ทำความรู้จัก ...

ทำความรู้จัก 3 อาการปวด “สมาร์ตโฟนซินโดม” กับชื่อเล่นชิคๆ ที่ไม่มีใครอยากเป็น !

0 809

 

ในยุคสมัยนี้ที่เทคโนโลยีก้าวหน้าไปอย่างรวดเร็ว อุปกรณ์อำนวยความสะดวกทั้งสมาร์ตโฟนและแท็บเลตกลายเป็นของจำเป็นที่ขาดไม่ได้สำหรับหลายคน จากเดิมที่เราอาจเริ่มคุ้นชินกับกลุ่มอาการออฟฟิศซินโดรม ที่เกิดจากการนั่งทำงานหน้าคอมพิวเตอร์นานๆ และอีกไม่นานอาจมีกลุ่มอาการสมาร์ตโฟนซินโดรมขึ้นมาแซงก็เป็นได้ ทั้งนี้ด้วยอาการปวดต่างๆ ที่เกิดขึ้นกับคนจำนวนไม่น้อย กลุ่มอาการสมาร์ทโฟนซินโดมจึงชื่อเรียกเล่นๆ ให้สอดคล้องกับโลกดิจิตอลและบ่งบอกถึงที่มาเป็นอย่างดี ซึ่งอาการปวดที่ว่าก็มีดังต่อไปนี้…

1. “Ipad Neck” ปวดคอ

หลายคนกังวลกับการที่เราจะอยู่ในโลกของ “สังคมก้มหน้า” แต่ทุกวันนี้ต้องบอกว่าอย่ากังวลไปเลยครับ เพราะสิ่งนี้ได้เกิดขึ้นโดยสมบูรณ์แล้ว เวลาขึ้นรถไฟฟ้าก็จะเห็นแต่คนก้มหน้าก้มตากดหรือดูแต่สมาร์ตโฟน กระทั่งอยู่ในลิฟต์ก็ยังเห็นได้ว่ากว่าครึ่งหนึ่งของผู้คนในลิฟต์ก้มหน้าก้มตากดมือถือเช็คไลน์หรือเฟซบุ๊คของตนเอง

source : laptopmag.com
source : laptopmag.com

การก้มหน้านานๆ มีผลต่ออาการปวดคอได้ เหมือนกับการนั่งหน้าจอคอมพิวเตอร์ แต่ที่สำคัญคือเวลาคุณจ้องหน้าจอสมาร์ตโฟนหรือแท็บเลต หรือเวลาถืออุปกรณ์เหล่านี้โดยเฉพาะอย่างยิ่งในท่ายืน คุณมักจะอยู่ในท่าที่ช่วยให้แขนไม่ต้องเมื่อยมาก นั่นคือในลักษณะที่ต้นแขนอยู่แนบติดลำตัว และงอข้อศอก ทำให้ต้องก้มคอมากกว่าการนั่งดูจอคอมพิวเตอร์

เมื่อต้องก้มคอนานๆ ทำให้กล้ามเนื้อบริเวณต้นคอและบ่ามีการเกร็งตัวอยู่ตลอดเวลาทำให้เกิดอาการปวดกล้ามเนื้อได้ และการที่ก้มคอนานๆ ก็เพิ่มแรงกดต่อข้อต่อกระดูกต้นคอ อาจเพิ่มความเสี่ยงให้เกิดการเสื่อมของกระดูกต้นคอได้เร็วขึ้น ซึ่งกว่าจะมีตัวเลขออกมาว่าเป็นมากน้อยเพียงใดคงต้องใช้เวลานานหลายปี ดังนั้นอย่ารอเลยครับ ป้องกันไว้ก่อนดีกว่า อย่าก้มกันนานเกินไป เงยหน้าขึ้นมาดูคนรอบตัวบ้างก็ดี ไม่แน่คนที่อยู่ข้างๆ ของคุณตอนนี้อาจเป็นคนพิเศษในอนาคตก็ได้ 

2. “Selfie Elbow & Selfie Wrist” ปวดข้อศอก ข้อมือ

แต่ก่อนเวลาไปเที่ยวคนเดียวมักจะรู้สึกเกรงใจกับการที่ต้องรบกวนให้คนอื่นถ่ายรูปให้ ปัจจุบันกลับตรงกันข้ามเพราะต่อให้ไปหลายคนก็จะต้องพยายามเบียดตัวกันเข้าไปอยู่ในหน้าจอมือถือเพื่อถ่ายเซลฟีกันให้ได้

อาการปวดสังคมสมาร์ตโฟน - Selfie Elbow & Selfie Wrist

ลองดูท่าถือโทรศัพท์เพื่อถ่ายรูปเซลฟีจะพบว่าต้องมีการเหยียดเกร็งข้อศอกมาก (โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าต้องถ่ายรูปหมู่ ซึ่งต้องพยายามยืดแขนออกมาให้ยาวที่สุดเพื่อจะเก็บภาพได้หมดทุกคน) ยิ่งกว่านั้นข้อมือก็จะต้องอยู่ในท่างอและมีการเกร็งนิ้วหัวแม่มือเพื่อจะกดปุ่มถ่ายภาพ ซึ่งท่าทางนี้ทำให้เกิดอาการปวดบริเวณจุดเกาะของกล้ามเนื้อบริเวณข้อศอกได้ และเกิดอาการปวดหรืออักเสบของเส้นเอ็นบริเวณข้อมือด้านนิ้วหัวแม่มือ แต่ปัจจุบันมีตัวช่วยมากขึ้นทั้งไม้เซลฟี หรือการสามารถสั่งถ่ายภาพด้วยเสียงหรือท่าทาง น่าจะมีส่วนช่วยลดปัญหาเหล่านี้ลงไปบ้าง

3. “Texting Thumb” ปวดนิ้วหัวแม่มือ

ผมเองเป็นคนที่พิมพ์ดีดสัมผัสได้ แต่ถ้าหน้าจอมือถือก็ยังเป็นการจิ้มด้วยนิ้วมือข้างเดียว เวลามองคนที่ใช้โทรศัพท์มือถือเพื่อสื่อสารโต้ตอบกันด้วยข้อความในไลน์ หรือแอพพลิเคชั่นอื่นๆ รู้สึกทึ่งไม่น้อยที่หลายคนพิมพ์ได้เร็วมากๆ โดยใช้นิ้วหัวแม่มือทั้งสองข้างรัวบนหน้าจออย่างรวดเร็ว เลยลองค้นดูคนที่ทำสถิติโลกในการพิมพ์ข้อความทางโทรศัพท์มือถือ พบว่าสามารถพิมพ์ข้อความภาษาอังกฤษได้ถึง 26 คำ ภายในเวลา 18.19 วินาที ได้อย่างถูกต้องทั้งตัวพิมพ์ใหญ่ ตัวพิมพ์เล็ก และเครื่องหมายวรรคตอน

อาการปวดสังคมสมาร์ตโฟน - Texting Thumb

นิ้วมือที่ต้องรับบทหนักในการใช้งานสมาร์ตโฟนก็คือ นิ้วหัวแม่มือ เพราะต้องมีการเคลื่อนไหวอย่างมากในการพิมพ์และเลือกกดหน้าจอต่างๆ ทำให้มีความเสี่ยงในการเกิดอาการปวดล้าจากการใช้งาน และยังต้องติดตามกันต่อไปในระยะยาวว่าจะเป็นเหตุให้เกิดการเสื่อมของข้อต่อนิ้วหัวแม่มือก่อนเวลาอันควรหรือไม่

นอกเหนือจากนิ้วหัวแม่มือแล้ว อีกนิ้วที่ต้องรับบทหนักก็คือ นิ้วก้อย เพราะต้องเป็นนิ้วที่ใช้ประคองตัวเครื่องโทรศัพท์ เคยมีการโพสต์ภาพนิ้วก้อยที่มีการบิดไป หรือเป็นรอยบุ๋มจากการถือโทรศัพท์นานๆ โดยมีการตั้งชื่อว่า “Smartphone Pinky”

จากหลากหลายปัญหาที่ได้กล่าวมาก็เป็นการเตือนว่า เราควรใช้เครื่องมือสื่อสารและเทคโนโลยีอย่างพอดี เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุด โดยไม่มีผลเสียต่อสุขภาพ

 

เรื่อง รศ.นพ.พิสิฏฐ์ เลิศวานิช

ติดตาม Men’sHealth Thailand ได้ที่นี่ …
Website : http://www.mhthailand.com/
Instagram : https://www.instagram.com/mhthailand/
Facebook : https://www.facebook.com/MensHealthThai/
Youtube : https://www.youtube.com/user/Menshealththailand/