายใน 3-4 ปี

16. ต้นอะโวคาโดที่ได้รับการดูแลอย่างดีจะสูงประมาณ 30-40 ฟุตเท่านั้น แต่ต้นอะโวคาโดป่าที่ไม่ได้รับการตัดแต่งอาจจะสูงถึง 80 ฟุตเลยทีเดียว

จัดเป็นอีกหนึ่งผลไม้ที่มีประโยชน์เลยทีเดียวนะครับ สำหรับเจ้า “อะโวคาโด” นี้ ใครยังไม่เคยกินหรือกินไม่เป็น คงถึงเวลาที่ต้องลองกันสักหน่อยแล้วล่ะ บางทีคุณอาจได้ของโปรดที่ดีต่อสุขภาพเพิ่มมาอีกหนึ่งอย่างก้ได้นะ !

 

เรื่อง Albatross
ที่มา นิตยสาร Men’s Health ฉบับเดือนเมษายน 2017

ติดตาม Men’sHealth Thailand ได้ที่นี่ …
Website : www.mhthailand.com/
Instagram : www.instagram.com/mhthailand/
Facebook : www.facebook.com/MensHealthThai/
Youtube : www.youtube.com/user/Menshealththailand/